Facebook


ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 3497 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ร่างฯ ที่ สคก. ตรวจพิจารณาแล้ว

 

 

 

 

 

 

เรื่องเสร็จที่ ๘๓๗/๒๕๕๑

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บันทึกหลักการและเหตุผล

 

 

 

 

 

 

ประกอบร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ

 

 

 

 

 

 

วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ....

 

 

 

 

 

 

                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไอเท็มน่าสนใจ
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    หลักการ

    ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

    เหตุผล

    โดยที่มาตรา ๔๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้มีองค์กร
    ของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่ดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และมาตรา ๓๐๕ (๑) บัญญัติให้กฎหมายจัดตั้งองค์กรที่ตราขึ้นจะต้องมีสาระสำคัญให้มีคณะกรรมการเฉพาะด้านเป็นหน่วยย่อยภายในองค์กรนั้นแยกต่างหากจากกัน ทำหน้าที่กำกับ
    การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และกำกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม
    และมีรายละเอียดว่าด้วยการกำกับและคุ้มครองการดำเนินกิจการ การจัดให้มีกองทุนพัฒนาทรัพยากรสื่อสารและส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ ประกอบกับพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติเท่าที่ควร ทำให้เกิดข้อติดขัดในการดำเนินการหลายประการ รวมทั้งยังมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สมควรกำหนด
    ให้จัดตั้งองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่ดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่และ
    กำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม รวมทั้งกำหนดขอบเขตการดำเนินงานขององค์กรและการกำกับดูแลการประกอบกิจการดังกล่าว และปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • มาตรา ๑
    • พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ....
    • มาตรา ๒
    • พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    • มาตรา ๓
    • ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓
    • มาตรา ๔
    • ในพระราชบัญญัตินี้
      คลื่นความถี่ หมายความว่า คลื่นวิทยุหรือคลื่นแฮรตเซียนซึ่งเป็น
      คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ต่ำกว่าสามล้านเมกะเฮิรตซ์ลงมาที่ถูกแพร่กระจายในที่ว่าง
      โดยปราศจากสื่อนำที่ประดิษฐ์ขึ้น
      โทรคมนาคม หมายความว่า การส่ง การแพร่ หรือการรับเครื่องหมาย สัญญาณ ตัวหนังสือ ตัวเลข ภาพ เสียง รหัส หรือสิ่งอื่นใดซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้
      โดยระบบคลื่นความถี่ ระบบสาย ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า หรือระบบอื่น
      วิทยุคมนาคม หมายความว่า การส่ง การแพร่ หรือการรับเครื่องหมาย สัญญาณ ตัวหนังสือ ตัวเลข ภาพ เสียง รหัส หรือสิ่งอื่นใดซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้ด้วยคลื่นความถี่
      วิทยุกระจายเสียง หมายความว่า วิทยุคมนาคมที่ส่งหรือแพร่เสียงเพื่อให้บุคคลทั่วไปรับได้โดยตรง
      วิทยุโทรทัศน์ หมายความว่า วิทยุคมนาคมที่แพร่ภาพและเสียงเพื่อให้บุคคลทั่วไปรับได้โดยตรง
      กิจการกระจายเสียง หมายความว่า กิจการซึ่งให้บริการการส่งข่าวสารสาธารณะหรือรายการไปยังเครื่องรับที่สามารถรับฟังการให้บริการนั้น ๆ ได้ ไม่ว่าจะส่งโดยผ่านระบบคลื่นความถี่ ระบบสาย ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า หรือระบบอื่น ระบบใดระบบหนึ่ง หรือหลายระบบรวมกัน หรือกิจการอื่นทำนองเดียวกันที่ กสช. กำหนดให้เป็นกิจการกระจายเสียง
      กิจการโทรทัศน์ หมายความว่า กิจการซึ่งให้บริการการส่งข่าวสารสาธารณะหรือรายการไปยังเครื่องรับที่สามารถรับชมและฟังการให้บริการนั้น ๆ ได้ ไม่ว่าจะส่งโดยผ่านระบบคลื่นความถี่ ระบบสาย ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า หรือระบบอื่น ระบบใดระบบหนึ่ง หรือหลายระบบรวมกัน หรือกิจการอื่นทำนองเดียวกันที่ กสช. กำหนดให้เป็นกิจการโทรทัศน์
      กิจการวิทยุคมนาคม หมายความว่า กิจการซึ่งเป็นการรับและส่งเครื่องหมาย สัญญาณ ตัวหนังสือ ตัวเลข ภาพ เสียง รหัส หรือการอื่นใด ซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้
      โดยระบบคลื่นความถี่ เพื่อความมุ่งหมายทางโทรคมนาคมในกิจการใดกิจการหนึ่งโดยเฉพาะ
      กิจการโทรคมนาคม หมายความว่า กิจการซึ่งให้บริการการส่ง การแพร่ หรือการรับเครื่องหมาย สัญญาณ ตัวหนังสือ ตัวเลข ภาพ เสียง รหัส หรือการอื่นใด ซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้โดยระบบคลื่นความถี่ ระบบสาย ระบบแสง ระบบแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ
      ระบบอื่น ระบบใดระบบหนึ่ง หรือหลายระบบรวมกัน หรือกิจการอื่นที่ กสช. กำหนดให้เป็นกิจการโทรคมนาคม แต่ไม่รวมถึงกิจการที่เป็นกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ
      กิจการวิทยุคมนาคม
      ตารางกำหนดคลื่นความถี่ หมายความว่า การกำหนดย่านความถี่วิทยุของวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุคมนาคม โทรคมนาคม และการอื่นเพื่อใช้งานภายใต้เงื่อนไขที่ กสช. กำหนด
      กองทุน หมายความว่า กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง
      กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ
      กรรมการ หมายความว่า กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
      และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
      พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๕
    • ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
    • หมวด ๑ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
    • มาตรา ๖
    • ให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า กสช. ประกอบด้วย
      (๑) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์
      ด้านกิจการกระจายเสียงจำนวนสองคน และกิจการโทรทัศน์จำนวนสองคน
      (๒) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์
      ด้านกิจการโทรคมนาคมหรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตามที่ กสช. ประกาศกำหนด จำนวนสามคน
      (๓) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค อันเป็นประโยชน์ต่อกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จำนวนสามคน
      ให้เลขาธิการ กสช. เป็นเลขานุการ กสช.
    • มาตรา ๗
    • กรรมการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
      (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
      (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
      (๓) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
      (๔) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง
      (๕) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
      (๖) ไม่ติดยาเสพติดให้โทษ
      (๗) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
      (๘) ไม่เป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
      (๙) ไม่เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดใด เว้นแต่เป็นความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
      (๑๐) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือจากหน่วยงานของเอกชน เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
      (๑๑) ไม่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
      (๑๒) ไม่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน
      (๑๓) ไม่เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง
    • มาตรา ๘
    • เพื่อประโยชน์ในการเสนอชื่อผู้ซึ่งสมควรได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการตามมาตรา ๖ ให้องค์กรหรือสถาบันที่มีลักษณะดังต่อไปนี้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนไว้ต่อสำนักงาน กสช.
      (๑) องค์กรของผู้ประกอบวิชาชีพด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
      (๒) องค์กรของผู้ประกอบวิชาชีพด้านกิจการโทรคมนาคมและได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
      (๓) สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคลและมีการสอนในระดับปริญญา
      ในสาขาวิชานิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ หรือสื่อสารมวลชน เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
      (๔) สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคลและมีการสอนในระดับปริญญา
      ในสาขาวิชาเกี่ยวกับโทรคมนาคม เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
      (๕) สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคลและมีการสอนในระดับปริญญา
      ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
      (๖) สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคลและมีการสอนในระดับปริญญา
      ในสาขาวิชานิติศาสตร์เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
      (๗) องค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภค และไม่แสวงหากำไร และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี
      เมื่อสำนักงาน กสช. ได้รับจดทะเบียนองค์กรหรือสถาบันใดตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้เป็นอันใช้ได้ การวินิจฉัยของศาลในภายหลังว่าการจดทะเบียนนั้นเป็นการไม่ชอบ ไม่ให้มีผลกระทบต่อการที่สำนักงาน กสช. ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันที่ศาลมีคำวินิจฉัย
      องค์กรหรือสถาบันใดที่ถูกปฏิเสธการขอขึ้นทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้มีสิทธิ
      ฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ แต่การฟ้องคดีดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้ต้องระงับหรือชะลอการดำเนินการเสนอชื่อหรือการคัดเลือกตามพระราชบัญญัตินี้
      การขึ้นทะเบียนองค์กรและสถาบันตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่ กสช. ประกาศกำหนด
      ให้สำนักงาน กสช. ประกาศรายชื่อองค์กรหรือสถาบันที่ได้รับจดทะเบียนไว้
      ให้ทราบโดยทั่วกัน และให้บัญชีรายชื่อดังกล่าวใช้ได้ตลอดไปจนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขตามเงื่อนไขที่ กสช. ประกาศกำหนด
    • มาตรา ๙
    • เมื่อมีเหตุที่ต้องมีการคัดเลือกกรรมการ ให้สำนักงาน กสช. ประกาศทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างน้อยสามวันติดต่อกัน และให้องค์กรหรือสถาบันที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วตามมาตรา ๘ ที่ประสงค์จะเสนอชื่อผู้ซึ่งสมควรได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการ เสนอชื่อภายในระยะเวลาที่สำนักงาน กสช. ประกาศกำหนด
      ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
      (๑) องค์กรของผู้ประกอบวิชาชีพตามมาตรา ๘ (๑) และสถาบันอุดมศึกษา
      ตามมาตรา ๘ (๓) มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลตามมาตรา ๖ (๑) ได้องค์กรหรือสถาบันละสองคน
      (๒) องค์กรของผู้ประกอบวิชาชีพตามมาตรา ๘ (๒) และสถาบันอุดมศึกษา
      ตามมาตรา ๘ (๔) มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลตามมาตรา ๖ (๒) ได้องค์กรหรือสถาบันละหนึ่งคน
      (๓) สถาบันอุดมศึกษาตามมาตรา ๘ (๕) และ (๖) และองค์กรเอกชน
      ตามมาตรา ๘ (๗) มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลตามมาตรา ๖ (๓) ได้สถาบันหรือองค์กรละหนึ่งคน
      การที่องค์กรหรือสถาบันที่จดทะเบียนไว้ตามมาตรา ๘ องค์กรหรือสถาบันใด
      ไม่เสนอชื่อตามวรรคหนึ่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ไม่เป็นเหตุให้การคัดเลือกที่ดำเนินการต่อไปต้องเสียไป
    • มาตรา ๑๐
    • เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๙ แล้ว ให้สำนักงาน กสช. ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อว่าถูกต้องตามที่กำหนดในมาตรา ๗ และมาตรา ๙ หรือไม่ ในกรณีที่เห็นว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อผู้ใดมีคุณสมบัติไม่ถูกต้องตามมาตรา ๗ หรือ
      มาตรา ๙ ให้แจ้งองค์กรหรือสถาบันซึ่งเสนอชื่อบุคคลนั้นดำเนินการเสนอชื่อใหม่ภายในเวลาที่สำนักงาน กสช. กำหนด เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว หากองค์กรหรือสถาบันดังกล่าวไม่เสนอชื่อ ให้ถือว่าสละสิทธิในการเสนอชื่อ
      เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งหรือตามมาตรา ๙
      แล้วแต่กรณีแล้ว หากผู้ได้รับการเสนอชื่อตาย หรือยกเลิกหนังสือยินยอมให้เสนอชื่อ หรือ
      ขาดคุณสมบัติไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้สำนักงาน กสช. ดำเนินการต่อไปโดยจะไม่ดำเนินการให้มี
      การเสนอชื่อใหม่ก็ได้
    • มาตรา ๑๑
    • เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเสนอชื่อแล้ว หากมีผู้ได้รับการเสนอชื่อน้อยกว่าสองเท่าของจำนวนตามที่ระบุไว้ในแต่ละประเภทตามมาตรา ๑๒ (๑) (๒) และ (๓) ให้สำนักงาน กสช. ขยายระยะเวลาการเสนอชื่อออกไปอีกสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาครั้งแรก
      เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ขยายตามวรรคหนึ่งแล้วยังมีผู้ได้รับการเสนอชื่อ
      น้อยกว่าที่กำหนดในวรรคหนึ่ง ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง และปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมกันเสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ ให้ครบในแต่ละประเภทตามจำนวนที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง

    • มาตรา ๑๒
    • เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเสนอชื่อตามมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ แล้วแต่กรณีแล้ว ให้สำนักงาน กสช. จัดให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมดมาประชุมร่วมกันเพื่อคัดเลือกกันเองตามวิธีการดังต่อไปนี้
      (๑) ผู้ได้รับการเสนอชื่อตามมาตรา ๙ (๑) คัดเลือกกันเองให้เหลือผู้ที่สมควรเป็นกรรมการตามมาตรา ๖ (๑) จำนวนแปดคน โดยแยกเป็นกิจการกระจายเสียงจำนวนสี่คน และกิจการโทรทัศน์จำนวนสี่คน
      (๒) ผู้ได้รับการเสนอชื่อตามมาตรา ๙ (๒) คัดเลือกกันเองให้เหลือผู้ที่สมควรเป็นกรรมการตามมาตรา ๖ (๒) จำนวนหกคน
      (๓) ผู้ได้รับการเสนอชื่อตามมาตรา ๙ (๓) คัดเลือกกันเองให้เหลือผู้ที่สมควรเป็นกรรมการตามมาตรา ๖ (๓) จำนวนหกคน
      การลงคะแนนคัดเลือกให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กสช. กำหนด
      โดยให้ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก
      เมื่อได้คัดเลือกบุคคลตามวรรคหนึ่งและวรรคสองแล้ว ให้ถือว่าผู้ที่ได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๑๒ (๑) (๒) และ (๓) เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมตามมาตรา ๖ (๑) (๒) และ (๓) แล้ว และให้เป็นที่สุด และให้เลขาธิการ กสช. เสนอบัญชีรายชื่อพร้อมด้วยประวัติและผลงานต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาคัดเลือกต่อไป
    • มาตรา ๑๓
    • เมื่อวุฒิสภาได้รับบัญชีรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกและเอกสาร
      ตามมาตรา ๑๒ วรรคสาม แล้ว ให้ประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อมีมติเลือกผู้ได้รับการคัดเลือกนั้นซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลับ โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับบัญชีรายชื่อ ในการนี้ให้ผู้ซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการ
      เมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ถ้าไม่มีผู้ได้รับเลือกหรือมีผู้ได้รับเลือกไม่ครบจำนวนกรรมการที่จะได้รับแต่งตั้ง ให้นายกรัฐมนตรีนำบัญชีรายชื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาคัดเลือกให้ครบจำนวนโดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง
      ให้ผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการตามวรรคหนึ่งประชุมร่วมกันเพื่อคัดเลือก
      ผู้สมควรเป็นประธานกรรมการคนหนึ่งและรองประธานกรรมการสองคน แล้วแจ้งผลให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
    • มาตรา ๑๔
    • กรรมการต้อง
      (๑) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
      (๒) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือ
      ราชการส่วนท้องถิ่น และไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ
      (๓) ไม่ดำรงตำแหน่งใด หรือเป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วน ในบริษัท
      ห้างหุ้นส่วน หรือนิติบุคคลอื่นใด หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจหรือดำเนินการในด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม
      (๔) ไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นใดที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ
      ในกรณีที่ผู้ได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๑๒ มีลักษณะต้องห้ามตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) นายกรัฐมนตรีจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งได้ต่อเมื่อผู้นั้นได้ลาออกจากการเป็นบุคคลตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หรือแสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อถือได้ว่าตนไม่คงไว้ซึ่งความเป็นผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนตาม (๓) หรือได้เลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตาม (๔) แล้ว ซึ่งต้องกระทำภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคัดเลือก แต่ถ้าผู้นั้นมิได้ลาออก หรือยังคงไว้ซึ่งความเป็นผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วน หรือมิได้เลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยได้รับคัดเลือกให้เป็นกรรมการ และให้วุฒิสภาคัดเลือกกรรมการใหม่จากบัญชีรายชื่อที่นายกรัฐมนตรีเสนอตามมาตรา ๑๒
    • มาตรา ๑๕
    • กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
      ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่
      ก่อนครบกำหนดตามวาระเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันให้สำนักงาน กสช. ดำเนินการจัดให้มีการเสนอชื่อและคัดเลือกกรรมการขึ้นใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
    • มาตรา ๑๖
    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) มีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
      (๓) ลาออก
      (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗
      (๕) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๔
      (๖) วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตำแหน่งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
      ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
      การพ้นจากตำแหน่งกรรมการตาม (๑) (๒) หรือ (๓) ให้นำความ
      กราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ ถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตาม (๔) (๕) หรือ (๖) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง พระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน หรือวันที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง แล้วแต่กรณี
      เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้และ
      ให้ถือว่า กสช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคน และต้องมีกรรมการตามมาตรา ๖ (๑) (๒) และ (๓) อย่างน้อยด้านละหนึ่งคน
      ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน และในกรณีที่วาระที่เหลืออยู่ไม่ถึงสามปี ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งอีกวาระหนึ่งได้
    • มาตรา ๑๗
    • ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๖ ให้ กสช. ประชุมกันเพื่อเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ
      หรือรองประธานกรรมการ แล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้น
      กราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานกรรมการหรือ
      รองประธานกรรมการ แล้วแต่กรณี
    • มาตรา ๑๘
    • การประชุม การลงมติ และการปฏิบัติงานของ กสช. ให้เป็นไปตามระเบียบที่ กสช. กำหนด
      ในการประชุม ถ้ามีการพิจารณาเรื่องที่กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสีย กรรมการผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม
      ในการปฏิบัติหน้าที่ กสช. อาจมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนปฏิบัติงานแทน กสช. ได้ แต่ กสช. จะปฏิเสธความรับผิดเพราะเหตุที่ได้มอบหมายให้กรรมการไปทำแทนแล้วไม่ได้
    • มาตรา ๑๙
    • ให้กรรมการเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
    • มาตรา ๒๐
    • ให้ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการ
      ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา
      ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการ ได้รับค่าตอบแทน
      เหมาจ่ายเป็นรายเดือนตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
      ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการ อาจได้รับเบี้ยประชุม และค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวกับการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ต่างท้องที่ได้ไม่เกินอัตราที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

    • มาตรา ๒๑
    • ให้ กสช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (๑) จัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ
      (๒) จัดทำแผนเลขหมายโทรคมนาคม และอนุญาตให้ใช้เลขหมายโทรคมนาคม
      (๓) กำหนดการจัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการ
      กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
      (๔) กำหนดหลักเกณฑ์การใช้คลื่นความถี่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปราศจากการรบกวนซึ่งกันและกัน ทั้งในกิจการประเภทเดียวกันและระหว่างกิจการแต่ละประเภท
      (๕) กำหนดลักษณะและประเภทของกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
      (๖) พิจารณาอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาต เงื่อนไข หรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตดังกล่าว
      (๗) กำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ รวดเร็ว ถูกต้อง
      และเป็นธรรม
      (๘) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการใช้หรือเชื่อมต่อ และหลักเกณฑ์
      และวิธีการในการกำหนดอัตราค่าใช้หรือค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งในกิจการประเภทเดียวกันและระหว่างกิจการ
      แต่ละประเภท ให้เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการและผู้ลงทุน หรือระหว่างผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
      (๙) กำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและโครงสร้างอัตราค่าบริการในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการและ
      ผู้ให้บริการโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
      (๑๐) กำหนดมาตรฐานและลักษณะพึงประสงค์ทางด้านเทคนิคในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
      (๑๑) กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ
      กิจการโทรคมนาคม
      (๑๒) กำหนดมาตรการให้มีการกระจายบริการด้านโทรคมนาคมให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันตามมาตรา ๔๓
      (๑๓) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบกิจการ และคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพของบุคคลในการสื่อสารถึงกัน
      โดยทางโทรคมนาคม
      (๑๔) ประสานงานเกี่ยวกับการบริหารคลื่นความถี่ทั้งในประเทศและ
      ระหว่างประเทศ
      (๑๕) วินิจฉัยและแก้ไขปัญหาการใช้คลื่นความถี่ที่มีการรบกวนซึ่งกันและกัน
      (๑๖) ติดตามตรวจสอบและให้คำปรึกษาแนะนำการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
      (๑๗) กำหนดลักษณะการควบรวม การครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ
      ที่บุคคลจะกระทำมิได้ รวมตลอดทั้งกำหนดประเภทหรือชนิดของสื่อที่ต้องห้ามมิให้มีการควบรวมการครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ
      (๑๘) ออกระเบียบหรือประกาศตามมาตรา ๕๒
      (๑๙) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายของสำนักงาน กสช. รวมทั้งเงินที่จะจัดสรรเข้ากองทุนตามมาตรา ๔๖
      (๒๐) ให้ข้อมูลและร่วมดำเนินการในการเจรจาหรือทำความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารคลื่นความถี่ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม หรือกิจการอื่น
      ที่เกี่ยวข้อง
      (๒๑) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีกฎหมายหรือแก้ไขปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
      (๒๒) ออกระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งอันเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กสช.
      (๒๓) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
      แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ตาม (๑) ในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบายโดยรวมของประเทศ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วให้ใช้บังคับได้
      การกำหนดลักษณะที่บุคคลจะกระทำมิได้ตาม (๑๗) ให้ กสช. รับฟัง
      ความคิดเห็นจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย
      การใช้อำนาจหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายว่าด้วย
      การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม และกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคม
      บรรดาระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งใด ๆ ที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไปเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
    • มาตรา ๒๒
    • การกำหนดอัตราค่าใช้หรือค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ค่าธรรมเนียมใด ๆ หรือค่าบริการ ในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมตามพระราชบัญญัตินี้ และตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม ให้ กสช. คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ และภาระของผู้บริโภค ความคุ้มค่า และวิธีการจัดสรรทรัพยากรด้วย
    • มาตรา ๒๓
    • ในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสช. กกสท. กกทค. เลขาธิการ กสช. และพนักงานของสำนักงาน กสช. ให้ กสช. กำหนดระยะเวลาการปฏิบัติงานแล้วเสร็จและประกาศ
      ให้ประชาชนทราบโดยทั่วไป เรื่องใดที่มิได้กำหนดระยะเวลาไว้ จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง .
      ในกรณีที่ กสช. กกสท. กกทค. เลขาธิการ กสช. หรือพนักงานของสำนักงาน กสช. ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้ากว่าที่กำหนดตามวรรคหนึ่งโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใด ให้สำนักงาน กสช. ชดใช้ความเสียหายให้แก่บุคคลนั้น และเรียกเงินชดใช้คืนจาก กสช. กกสท. กกทค. เลขาธิการ กสช. หรือพนักงานของสำนักงาน กสช. ผู้เป็นต้นเหตุแห่งความล่าช้านั้น
    • มาตรา ๒๔
    • เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภคมิให้ถูกเอาเปรียบจาก
      ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้ กสช. มีหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินการของผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม มิให้มีการดำเนินการใด ๆ ในประการที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค
      ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ดำเนินการใด ๆ ในประการที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดตามหลักเกณฑ์ที่ กสช. กำหนด ให้ กสช. มีอำนาจสั่งระงับการดำเนินการดังกล่าวได้
    • มาตรา ๒๕
    • เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพของบุคคลในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคม ให้ กสช. มีอำนาจกำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรคมนาคมเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคม
      ในกรณีที่มีการกระทำความผิดโดยการดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความข่าวสาร หรือข้อมูลอื่นใดที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
      ให้ถือว่า กสช. เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
      ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเป็นผู้กระทำความผิดตามวรรคสอง หรือรู้ว่ามีการกระทำความผิดตามวรรคสอง แต่เพิกเฉยหรือไม่ดำเนินการตามกฎหมายภายในเวลาอันสมควร ให้ กสช. มีอำนาจสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมได้
    • มาตรา ๒๖
    • ให้ กสช. มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่ได้รับมอบหมายได้
      อนุกรรมการ และคณะทำงานต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) (๑๑) (๑๒) และ (๑๓)
    • มาตรา ๒๗
    • ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ กสช. กกสท. และกกทค. มีอำนาจสั่งหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดให้ชี้แจงข้อเท็จจริง มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาได้
    • หมวด ๒ การกำกับดูแลการประกอบกิจการ
    • ส่วนที่ ๑ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
    • มาตรา ๒๘
    • ให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
      คณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า กกสท. ประกอบด้วย
      (๑) ประธานกรรมการ ซึ่ง กสช. แต่งตั้งจากรองประธานกรรมการ กสช.
      (๒) กรรมการ ซึ่ง กสช. แต่งตั้งจากกรรมการ กสช. ที่มิได้เป็นประธานหรือ
      รองประธาน กสช. จำนวนสามคน
      (๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่ง กสช. แต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ หรือผู้ที่มีความรู้ความชำนาญด้านกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ จำนวนไม่เกินสามคน
      กรรมการตามวรรคหนึ่งจะเป็น กกทค. ในขณะเดียวกันมิได้
      ให้เลขาธิการ กสช. แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กสช. เป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการตามความจำเป็น
      ให้นำความในมาตรา ๗ และมาตรา ๑๔ มาใช้บังคับกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการตาม (๓) โดยอนุโลม
    • มาตรา ๒๙
    • กรรมการตามมาตรา ๒๘ (๓) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้
      ให้นำความในมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับกับการประชุมของ กกสท. โดยอนุโลม
      เว้นแต่ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์ประชุม ต้องมีกรรมการ กสช. ร่วมประชุมด้วยไม่น้อยกว่าสองคน
      จึงจะเป็นองค์ประชุม
      ในกรณีที่กรรมการ กกสท. พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ถ้ายังมีกรรมการ กสช. อยู่ไม่น้อยกว่าสองคน ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
    • มาตรา ๓๐
    • ให้ กกสท. มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการใดๆ แทน กสช. ตาม
      มาตรา ๒๑ (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) (๑๑) และ (๑๖) ในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ กสช. มอบหมาย
    • ส่วนที่ ๒ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม
    • มาตรา ๓๑
    • ให้มีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า กกทค. ประกอบด้วย
      (๑) ประธานกรรมการ ซึ่ง กสช. แต่งตั้งจากรองประธานกรรมการ กสช.
      (๒) กรรมการ ซึ่ง กสช. แต่งตั้งจากกรรมการ กสช. ที่มิได้เป็นประธานหรือ
      รองประธาน กสช. จำนวนสองคน
      (๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่ง กสช. แต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ หรือผู้ที่มีความรู้ความชำนาญด้านกิจการโทรคมนาคม จำนวนไม่เกินสองคน
      กรรมการตามวรรคหนึ่งจะเป็น กกสท. ในขณะเดียวกันมิได้
      ให้เลขาธิการ กสช. แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กสช. เป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการตามความจำเป็น
      ให้นำความในมาตรา ๗ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับกับคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และวาระการดำรงตำแหน่ง ของกรรมการตาม (๓) โดยอนุโลม
    • มาตรา ๓๒
    • ให้นำความในมาตรา ๒๙ วรรคสองและวรรคสามมาใช้บังคับกับการประชุมและการปฏิบัติหน้าที่ของ กกทค. โดยอนุโลม
    • มาตรา ๓๓
    • ให้ กกทค. มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการใด ๆ แทน กสช. ตาม
      มาตรา ๒๑ (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) (๑๑) (๑๒) (๑๓) และ (๑๖) ในส่วนที่เกี่ยวกับ
      กิจการโทรคมนาคม และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ กสช. มอบหมาย
    • ส่วนที่ ๓ การกำกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
    • มาตรา ๓๔
    • ผู้ใดประสงค์จะใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียงหรือ
      กิจการโทรทัศน์ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้
      การยื่นคำขออนุญาต และการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ กสช. ประกาศกำหนด
      ให้ถือว่าการยื่นคำขอตามวรรคสอง เป็นการยื่นคำขออนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและ
      กิจการโทรทัศน์ด้วย และเมื่อ กสช. อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่แล้วให้ถือว่าอนุญาตให้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียง
      และกิจการโทรทัศน์ และให้ถือว่าได้รับอนุญาตให้มีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและตั้งสถานี
      วิทยุคมนาคมตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคมด้วย ทั้งนี้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ
      เครื่องวิทยุคมนาคมที่ระบุไว้ในคำขออนุญาต
      การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และต้องดำเนินการในลักษณะที่มีการกระจายการใช้ประโยชน์โดยทั่วถึงในกิจการด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมแก่การเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ
      การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่ก่อให้เกิดหรืออาจเกิดการรบกวนหรือทับซ้อนกับคลื่นความถี่ที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนแล้ว
      จะกระทำมิได้
    • มาตรา ๓๕
    • ให้ กสช. มีอำนาจกำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตามมาตรา ๓๔ โดยให้กำหนดตามประเภทของใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตดำเนินการส่งสัญญาณมากกว่าหนึ่งช่องรายการให้คิดค่าธรรมเนียมตามจำนวนช่องรายการนั้น
      บรรดาหน่วยงานที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามวรรคหนึ่งด้วย แต่ กสช. จะลดหย่อนให้ตามที่เห็นสมควรก็ได้ โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกิจการของหน่วยงานนั้น
      ให้ กสช. จัดสรรค่าธรรมเนียมตามวรรคสองบางส่วนเข้ากองทุนตามมาตรา ๔๖ และกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
    • มาตรา ๓๖
    • ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียงและ
      กิจการโทรทัศน์เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับใบอนุญาต จะโอนแก่กันมิได้
      ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ต้องประกอบกิจการด้วยตนเอง จะมอบการบริหารจัดการทั้งหมดหรือบางส่วนหรือยินยอมให้บุคคลอื่นเป็นผู้มีอำนาจประกอบกิจการแทนมิได้ แต่การให้บุคคลอื่นเช่าเวลาดำเนินรายการ
      บางช่วงเวลาอาจกระทำได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ กสช. กำหนด
    • มาตรา ๓๗
    • ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ผู้ใดมิได้ประกอบกิจการที่ใช้คลื่นความถี่นั้นภายในระยะเวลาที่ กสช. กำหนด หรือนำคลื่นความถี่ไปใช้ในกิจการนอกวัตถุประสงค์ หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการประกอบกิจการที่ใช้คลื่นความถี่ หรือกระทำการอันมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในมาตรา ๒๑ (๑๗) หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๖ ให้ กสช. ดำเนินการเพื่อให้มีการแก้ไขให้ถูกต้อง หรือมีคำสั่ง
      เพิกถอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่นั้นทั้งหมดหรือบางส่วน
    • ส่วนที่ ๔ การกำกับกิจการโทรคมนาคม
    • มาตรา ๓๘
    • ผู้ใดประสงค์จะใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้
      การยื่นคำขออนุญาต และการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ กสช. ประกาศกำหนด และให้นำความในมาตรา ๓๔ วรรคสี่ มาใช้บังคับกับ
      การอนุญาตตามมาตรานี้ด้วยโดยอนุโลม
      ให้ถือว่าการยื่นคำขอตามวรรคสอง เป็นการยื่นคำขออนุญาตประกอบ
      กิจการโทรคมนาคมตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคมด้วย และเมื่อ กสช. อนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่แล้วให้ถือว่าอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมตามกฎหมาย
      ว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้ถือว่าได้รับอนุญาตให้มีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและตั้งสถานีวิทยุคมนาคมตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคมด้วย ทั้งนี้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคมที่ระบุไว้ในคำขออนุญาต
      ให้ กสช. มีอำนาจกำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง โดยให้กำหนดตามประเภทของใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม
      ให้ กสช. จัดสรรค่าธรรมเนียมตามวรรคสี่บางส่วนเข้ากองทุนตามมาตรา ๔๖ และกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
    • มาตรา ๓๙
    • ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมเป็น
      สิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับใบอนุญาต จะโอนแก่กันมิได้
      ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม ต้องประกอบกิจการด้วยตนเอง จะมอบการบริหารจัดการทั้งหมดหรือบางส่วนหรือยินยอมให้บุคคลอื่นเป็นผู้มีอำนาจประกอบกิจการแทนมิได้
    • มาตรา ๔๐
    • ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมผู้ใด
      มิได้ประกอบกิจการที่ใช้คลื่นความถี่นั้นภายในระยะเวลาที่ กสช. กำหนด หรือนำคลื่นความถี่
      ไปใช้ในกิจการนอกวัตถุประสงค์ หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการประกอบกิจการที่ใช้คลื่นความถี่ หรือกระทำการอันมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในมาตรา ๒๑ (๑๗) หรือไม่ปฏิบัติตาม
      มาตรา ๓๙ ให้ กสช. ดำเนินการเพื่อให้มีการแก้ไขให้ถูกต้อง หรือมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต
      ให้ใช้คลื่นความถี่นั้นทั้งหมดหรือบางส่วน
    • หมวด ๓ แนวทางการจัดทำแผน
    • มาตรา ๔๑
    • ให้มีแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้
      (๑) รายละเอียดเกี่ยวกับตารางกำหนดคลื่นความถี่ทั้งหมดที่ประเทศไทยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
      (๒) แนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ระหว่างประเทศ
      (๓) รายละเอียดเกี่ยวกับคลื่นความถี่ที่กำหนดให้ใช้ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และกิจการอื่น
      แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
      ให้ใช้บังคับได้ และให้ใช้เป็นหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเบื้องต้นในการอนุญาตและการดำเนินกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นความถี่
      ให้ กสช. ติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนแม่บทการบริหาร
      คลื่นความถี่ และต้องปรับปรุงแผนแม่บทดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการบริหารคลื่นความถี่ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป
      ในการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ ให้ กสช. รับฟังความคิดเห็น
      ของประชาชน ผู้ประกอบกิจการที่ใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
      เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาด้วย

    • มาตรา ๔๒
    • ในการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้ กสช. จัดให้มีแผนปฏิบัติการและแนวทางในการดำเนินงานระยะห้าปี โดยในแผนดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีแนวทางการพัฒนาและการส่งเสริมกิจการ รวมตลอดทั้งแนวทาง
      การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และการอนุญาตให้ประกอบกิจการด้วย และการจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ
      ในการจัดทำแผนปฏิบัติการตามวรรคหนึ่ง ให้ กสช. รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผู้ประกอบกิจการ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาด้วย
      ในกรณีที่ กสช. วินิจฉัยเรื่องใดไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของประชาชน
      ผู้ประกอบกิจการ หรือหน่วยงานของรัฐตามที่ปรากฏในการรับฟังความคิดเห็นตามวรรคสอง กสช. ต้องชี้แจงและแสดงเหตุผลให้ประชาชน ผู้ประกอบกิจการ หรือหน่วยงานของรัฐทราบ
      ประชาชน ผู้ประกอบกิจการ หรือหน่วยงานของรัฐตามวรรคสามผู้ใด เห็นว่าแผนปฏิบัติการที่ กสช. กำหนดขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม หรือเสียหายต่อประโยชน์ส่วนรวมของรัฐหรือประชาชน ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ โดยให้ถือว่าแผนปฏิบัติการดังกล่าวเป็นกฎตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
      แผนปฏิบัติการตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ผูกพัน กสช. และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
    • มาตรา ๔๓
    • เพื่อประโยชน์ในการกระจายบริการด้านโทรคมนาคมให้ทั่วถึง
      ให้ กสช. กำหนดแผนในการดำเนินการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมเป็นรายปี โดยในแผนอย่างน้อยจะต้องกำหนดพื้นที่เป้าหมาย ระยะเวลาในการดำเนินการ พร้อมทั้งประมาณการค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าว
      การจัดทำแผนตามวรรคหนึ่ง ให้ กสช. หารือกับหน่วยงานของรัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง และต้องสอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภา
      ให้ กสช. ประกาศจำนวนค่าใช้จ่ายที่จะเรียกเก็บจากผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเพื่อนำไปใช้ดำเนินการสนับสนุนการจัดให้มีบริการตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้
      โดยคำนึงถึงอัตราส่วนของรายได้ที่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการได้รับจากการให้บริการ
      และการนำส่งเงินเข้ากองทุน
    • มาตรา ๔๔
    • ให้ กสช. ประกาศให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่ประสงค์จะจัดให้มีบริการตามมาตรา ๔๓ ยื่นหนังสือแสดงความจำนงที่จะจัดให้มีบริการดังกล่าวต่อ กสช. ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ กสช. ประกาศกำหนด
      ให้ กสช. ประกาศกำหนดจำนวนเงินจากกองทุนตามมาตรา ๔๗ (๓) ที่จะนำมาสนับสนุนผู้ประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตเพื่อให้สามารถดำเนินการจัดให้มีบริการดังกล่าวได้
      ในกรณีที่ไม่มีผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแสดงความจำนงตามวรรคหนึ่ง ให้ กสช. เป็นผู้ดำเนินการให้มีการจัดสร้างโครงข่ายเพื่อให้มีบริการตามแผน
      ที่กำหนดตามมาตรา ๔๓ และมีอำนาจมอบโครงข่ายนั้นให้ผู้ได้รับใบอนุญาตหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ประกอบกิจการ โดยเรียกค่าตอบแทนเข้ากองทุนได้
    • มาตรา ๔๕
    • ให้ กสช. มีหน้าที่สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นรวมตัวกันเพื่อจัดให้มีการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือกิจการวิทยุโทรทัศน์ที่ดำเนินการเพื่อการอย่างหนึ่งอย่างใด
      อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นโดยไม่แสวงหากำไร แต่ กสช. จะกำหนดให้สามารถหารายได้ให้เพียงพอต่อการดำเนินกิจการไม่เกินจำนวนและตามวิธีการที่กำหนดก็ได้
      ในกรณีที่การประกอบกิจการของชุมชน มีรายได้เกินจำนวนที่ กสช. กำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้รายได้นั้นตกเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอันเป็นที่ตั้งของสถานประกอบกิจการนั้นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใกล้เคียงตามหลักเกณฑ์ที่ กสช. กำหนด
      ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามวรรคสอง มีหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและติดตามให้มีการส่งรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    • หมวด ๔ กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ
    • มาตรา ๔๖
    • ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในสำนักงาน กสช. เรียกว่า กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
      (๑) ดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม อย่างทั่วถึง
      (๒) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรสื่อสาร การวิจัยและพัฒนาด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
      (๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านกิจการกระจายเสียง
      กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
    • มาตรา ๔๗
    • กองทุนตามมาตรา ๔๖ ประกอบด้วย
      (๑) ทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้
      (๒) ค่าธรรมเนียมที่ กสช. จัดสรรให้ตามมาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๘
      (๓) เงินที่ส่งเข้ากองทุนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม
      (๔) เงินค่าปรับทางปกครองที่ปรับตามพระราชบัญญัตินี้ และตามกฎหมาย
      ว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม
      (๕) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้เพื่อสมทบกองทุน
      (๖) เงินและทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาตามมาตรา ๘๔
      (๗) ดอกผลและรายได้ของกองทุน รวมทั้งผลประโยชน์จากค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์จากการวิจัยและพัฒนาด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
      (๘) เงินและทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุน
      เงินกองทุนตาม (๓) และ (๖) ให้ใช้ได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๔๖ (๑)
      เงินกองทุนตาม (๒) และ (๓) ที่ได้รับจากกิจการใดให้ใช้เฉพาะเพื่อกิจการนั้น เว้นแต่เงินที่ได้รับจากกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ให้ใช้เพื่อกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ก็ได้
    • มาตรา ๔๘
    • ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนคณะหนึ่ง ประกอบด้วย
      ประธาน กสช. เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่ง กสช. แต่งตั้งจำนวนไม่เกินห้าคน
      เป็นกรรมการ และให้เลขาธิการ กสช. เป็นกรรมการและเลขานุการ
      กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี
      และอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้
      ให้นำมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะกรรมการบริหารกองทุน
      โดยอนุโลม
    • มาตรา ๔๙
    • คณะกรรมการบริหารกองทุนมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกองทุนและจัดสรรเงินกองทุนเพื่อใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๔๖
      การเก็บรักษา การใช้จ่าย การจัดทำบัญชีและระบบบัญชี ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนด
    • หมวด ๕ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
    • มาตรา ๕๐
    • ให้มีสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า สำนักงาน กสช. เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและ
      กฎหมายอื่น และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ
      กิจการของสำนักงาน กสช. ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

    • มาตรา ๕๑
    • ให้สำนักงาน กสช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (๑) รับผิดชอบในการรับและจ่ายเงินรายได้ของสำนักงาน กสช.
      (๒) จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสำนักงาน กสช. เพื่อเสนอ กสช. อนุมัติ โดยรายจ่ายประจำปีของสำนักงาน กสช. ให้หมายความรวมถึงรายจ่ายใดๆ อันเกี่ยวกับการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของ กสช. กกสท. กกทค. และสำนักงาน กสช.
      (๓) ตรวจสอบและติดตามการใช้คลื่นความถี่
      (๔) รับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้คลื่นความถี่ การประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาหรือเสนอความเห็นต่อ กสช. เพื่อพิจารณาดำเนินการ
      (๕) ศึกษารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับคลื่นความถี่ การใช้คลื่นความถี่ การประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
      (๖) รับผิดชอบงานธุรการของ กสช. กกสท. กกทค. และคณะกรรมการบริหารกองทุน
      (๗) ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านกิจการกระจายเสียงและ
      กิจการโทรทัศน์ เทคโนโลยีด้านการใช้คลื่นความถี่ เทคโนโลยีด้านโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ อุตสาหกรรมโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ให้มีประสิทธิภาพ
      (๘) ส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากรด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
      (๙) ปฏิบัติการอื่นตามที่ กสช. กกสท. และ กกทค. มอบหมาย
    • มาตรา ๕๒
    • ให้ กสช. มีอำนาจออกระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ การเงินและทรัพย์สิน และการดำเนินการอื่นของสำนักงาน กสช. โดยให้รวมถึงเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย
      (๑) การแบ่งส่วนงานภายในของสำนักงาน กสช. และขอบเขตหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว
      (๒) การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน และค่าตอบแทนอื่นของเลขาธิการ กสช. พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน กสช. ตลอดจนค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของอนุกรรมการตามมาตรา ๒๖ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ตามมาตรา ๒๘ กรรมการกิจการโทรคมนาคมตามมาตรา ๓๑ กรรมการบริหารกองทุนตามมาตรา ๔๘ และกรรมการตรวจสอบภายในตามมาตรา ๖๑
      (๓) การบริหารงานบุคคล รวมตลอดทั้งการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์
      และร้องทุกข์
      (๔) การรักษาการแทนและการปฏิบัติการแทน
      (๕) การกำหนดเครื่องแบบและการแต่งกายของพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน กสช.
      (๖) การจ้างและการแต่งตั้งบุคคลเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นผู้ชำนาญการเฉพาะด้านอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสช. รวมทั้งอัตราค่าตอบแทนการจ้าง
      (๗) การบริหารและจัดการงบประมาณ ทรัพย์สิน และการพัสดุของ
      สำนักงาน กสช.
      (๘) การจัดสวัสดิการหรือการสงเคราะห์อื่น
      ระเบียบหรือประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้ประธานกรรมการเป็นผู้ลงนาม และ
      เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

    • มาตรา ๕๓
    • ให้สำนักงาน กสช. เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของ กสช. และสำนักงาน กสช. ให้ประชาชนทราบทางระบบเครือข่ายสารสนเทศ หรือวิธีการอื่นที่เห็นสมควร โดยอย่างน้อยต้องเปิดเผยข้อมูล ดังต่อไปนี้
      (๑) ใบอนุญาตประกอบกิจการของผู้ได้รับใบอนุญาตทุกราย พร้อมทั้งเงื่อนไข
      ที่กำหนด
      (๒) รายได้ของสำนักงาน กสช. ตามมาตรา ๕๙ เป็นรายเดือนโดยสรุป
      (๓) รายจ่ายสำหรับการดำเนินงานของ กสช. และสำนักงาน กสช. เป็นรายเดือนโดยสรุป
      (๔) รายละเอียดของอัตราค่าตอบแทนกรรมการ กกสท. กกทค. อนุกรรมการ และที่ปรึกษาต่าง ๆ
      (๕) ผลการศึกษาวิจัยที่ว่าจ้างให้หน่วยงานภายนอกดำเนินการ
      (๖) ผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคและผู้รับใบอนุญาตและ
      จำนวนเรื่องที่ยังค้างพิจารณา
    • มาตรา ๕๔
    • ให้สำนักงาน กสช. มีเลขาธิการ กสช. คนหนึ่งรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน กสช. ขึ้นตรงต่อประธานกรรมการ และเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงาน
      และลูกจ้างของสำนักงาน กสช.
      ในกิจการของสำนักงาน กสช. ที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการ กสช.
      เป็นผู้แทนของสำนักงาน กสช. เพื่อการนี้เลขาธิการ กสช. จะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ กสช. กำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ระเบียบดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะบังคับให้เลขาธิการ กสช. ต้องมอบอำนาจให้บุคคลใดมิได้
    • มาตรา ๕๕
    • ให้ประธานกรรมการ โดยความเห็นชอบของ กสช. เป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ กสช.
      เลขาธิการ กสช. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันแต่งตั้งและต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ รวมทั้งคุณสมบัติอื่นตามที่ กสช. กำหนด
    • มาตรา ๕๖
    • เลขาธิการ กสช. มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละห้าปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
    • มาตรา ๕๗
    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๕๖ เลขาธิการ กสช. พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์
      (๓) ลาออก
      (๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
      (๕) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
      (๖) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๕๕ วรรคสอง
      (๗) กสช. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดให้ออกจากตำแหน่งเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หย่อนความสามารถ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
    • มาตรา ๕๘
    • ให้เลขาธิการ กสช. และพนักงานของสำนักงาน กสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
      พนักงานของสำนักงาน กสช. ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามระเบียบที่ กสช. กำหนด พนักงานของสำนักงาน กสช. ที่เป็นระดับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน นอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามระเบียบที่ กสช. กำหนดแล้ว ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๔ (๓)
      ให้เลขาธิการ กสช. เป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
      ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ เลขาธิการ กสช. และ
      พนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
    • มาตรา ๕๙
    • รายได้ของสำนักงาน กสช. มีดังต่อไปนี้
      (๑) รายได้หรือผลประโยชน์อันได้มาจากการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของ กสช. และสำนักงาน กสช.
      (๒) รายได้จากทรัพย์สินของสำนักงาน กสช.
      (๓) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้แก่สำนักงาน กสช. ตามระเบียบที่ กสช. กำหนด เพื่อใช้ในการดำเนินงานของสำนักงาน กสช.
      (๔) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้
      รายได้ของสำนักงาน กสช. ตาม (๑) เมื่อได้หักรายจ่ายสำหรับการดำเนินงานของสำนักงาน กสช. ค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม เงินที่จัดสรรเพื่อสมทบกองทุนตามมาตรา ๔๖ และกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ เหลือเท่าใด
      ให้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
      ในกรณีรายได้ของสำนักงาน กสช. มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงาน กสช. รวมทั้งค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม และไม่สามารถหาเงินจาก
      แหล่งอื่นได้ รัฐพึงจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินให้แก่สำนักงาน กสช. เท่าจำนวนที่จำเป็น

    • มาตรา ๖๐
    • บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สำนักงาน กสช. ได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสำนักงาน กสช. ตามมาตรา ๕๙ (๑) หรือ (๒) หรือที่มีผู้บริจาคให้ตาม (๓) ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน กสช.
      อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุที่อยู่ในความครอบครองของสำนักงาน กสช. ให้สำนักงาน กสช. มีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา
      ใช้ และจัดหาผลประโยชน์ได้ ตามระเบียบที่ กสช. กำหนด
      ทรัพย์สินของสำนักงาน กสช. ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
    • มาตรา ๖๑
    • การบัญชีของสำนักงาน กสช. ให้จัดทำตามหลักสากลตามมาตรฐานของสภาผู้สอบบัญชี และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน กสช. ตามระเบียบที่ กสช. กำหนด
      ในการตรวจสอบภายในตามวรรคหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบภายในจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนและไม่เกินห้าคน ซึ่ง กสช. แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความสามารถในการตรวจสอบภายในและมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ และมาตรา ๑๔ และให้สำนักงาน กสช. จัดให้มีเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบภายในมีจำนวนตามสมควรขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบภายใน เพื่อทำหน้าที่ช่วยคณะกรรมการตรวจสอบภายใน
      ในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
      ให้คณะกรรมการตรวจสอบภายในมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ และให้ กสช. เลขาธิการ กสช. และพนักงานของสำนักงาน กสช. อำนวยความสะดวกแก่คณะกรรมการ
      ตรวจสอบภายในและเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบภายในตามที่ร้องขอ
      ให้คณะกรรมการตรวจสอบภายในแจ้งผลการตรวจสอบต่อ กสช.
      ทุกหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
      วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และการประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบภายในให้เป็นไปตามระเบียบที่ กสช. กำหนด
    • มาตรา ๖๒
    • ให้สำนักงาน กสช. จัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการ ส่งผู้สอบบัญชีภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี
      ในทุกรอบปี ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน กสช. โดยให้วิเคราะห์ประสิทธิผลของการใช้จ่ายเงิน พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใดด้วย แล้วทำบันทึกรายงานผลเสนอต่อ กสช. คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา
      ให้สำนักงาน กสช. เป็นหน่วยรับตรวจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
    • หมวด ๖ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการและการบริหารงาน
    • มาตรา ๖๓
    • ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานคณะหนึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการอื่นจำนวนไม่เกินสี่คน โดยให้องค์กรหรือสถาบันที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามมาตรา ๘ คัดเลือกจากบุคคล ดังต่อไปนี้
      (๑) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์
      ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งคน
      (๒) ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์
      ด้านกิจการโทรคมนาคมหรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งคน
      (๓) ผู้ที่มีผลงานและประสบการณ์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งคน
      กรรมการตามวรรคหนึ่งต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ และมาตรา ๑๔ และต้องไม่เป็นกรรมการ อนุกรรมการ เลขาธิการ กสช. พนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน กสช. หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก ให้เป็นไปตามประกาศที่ กสช. กำหนด
    • มาตรา ๖๔
    • กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี และจะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสองวาระติดต่อกันมิได้ และให้นำความในมาตรา ๑๖ (๑) (๓) (๔) และ (๕) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
      วิธีการประชุมและการลงมติให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานกำหนด
      ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติงานของกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามระเบียบที่ กสช. กำหนด
    • มาตรา ๖๕
    • ให้คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน
      มีอำนาจหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการและการบริหารงานของ กสช. กกสท. กกทค. สำนักงาน กสช. และเลขาธิการ กสช. แล้วรายงานผลให้ กสช. ทราบภายใน
      เก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี
      ให้ กสช. ส่งรายงานตามวรรคหนึ่งให้วุฒิสภาพร้อมกับรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีตามมาตรา ๖๙ และเปิดเผยให้ประชาชนทราบ
    • มาตรา ๖๖
    • รายงานตามมาตรา ๖๕ อย่างน้อยจะต้องมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
      (๑) ผลการปฏิบัติงานของ กสช. กกสท. กกทค. สำนักงาน กสช. และเลขาธิการ กสช.
      (๒) ปัญหาและอุปสรรคในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมประเภทต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อประชาชน
      (๓) คุณภาพและอัตราค่าบริการโทรคมนาคมประเภทต่าง ๆ ที่มีความสำคัญ
      ต่อประชาชน
      (๔) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภค
      (๕) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกองทุนตามมาตรา ๔๖
      (๖) เรื่องอื่น ๆ ที่เห็นสมควรรายงานให้ กสช. วุฒิสภา หรือประชาชน ทราบ
      ให้ กสช. กกสท. กกทค. สำนักงาน กสช. และเลขาธิการ กสช. ให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานตามที่ร้องขอ
    • หมวด ๗ ความสัมพันธ์กับรัฐบาลและรัฐสภา
    • มาตรา ๖๗
    • ในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กสช. ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภา
    • มาตรา ๖๘
    • ในกรณีที่จะต้องมีการเจรจาหรือทำความตกลงระหว่างรัฐบาล
      แห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ในเรื่องที่เกี่ยวกับ
      การบริหารคลื่นความถี่ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม หรือการอื่นที่เกี่ยวข้อง กสช. และสำนักงาน กสช. มีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลและร่วมดำเนินการตามที่รัฐบาล
      แจ้งให้ทราบ
    • มาตรา ๖๙
    • ให้ กสช. จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีในด้านการบริหารคลื่นความถี่ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แล้วแต่กรณี ซึ่งต้องแสดงรายละเอียดแผนงานและผลการปฏิบัติงาน รายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารคลื่นความถี่
      การจัดสรรคลื่นความถี่ การประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แล้วแต่กรณี และแผนการดำเนินงานในระยะต่อไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาภายใน
      หนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี และเปิดเผยให้ประชาชนทราบ
      รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีเนื้อหา ดังต่อไปนี้
      (๑) ผลงานของ กสช. ในปีที่ล่วงมาแล้วเมื่อเปรียบเทียบกับแผนงานหรือโครงการที่กำหนดไว้
      (๒) แผนงาน โครงการ และแผนงบประมาณสำหรับปีถัดไป
      (๓) งบการเงินและรายงานของผู้สอบบัญชี รายงานการตรวจสอบภายใน
      นายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา อาจขอให้ กสช. หรือเลขาธิการ กสช. แล้วแต่กรณี ชี้แจงการดำเนินงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นหนังสือหรือขอให้มาชี้แจงด้วยวาจาก็ได้
    • หมวด ๘ บทกำหนดโทษ
    • มาตรา ๗๐
    • ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคมผู้ใดได้รับคำสั่งตามมาตรา ๒๔ วรรคสอง แล้วไม่ปฏิบัติตาม ให้ กสช. มีอำนาจ
      ปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาท และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งแสนบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่ง
    • มาตรา ๗๑
    • ผู้ใดใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๓๘ วรรคหนึ่ง
      ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดตามมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือตามมาตรา ๖๗ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ แล้วแต่กรณี
    • มาตรา ๗๒
    • พนักงานเจ้าหน้าที่ กสช. หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจของ กสช. ที่รู้หรือ
      ได้รับแจ้งจากบุคคลใดว่ามีการใช้คลื่นความถี่อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หากมิได้ดำเนินการบังคับการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และการกระทำหรืองดเว้นการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่ กสช. หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจของ กสช. ที่กระทำการดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • บทเฉพาะกาล
    • มาตรา ๗๓
    • ในวาระเริ่มแรกให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานธุรการในการดำเนินการคัดเลือก กสช. ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
      ในการขอขึ้นทะเบียนองค์กรหรือสถาบันตามมาตรา ๘ เป็นครั้งแรกภายหลังพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ระยะเวลาห้าปีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘ ให้ลดเหลือสองปี
    • มาตรา ๗๔
    • ในระหว่างที่การแต่งตั้ง กสช. ตามพระราชบัญญัตินี้ยังไม่แล้วเสร็จ ให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติที่ได้แต่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
      พ.ศ. ๒๕๔๓ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในฐานะ กสช. ตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว
      เมื่อ กสช. ได้รับการแต่งตั้งแล้ว ให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง เป็นอันพ้นจากหน้าที่
    • มาตรา ๗๕
    • ให้คณะกรรมการตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ คณะกรรมการตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ
      ตามมาตรา ๖๑ แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
      พ.ศ. ๒๕๕๑ หมายความถึง กสช. ตามพระราชบัญญัตินี้
      ให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรี อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข และเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคมเป็นอำนาจหน้าที่ของ กสช. ตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๗๖
    • เมื่อมีการแต่งตั้ง กสช. แล้ว ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ
      หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลใดที่ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มีหน้าที่แจ้งรายละเอียดการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่นั้นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ กสช. กำหนด
    • มาตรา ๗๗
    • ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่า
      ได้รับอนุญาตจาก กสช. ตามพระราชบัญญัตินี้ และ กสช. อาจกำหนดให้ผู้ได้รับจัดสรร
      คลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่นั้นปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขใด ๆ ตามที่ กสช. กำหนดก็ได้ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ไม่เป็นการสร้างภาระทางการเงินเพิ่มเติมแก่ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว
      ความในมาตรา ๓๖ มิให้ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจที่นำคลื่นความถี่ที่ได้รับจัดสรรไปให้ผู้อื่นประกอบกิจการโดยการอนุญาต สัมปทาน หรือตามสัญญา แต่เมื่อรัฐวิสาหกิจนั้นได้กระจายหุ้นให้แก่ประชาชนแล้ว ให้ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่นั้นส่งเงินให้แก่ กสช. จำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของรายได้ที่ได้รับจากการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาดังกล่าว ภายหลังหักค่าธรรมเนียมและค่าบริการที่ต้องชำระให้แก่ กสช. และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามสัมปทานหรือสัญญาตามที่ กสช. กำหนด เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน หรือ
      คืนคลื่นความถี่ให้แก่ กสช. เพื่อให้ กสช. นำไปดำเนินการจัดสรรให้ผู้รับสัมปทานหรือคู่สัญญาดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ กสช. กำหนด โดยประโยชน์ที่
      ผู้รับสัมปทานหรือคู่สัญญานั้นต้องชำระเป็นค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นใดให้ กสช. ต้อง
      ไม่น้อยกว่าที่เคยชำระให้แก่รัฐวิสาหกิจดังกล่าว ค่าตอบแทนที่ได้รับให้ กสช. นำส่งเป็น
      รายได้แผ่นดิน
    • มาตรา ๗๘
    • ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าได้รับอนุญาตจาก กสช. ตามพระราชบัญญัตินี้
      และ กสช. อาจกำหนดให้ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่นั้นปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขใด ๆ ตามที่ กสช. กำหนดก็ได้ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ไม่เป็นการสร้างภาระทางการเงินเพิ่มเติมแก่ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว
      ความในมาตรา ๓๙ มิให้ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจที่นำคลื่นความถี่ที่ได้รับจัดสรรไปให้ผู้อื่นประกอบกิจการโดยการอนุญาต สัมปทาน หรือตามสัญญา แต่เมื่อรัฐวิสาหกิจนั้นได้กระจายหุ้นให้แก่ประชาชนแล้ว ให้ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่นั้นส่งเงินให้แก่กสช. จำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของรายได้ที่ได้รับจากการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาดังกล่าวภายหลังหักค่าธรรมเนียมและค่าบริการที่ต้องชำระให้แก่ กสช. และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามสัมปทานหรือสัญญาตามที่ กสช. กำหนด เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน หรือ
      คืนคลื่นความถี่ให้แก่ กสช. เพื่อให้ กสช. นำไปดำเนินการจัดสรรให้ผู้รับสัมปทานหรือคู่สัญญาดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ กสช. กำหนด โดยประโยชน์ที่ผู้รับสัมปทานหรือคู่สัญญานั้นต้องชำระเป็นค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นใดให้ กสช. ต้องไม่น้อยกว่าที่เคยชำระให้แก่รัฐวิสาหกิจดังกล่าว ค่าตอบแทนที่ได้รับให้ กสช. นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
    • มาตรา ๗๙
    • ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติมอบหมายให้ดำเนินการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำส่งค่าใช้จ่ายเข้ากองทุนตาม
      มาตรา ๔๓ จนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม
    • มาตรา ๘๐
    • บรรดาใบอนุญาตที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุ และให้ถือว่าเป็นใบอนุญาตที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๘๑
    • เมื่อมีการแต่งตั้ง กสช. ตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้องค์การ
      ตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่ง
      ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติ
      การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ยังคงประกอบกิจการต่อไปได้ โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ และตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑
    • มาตรา ๘๒
    • เมื่อมีการแต่งตั้ง กสช. ตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้ พนักงานและลูกจ้าง และเงินงบประมาณ ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติไปเป็นของสำนักงาน กสช. ตามพระราชบัญญัตินี้
      ให้พนักงานและลูกจ้างที่โอนไปตามวรรคหนึ่ง ดำรงตำแหน่งและได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง รวมทั้งสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ เท่าเดิม
      บทบัญญัติมาตรา ๕๘ วรรคสาม มิให้ใช้บังคับกับผู้ซึ่งเป็นพนักงานของ
      สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรร
      คลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
      พ.ศ. ๒๕๔๓ อยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
    • มาตรา ๘๓
    • ให้เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสช. จนกว่าจะมีการแต่งตั้งเลขาธิการ กสช. ตามพระราชบัญญัตินี้

    • มาตรา ๘๔
    • ให้โอนเงินและทรัพย์สินของกองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียง
      และกิจการโทรทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ และกองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไปเป็นของกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๘๕
    • ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ ของกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ในส่วนที่เกี่ยวกับกองงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและ
      วิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไปเป็นของสำนักงาน กสช.
    • มาตรา ๘๖
    • ข้าราชการและลูกจ้างของกองงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี
      ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าสมัครใจจะโอนไปเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน กสช. เมื่อได้แจ้งความจำนงเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาภายใน
      เก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สำนักงาน กสช. บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการหรือลูกจ้างผู้นั้นเป็นพนักงานของสำนักงาน กสช. ตามหลักเกณฑ์ที่ กสช. กำหนด
      แต่จะกำหนดให้ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างต่ำกว่าเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ได้รับอยู่เดิมไม่ได้
      ในระหว่างที่ยังไม่มี กสช. ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อำนาจของ กสช.
      ตามวรรคหนึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติที่ได้แต่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓
    • มาตรา ๘๗
    • การออกจากราชการเพื่อรับการบรรจุและแต่งตั้งในสำนักงาน กสช.ตามมาตรา ๘๖ ให้ถือว่าเป็นการให้ออกจากราชการเพราะเลิกหรือยุบตำแหน่งตามกฎหมาย
      ว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเป็นการให้ออกจากงานเพราะทางราชการยุบตำแหน่ง
      หรือทางราชการเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด แล้วแต่กรณี
    • มาตรา ๘๘
    • ให้บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์
      และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งชอบด้วยกฎหมายและมีผลบังคับได้อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้
      ทั้งนี้ จนกว่าจะมีระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ


      ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ



      ....................................
      นายกรัฐมนตรี
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail