Facebook

ร่างพระราชบัญญัติสภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 6339 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

 

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. โครงสร้าง
  4. สาระสำคัญ
  5. ประเด็น
  6. รายละเอียดของร่าง

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    หลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยสภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย เหตุผล ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เพิ่มบทบาทและความสำคัญต่อชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก คอมพิวเตอร์กับเครือข่ายโทรคมนาคมถูกเชื่อมต่อกัน เปรียบเสมือน สาธารณูปโภคของโลก เกิดเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ทุกคนใช้ร่วมกันได้อย่างไร้ขอบเขต ธุรกิจ การค้า การสื่อสารต้องอาศัยเครือข่ายนี้ เพื่อทำงานและติดต่อกันเป็นประจำ ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจ สังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเครือข่ายนี้ยังอยู่ในช่วงระยะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผลกระทบจึงเป็นไปทั้งทางด้านบวกและทางด้านลบ ดังจะเห็นได้ว่าในขณะที่เทคโนโลยีทำให้อุตสาหกรรมทุกประเภทเพิ่มพูนผลผลิตและประสิทธิภาพหรือสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บ่อยครั้งจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนและต้องการการแก้ไข เพราะทุกระบบได้เข้าไปอยู่ในรูปของดิจิตอลซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่เปลี่ยนรูปแบบและวิธีการการสื่อความทางด้านธุรกรรมและสังคมอย่างสิ้นเชิง ภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงเร่งกัน พัฒนา ปรับตัว เพื่อสร้างดุลและเสถียรภาพให้แก่ เครือข่ายคอมพิวเตอร์โลก เศรษฐกิจ สังคม นโยบายสาธารณะและกฎหมาย เพื่อให้โลกเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจสังคมที่รู้จักกันมาแต่ดั้งเดิม ไปสู่สังคมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่สมบูรณ์มากขึ้น ในการเปลี่ยนแปลงของวิถีการดำเนินธุรกิจและสภาพเศรษฐกิจสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องติดตามความเคลื่อนไหวและรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด เพื่อพร้อมที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชาติ ให้แข็งแรง มั่นคง ยั่งยืนและแข่งขันกับนานาชาติได้ แต่การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนี้ อยู่ภายใต้อิทธิพลและแนวทางของภาคอุตสาหกรรมเอกชน เพราะภาคเอกชนเป็นผู้น าในการผลิต วิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มและสร้างสรรค์เทคโนโลยีในรูปแบบใหม่อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมในการก้าวเข้าสู่โลกของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างแท้จริง ข้อมูลจากภาคเอกชนจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาอันสมบูรณ์แบบและสามารถทำให้รัฐบาลจัดทำนโยบายและกำหนดทิศทางของการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พร้อมกับสนับสนุนให้เกิดการใช้เทคโนโลยีของประเทศได้อย่างดีที่สุด จึงสมควรที่จะจัดตั้งสภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทยขึ้น โดยสภาดังกล่าวจะบริหารจัดการโดยภาคเอกชนที่มีประสบการณ์ทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และมีหน้าที่หลักในการนำเสนอข้อมูลทางด้านเทคนิค นโยบายสาธารณะ แนวโน้มของปัญหา รวมถึงให้คำปรึกษาและหาข้อแก้ไขให้แก่รัฐบาล เพื่อประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและแผนระดับชาติต่อไป



    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • มาตรา ๑
    • พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติสภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....
    • มาตรา ๒
    • พระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    • มาตรา ๓
    • ในพระราชบัญญัตินี้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมายความว่า เทคโนโลยีที่มีคอมพิวเตอร์เป็นตัวควบคุม ในการใช้งาน ทำงาน จัดการ ประมวลผล สร้าง จัดเก็บ เผยแพร่สารสนเทศและการสื่อสาร เรียกชื่อย่อว่า ไอซีที อุตสาหกรรมไอซีที หมายความว่า กิจการ ที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ และการค้า ซึ่งผลิตภัณฑ์ และบริการด้านไอซีทีทุกชนิด และทุกประเภท หน่วยงานที่ใช้ไอซีทีหมายความว่า นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการอุตสาหกรรมไอซีที สภา หมายความว่า สภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือชื่อย่อว่า สภาไอซีทีแห่งประเทศไทย เครื่องหมาย หมายความว่า เครื่องหมายของสภา ข้อบังคับ หมายความว่า ข้อบังคับของสภา สมาชิก หมายความว่า สมาชิกของสภา คณะกรรมการบริหาร หมายความว่า คณะกรรมการบริหารสภา กรรมการบริหาร หมายความว่า กรรมการบริหารสภา
      สำนักงานสภา หมายความว่า สำนักงานประจำของสภา สมาคมการค้าไอซีทีหมายความว่า สมาคมการค้า ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยว่าด้วยสมาคมการค้า และมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการประกอบอุตสาหกรรมไอซีที ผู้อำนวยการ หมายความว่า หัวหน้าสำนักงานสภาโดยตำแหน่ง มีหน้าที่บริหารกำกับดูแลการดำเนิน งานประจำของสำนักงานสภา ให้เป็นไปตามนโยบายคณะกรรมการบริหารและตามข้อบังคับ ลูกจ้าง หมายความว่า ลูกจ้างสภา พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๔
    • ให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ หมวด ๑ สภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย
    • มาตรา ๕
    • ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดำเนินการจัดตั้งสภา โดยให้มีอำนาจหน้าที่ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๖
    • ให้ สภา มีฐานะเป็นนิติบุคคล
    • มาตรา ๗
    • สภา มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (ก) เสนอแนะนโยบาย และประสานการดำเนินการระหว่างรัฐ และภาคเอกชน เกี่ยวกับงานในสาขาไอซีที เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสังคมของประเทศ พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลในการแก้ไขปัญหาด้านไอซีทีของประเทศ (ข) ส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีที เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศให้อยู่ในระดับสากล และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างมั่นคง (ค) เสริมสร้าง และกำกับมาตรฐาน และจรรยาบรรณของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไอซีที (ง) เสนอแนะให้มีการพัฒนาการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการไอซีทีในเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในทางบวก (จ) เสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับไอซีทีให้เหมาะสมเป็นสากลทันต่อความหลากหลาย และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และต่อเนื่องของการพัฒนาไอซีทีของโลก
    • มาตรา ๘
    • ให้ สภา มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และมีสำนักงานสาขาในจังหวัดอื่นได้ การจัดตั้งสำนักงานสาขาให้เป็นไปตามข้อบังคับ
    • มาตรา ๙
    • สภาอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้
      (๑) ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน และค่าบริการที่เรียกเก็บจากสมาชิก
      (๒) เงิน หรือทรัพย์สิน ที่มีผู้มอบให้
      (๓) เงินรายได้อื่นๆ เช่น การจัดสัมมนา และการฝึกอบรม
      (๔) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล เอกชน หรือองค์กรอื่น
      การรับเงินหรือทรัพย์สิน ตาม (๒) และ (๔) จะต้องไม่กระทำในลักษณะที่ทำให้สภาขาดความเป็นอิสระหรือความเป็นกลาง
    • มาตรา ๑๐
    • ห้ามบุคคลใด นอกจากสภาใช้เครื่องหมาย หรือชื่อเป็นภาษาไทยว่า สภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือชื่อย่อว่า สภาไอซีทีแห่งประเทศไทย หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Information and Communication Technology Federation of Thailand หรือชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า ICT Federation of Thailand เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภา หมวด ๒ สมาชิก
    • มาตรา ๑๑
    • สภามีสมาชิก สองประเภท คือ
      (๑) สมาชิกสามัญ
      (๒) สมาชิกวิสามัญ
    • มาตรา ๑๒
    • สมาชิกสามัญ ประกอบด้วย สมาคมที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมไอซีที และก่อตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย
    • มาตรา ๑๓
    • สมาชิกวิสามัญ ประกอบด้วย หน่วยงานที่ใช้ไอซีที หรือนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบอุตสาหกรรมไอซีที
    • มาตรา ๑๔
    • สมาชิกภาพของสมาชิก สิ้นสุดลงในกรณีดังต่อไปนี้
      (๑) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๓
      (๒) ลาออก หรือ
      (๓) กรณีอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับ
    • มาตรา ๑๕
    • สิทธิ และหน้าที่ของสมาชิก ให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อบังคับ
    • หมวด ๓ คณะกรรมการ
    • มาตรา ๑๖
    • คณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วย กรรมการบริหารที่ได้รับการเลือกตั้งจากผู้แทนของสมาชิกสามัญ และผู้แทนของสมาชิกวิสามัญในการประชุมใหญ่ ตามที่กำหนดในข้อบังคับ โดยมีจำนวนกรรมการบริหารไม่น้อยกว่า ๒๔ คน แต่ไม่เกิน ๓๖ คน ประกอบด้วย (๑) ผู้แทนสมาชิกสามัญเลือกตั้ง กรรมการบริหาร จากผู้แทนสมาชิกสามัญ มีจำนวนเป็นสามในสี่ ของจำนวนกรรมการบริหาร ซึ่งเป็นผู้แทนสมาชิกสามัญ และผู้แทนสมาชิกวิสามัญ รวมกัน (๒) ผู้แทนสมาชิกวิสามัญเลือกตั้ง กรรมการบริหาร จากผู้แทนสมาชิกวิสามัญ มีจำนวนเป็นหนึ่งในสี่ ของจำนวนกรรมการบริหาร ซึ่งเป็นผู้แทนสมาชิกสามัญ และผู้แทนสมาชิกวิสามัญ รวมกัน หากกรรมการบริหารทั้งหมดแบ่งสัดส่วนการเลือกตั้งมีเศษข้างใดมากกว่าให้ปัดเศษไปข้างมาก
    • มาตรา ๑๗
    • คณะกรรมการบริหาร มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปีและอยู่ได้ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน และวิธีดำรงตำแหน่งนั้น ให้เป็นไปตามข้อบังคับ
    • มาตรา ๑๘
    • ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารชุดเดิม จัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ตามที่ก าหนดในข้อบังคับ ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน ก่อนหมดวาระของคณะกรรมการบริหารชุดเดิม หากพ้นกำหนด ให้คณะกรรมการบริหารชุดเดิม และผู้อำนวยการดำเนินการแก้ไขตามข้อบังคับ
    • มาตรา ๑๙
    • ห้ามผู้แทนสมาชิกสามัญ และผู้แทนสมาชิกวิสามัญ ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ เป็นกรรมการบริหาร (๑) เป็นพนักงานของสภา (๒) เป็นบุคคลล้มละลาย (๓) เป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ (๔) เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
    • มาตรา ๒๐
    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๔ กรรมการบริหารพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย
      (๒) ลาออก
      (๓) ที่ประชุมใหญ่สามัญ หรือวิสามัญของสภา มีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกสามัญที่มาประชุม
      (๔) ในกรณีเป็นผู้แทนสมาชิกสามัญตามมาตรา ๑๒ และพ้นจากตำแหน่งผู้แทนสมาชิกสามัญนั้น หรือสมาชิกสามัญนั้น พ้นจากสมาชิกภาพ
      (๕) ในกรณีเป็นผู้แทนสมาชิกวิสามัญตามมาตรา ๑๓ และพ้นจากตำแหน่งผู้แทนสมาชิกวิสามัญนั้น หรือสมาชิกวิสามัญนั้น พ้นจากสมาชิกภาพ
      (๖) ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๙
      (๗) พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๔๕
    • มาตรา ๒๑
    • เมื่อกรรมการบริหารที่ได้รับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๖ พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการบริหาร มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการบริหารจากผู้แทนสมาชิกสามัญ และหรือจากผู้แทนสมาชิกวิสามัญ แทนตำแหน่ง กรรมการบริหารที่ว่างลง ภายในหกสิบวัน เว้นแต่วาระของกรรมการบริหารผู้นั้น จะเหลือน้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ถ้าไม่สามารถเลือกได้ตามกำหนด ให้คณะกรรมการบริหาร และผู้อำนวยการ ดำเนินการแก้ไขตามข้อบังคับ กรรมการบริหารที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนกรรมการบริหารที่ว่างลง อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการบริหารซึ่งตนแทน
    • มาตรา ๒๒
    • ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการบริหารว่างลง จนเหลือจำนวนน้อยกว่าที่จะเป็นองค์ประชุม ตามมาตรา ๒๗ ให้กรรมการบริหารที่เหลืออยู่ กระทำการในนามของคณะกรรมการบริหารต่อไปได้ แต่เฉพาะจัดให้มีการประชุมใหญ่สภา เพื่อให้เลือกตั้งกรรมการบริหาร ตามมาตรา ๑๘
    • มาตรา ๒๓
    • คณะกรรมการบริหาร มีอำนาจหน้าที่วางนโยบาย และกำกับดูแลการดำเนินงานของสภา ให้บังเกิดผลตามวัตถุประสงค์ของสภาในมาตรา ๗ รวมทั้งการเสนอแนะให้ความเห็น และให้คำปรึกษาแก่รัฐบาล ต่อกรณีที่เกี่ยวกับการประกอบอุตสาหกรรมไอซีที ตลอดจนผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคมจากการพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีทีของประเทศ หรือกรณีอื่นๆตามที่รัฐมนตรีร้องขอ คณะกรรมการบริหาร มีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการ และที่ปรึกษา เพื่อช่วยงานในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร
    • มาตรา ๒๔
    • ให้ประธานคณะกรรมการบริหาร ดำรงตำแหน่งประธานสภา และให้รองประธาน คณะกรรมการบริหาร ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่หนึ่งตามลำดับ ผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาและรองประธานสภาคนที่หนึ่ง ต้องมีสัญชาติไทย ประธานสภา มีหน้าที่
      (๑) เป็นประธานที่ประชุมใหญ่สามัญ และที่ประชุมใหญ่วิสามัญ
      (๒) ดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหาร ที่ประชุมใหญ่สามัญ และที่ประชุมใหญ่วิสามัญ รองประธานสภาคนที่หนึ่ง มีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากประธานสภา และเป็นผู้กระทำการแทนประธานสภา เมื่อประธานสภาไม่อยู่ หรืออยู่ แต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
    • มาตรา ๒๕
    • ให้ประธานกรรมการบริหาร กรรมการบริหาร ที่ปรึกษา และอนุกรรมการชุดต่างๆ ได้รับเบี้ยประชุม ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าใช้จ่าย และสิทธิผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ในการปฎิบัติหน้าที่ ตามพระราชบัญญัตินี้ตามระเบียบข้อบังคับที่สภากำหนด
    • มาตรา ๒๖
    • คณะกรรมการบริหาร เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้อำนวยการ และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินงานของสภา ดังต่อไปนี้
      (๑) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของสมาชิก การรับสมัคร คุณสมบัติ วินัย การลงโทษสมาชิก และการพ้นจากสมาชิกภาพ รวมทั้งการอุทธรณ์
      (๒) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับตำแหน่งและภาระหน้าที่ของกรรมการบริหารเป็นรายตำแหน่ง ตลอดจนถึงระเบียบวิธีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร
      (๓) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการประชุม และดำเนินกิจการของคณะกรรมการบริหาร และการประชุมใหญ่สภา
      (๔) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดตั้งสำนักงาน และการดำเนินกิจการของสำนักงานสาขาสภาตามมาตรา ๘
      (๕) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจำแนกกลุ่มสมาชิก การเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งกรรมการ สมาชิก การประชุม และดำเนินการของสาขา ตลอดจนกิจการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
      (๖) ออกข้อบังคับกำหนดค่าลงทะเบียน ค่าบำรุง และค่าบริการที่จะพึงเรียกเก็บจากสมาชิก หรือบุคคลภายนอก
      (๗) สรรหาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่สามัญสภาพิจารณาอนุมัติแต่งตั้ง และจัดให้มีการตรวจสอบบัญชีรายรับ รายจ่าย งบดุล และรายรับรายจ่ายประจำปี โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และเสนอให้ที่ประชุมใหญ่สามัญสภา ให้ความเห็นชอบ
      (๘) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบรรจุ การแต่งตั้ง การถอดถอน การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินบำเหน็จ รางวัลพนักงาน รวมทั้งระเบียบ วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ของพนักงาน
      (๙) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินทุกประเภท
      (๑๐) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการสงเคราะห์พนักงาน ตลอดจนครอบครัวของบุคคลดังกล่าว หรือผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นพนักงาน
      (๑๑) ออกระเบียบ หรือข้อบังคับ ในเรื่องอื่นใดที่จำเป็นต่อการดำเนินงานภายในเกี่ยวกับกิจการของสภา
      (๑๒) ให้ค าปรึกษาแนะนำชี้แจงและอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก ในการประกอบอุตสาหกรรมไอซีที เสนอแนะให้ความเห็น และให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลในเรื่องเกี่ยวกับการประกอบอุตสาหกรรมไอซีที
      (๑๓) การกำหนด หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับใดๆ ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่สภา แล้วให้แจ้งรัฐมนตรีทราบอย่างเป็นทางการต่อไป
      (๑๔) ข้อบังคับตามที่กล่าวมานั้น ต้องแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ และปิดประกาศในที่เปิดเผยให้ทราบทั่วกัน
    • มาตรา ๒๗
    • การประชุมของคณะกรรมการบริหาร ต้องมีกรรมการบริหารมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารทั้งหมดตามมาตรา ๑๖ จึงจะเป็นองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ให้ถือตามเสียงข้างมาก ในการนับคะแนนเสียงในที่ประชุม ให้กรรมการบริหารหนึ่งคน มีหนึ่งคะแนนเสียง หากการนับคะแนนเสียงในที่ประชุมมีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งคะแนนเสียงเพื่อชี้ขาด
      ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร ถ้ามีการพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับตัวกรรมการบริหารผู้ใด กรรมการบริหารผู้นั้น มีสิทธิชี้แจงในเรื่องนั้น แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง
    • มาตรา ๒๘
    • ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ประธานสภาเป็นผู้แทนของสภา
    • มาตรา ๒๙
    • ให้คณะกรรมการบริหาร จัดให้มีการประชุมใหญ่สภาปีละหนึ่งครั้ง การประชุมใหญ่เช่นนี้ เรียกว่า ประชุมใหญ่สามัญ การประชุมใหญ่คราวอื่น นอกจากการประชุมตามวรรคหนึ่ง เรียกว่า ประชุมใหญ่วิสามัญ
    • มาตรา ๓๐
    • ในการประชุมใหญ่สามัญอย่างน้อยต้องมีระเบียบวาระการพิจารณาดังต่อไปนี้
      (๑) พิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานแสดงสถานภาพเศรษฐกิจ และผลผลิตในปีที่ล่วงมาด้านไอซีทีของประเทศไทยเปรียบเทียบกับสากล
      (๒) รับรองรายงานประจำปีแสดงผลงานของสภาในปีที่ล่วงมา
      (๓) พิจารณารายงานประเมินผลงานสภาในปีที่ล่วงมา
      (๔) พิจารณาอนุมัติงบดุลประจำปีของสภาที่ได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
      (๕) พิจารณาให้ความเห็นชอบนโยบายของคณะกรรมการบริหาร และแผนดำเนินงานประจำปี กับงบประมาณประจำปีของสภา
      (๖) แต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
    • มาตรา ๓๑
    • เมื่อมีเหตุจำเป็น คณะกรรมการบริหารจะเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อใดก็ได้ (๑) ให้ประธานกรรมการบริหารเรียกประชุมตามที่คณะกรรมการบริหารมีมติให้เรียกประชุม (๒) สมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกสามัญและสมาชิกวิสามัญไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกวิสามัญ จะทำหนังสือร้องขอต่อประธานคณะกรรมการบริหารให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ โดยในหนังสือร้องขอนั้นต้องระบุว่าประสงค์ให้เรียกประชุมเพื่อการใด ในการนี้ให้ประธานคณะกรรมการบริหาร เรียกประชุมใหญ่วิสามัญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รับหนังสือร้องขอ
    • มาตรา ๓๒
    • ในการประชุมใหญ่สามัญ และการประชุมใหญ่วิสามัญของสภา ให้ผู้อำนวยการทำหน้าที่เลขานุการในการประชุม
      (๑) ต้องมีสมาชิกสามัญมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสามัญ จึงจะเป็นองค์ประชุม
      (๒) การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม ให้ถือเสียงข้างมากของสมาชิกสามัญที่มาประชุม
      (๓) สมาชิกสามัญหนึ่งรายมีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน
      (๔) ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด (๕) ให้ประธานสภาเป็นประธานที่ประชุม
      (๖) กรณีประธานสภาไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานสภาคนที่หนึ่งเป็น ประธานที่ประชุม
      (๗) หากประธานสภา และรองประธานสภาคนที่หนึ่ง ไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้สมาชิกที่มาประชุมเลือกกรรมการบริหารคนหนึ่งเป็นประธานที่ประชุม
    • มาตรา ๓๓
    • ในการประชุมใหญ่สามัญของสภา ถ้าสมาชิกสามัญมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้เลื่อนการประชุมนั้นออกไปอีกครั้งหนึ่ง โดยให้ประธานสภามอบหมายผู้อำนวยการแจ้งวันประชุมครั้งใหม่ให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน การประชุมใหญ่สามัญครั้งใหม่นี้ ไม่ว่าจะมีสมาชิกสามัญมาประชุมจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นองค์ประชุมได้ แต่การประชุมในครั้งนี้ ให้ดำเนินการได้เฉพาะกิจกรรมอันพึงกระทำตามระบุในมาตรา ๓๐ เท่านั้น
    • มาตรา ๓๔
    • ถ้าสมาชิกสามัญ มาประชุมไม่ครบองค์ประชุมใหญ่วิสามัญ
      (๑) หากการประชุมใหญ่วิสามัญนั้นได้เรียกตามคำร้องขอของสมาชิกให้งดประชุม
      (๒) หากเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่สมาชิกมิได้ร้องขอ ให้เลื่อนการประชุมใหญ่วิสามัญนั้นออกไป โดยให้ประธานสภามอบหมายผู้อ านวยการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญอีกครั้งภายใน สี่สิบห้าวัน และการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งหลังนี้ ไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกสามัญ มาประชุมครบองค์ประชุมตามมาตรา ๓๒ (๑)
    • หมวด ๔ พนักงาน
    • มาตรา ๓๕
    • สำนักงานสภา มีผู้อำนวยการเป็นหัวหน้าสำนักงานโดยตำแหน่ง ทำหน้าที่บริหารกำกับดูแลการดำเนินงานประจำของสำนักงานให้เป็นไปตามนโยบายคณะกรรมการบริหาร และตามข้อบังคับ ผู้อำนวยการ ต้องมีสัญชาติไทย
    • มาตรา ๓๖
    • ให้สำนักงานสภา มีพนักงานประจำ คือผู้อำนวยการ และตำแหน่งลูกจ้างอื่นๆ ซึ่งมาจากการจ้างตามข้อบังคับ คณะกรรมการบริหารเป็นผู้มีอำนาจจ้างและยกเลิกการจ้างผู้อำนวยการ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้อำนวยการ ให้เป็นไปตาม ข้อบังคับ
    • มาตรา ๓๗
    • ให้มีระเบียบว่าด้วยการพัฒนาบุคลากรตามข้อบังคับ
    • หมวด ๕ การดำเนินกิจการของสภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย
    • มาตรา ๓๘
    • ให้รัฐมนตรี จัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นทุนประเดิม สำหรับการจัดตั้งสำนักงาน และหน่วยงานฝุายธุรการรองรับภารกิจของสภาได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว สำหรับสถานที่ทำงานนั้น ให้คณะกรรมการบริหารพิจารณาตามเกณฑ์ระบุในข้อบังคับ
    • มาตรา ๓๙
    • ให้คณะกรรมการบริหาร จัดทำรายงานประจำปีแสดงผลงานคณะกรรมการบริหารในปีที่ล่วงมา และคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญ พร้อมด้วยงบดุล และบัญชีรายได้ และรายจ่ายประจำปี ซึ่งมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน และให้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวไปยังรัฐมนตรี เพื่อรับทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่สามัญรับรองแล้ว
    • มาตรา ๔๐
    • ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต มีอำนาจตรวจสอบสมุดบัญชี และเอกสารหลักฐานของสภา ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการบัญชีและการเงินของสภามาตรา ๒๖ (๗)
    • มาตรา ๔๑
    • ห้าม สภา กระทำการใดๆ ดังต่อไปนี้ (๑) ประกอบวิสาหกิจ เข้าดำเนินการประกอบวิสาหกิจของบุคคลใด เข้าถือหุ้นเป็นหุ้นส่วนหรือร่วมทุนในการประกอบวิสาหกิจไอซีทีกับบุคคลใด เว้นแต่เป็นการประกอบวิสาหกิจเพียงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสภา ตามมาตรา ๗ (๒) ดำเนินการด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายการแข่งขันอันพึงมีตามปกติวิสัยของการประกอบวิสาหกิจไอซีที (๓) ดำเนินการด้วยประการใดๆ อันอาจเป็นภัยต่อเศรษฐกิจความมั่นคงของประเทศ หรือต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (๔) ให้กู้ยืมเงินหรือให้เงินแก่สมาชิก หรือบุคคลอื่นใด เว้นแต่เป็นการให้กู้ยืมเพื่อเป็นการสงเคราะห์พนักงาน หรือครอบครัวของพนักงานตามข้อบังคับ หรือเป็นการให้เพื่อการกุศลสาธารณะ หรือตามหน้าที่ศีลธรรม หรือตามควรแก่อัธยาศัยในสังคม (๕) กีดกัน หรือขัดขวาง มิให้ผู้ใด ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกได้ตามพระราชบัญญัติ และข้อบังคับเข้าเป็นสมาชิก โดยขัดต่อพระราชบัญญัติหรือข้อบังคับ (๖) แบ่งปันผลกำไรหรือรายได้ให้แก่สมาชิก (๗) ดำเนินการเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมือง
    • หมวด ๖ การกำกับดูแลของรัฐ
    • มาตรา ๔๒
    • ให้รัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้
      (๑) กำกับดูแลให้คณะกรรมการดำเนินการตามมาตรา ๒๖
      (๒) โดยสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภา
      (๓) สั่งเป็นหนังสือให้กรรมการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจกรรมของสภา และจะให้ส่งเอกสารเกี่ยวกับ การดำเนินงาน หรือรายงานการประชุมของคณะกรรมการบริหารด้วยก็ได้
      (๔) สั่งเป็นหนังสือให้สภาหรือกรรมการบริหารระงับ หรือแก้ไขการกระทำใดๆ ที่ปรากฏว่าขัดต่อกฎหมาย หรือมติของคณะรัฐมนตรี หรือข้อบังคับ เมื่อสั่งการอย่างใดแล้วให้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และมีมติให้ดำเนินการตามที่เห็นสมควรต่อไป
    • มาตรา ๔๓
    • เพื่อปฏิบัติการตามคำสั่งของรัฐมนตรีตามมาตรา ๔๒ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ โดยคำสั่งจากสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญาเข้าไปตรวจสอบเอกสาร หรือหลักฐานในสำนักงานของสภาได้ในระหว่างเวลาทำการ หรือให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องชี้แจงแก่ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่ร้องขอ ในการปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
    • มาตรา ๔๔
    • ในการปฏิบัติการตามมาตรา ๔๓ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด
    • มาตรา ๔๕
    • เมื่อปรากฏว่าสภาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐมนตรีตามมาตรา ๔๒ หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของสภา หรือกระทำการใดๆอันอาจเป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้กรรมการคนใดคนหนึ่งหรือทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งในกรณีเช่นนี้ กรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง ไม่มีสิทธิเป็นกรรมการอีก เว้นแต่จะพ้นกำหนดห้าปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่ง
    • มาตรา ๔๖
    • ในกรณีที่รัฐมนตรีมีคำสั่งให้กรรมการบริหารทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๔๕ ให้ รัฐมนตรี แต่งตั้งบุคคลจากสมาชิกสามัญของสภาจำนวน ไม่น้อยกว่า ๑๘ คน แต่ไม่เกิน ๒๗ คนเป็นคณะกรรมการ บริหารชั่วคราวในวันเดียวกันกับวันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งสอบสวน และให้กรรมการบริหารทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ให้คณะกรรมการชั่วคราว ตามวรรคหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการเพียงเท่าที่จำเป็น และดำเนินการเลือกตั้งตามข้อบังคับภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชั่วคราว เพื่อให้มีการเลือกตั้ง กรรมการบริหารคณะใหม่ตามมาตรา ๒๓ เมื่อ กรรมการบริหารคณะใหม่ เข้ารับหน้าที่แล้ว ให้คณะกรรมการบริหารชั่วคราว ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง
    • หมวด ๗ บทกำหนดโทษ
    • มาตรา ๔๗
    • สภาฝ่าฝืนข้อห้ามมาตรา ๔๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
    • มาตรา ๔๘
    • ผู้ใดฝุาฝืน มาตรา ๑๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาทจนกว่าจะเลิกใช้ชื่อ หรือเครื่องหมายสภา
    • มาตรา ๔๙
    • ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ชี้แจงให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการ ตามมาตรา ๔๓
      และมาตรา ๔๔ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
    • บทเฉพาะกาล
    • มาตรา ๕๐
    • ให้รัฐมนตรีเป็นผู้จัดตั้งคณะกรรมการก่อตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๔ คน แต่ไม่เกิน ๓๖ คน ซึ่งเป็นผู้แทนจาก สมาคมที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมไอซีที สถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวข้องกับไอซีที หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับไอซีที และนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมไอซีที
    • มาตรา ๕๑
    • ให้คณะกรรมการก่อตั้ง พิจารณาตำแหน่ง ประธาน รองประธาน กรรมการและเลขานุการ ดำเนินการจัดทำข้อบังคับสภา และ/หรือ ประกาศ/ระเบียบ/และจัดให้มีการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในหกเดือน ทั้งนี้ ข้อบังคับจะต้องระบุขอบเขตวัตถุประสงค์ของสภา ที่จะสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและกำหนดให้คณะกรรมการบริหารมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
    • มาตรา ๕๒
    • ให้รัฐมนตรีจัดตั้งงบประมาณค่าใช้จ่าย จากสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้กับคณะกรรมการก่อตั้ง เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๕๑ ถ้ามีความจำเป็นรัฐมนตรีจะขยายเวลาให้ก็ได้ การขยายเวลาดังกล่าว ให้ขยายได้ครั้งละไม่เกินสองเดือน แต่ทั้งนี้รวมกันแล้วต้องไม่เกินแปดเดือน ทั้งนี้คณะกรรมการก่อตั้งมีสิทธิได้รับเบี้ยประชุม และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นตามมาตรา ๒๕ ด้วย
      ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
      นายกรัฐมนตรี
      -
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail