Facebook


พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ พ.ศ.....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 12675 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ .. .

-------------

 

 

 

 

 

หลักการ

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์

 

 

เหตุผล

เนื่องจากในปัจจุบันมีการประกอบธุรกิจการค้าและบริการโดยการนำธุรกิจที่ตนเองประกอบอยู่หรือธุรกิจของต่างประเทศมาให้สิทธิในการประกอบธุรกิจนั้นแก่บุคคลอื่นที่เรียกว่า "ธุรกิจแฟรนไชส์" เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งการประกอบธุรกิจในลักษณะดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อให้มีการขยายการประกอบธุรกิจในลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น และโดยที่ในปัจจุบันยังไม่มี    บทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับและให้ความคุ้มครองในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ได้อย่างเพียงพอ จึงสมควรตรากฎหมายขึ้นเพื่อคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ร่าง

พระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์

.. .

…………………………………..

 

…………………………………..

……………………………………

……………………………………

 

………………………………………………………………………………………………………………………………………….

………………………………………………………………………………&he

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    หลักการ
    ให้มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์


    เหตุผล
    เนื่องจากในปัจจุบันมีการประกอบธุรกิจการค้าและบริการโดยการนำธุรกิจที่ตนเองประกอบอยู่หรือธุรกิจของต่างประเทศมาให้สิทธิในการประกอบธุรกิจนั้นแก่บุคคลอื่นที่เรียกว่า "ธุรกิจแฟรนไชส์" เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งการประกอบธุรกิจในลักษณะดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อให้มีการขยายการประกอบธุรกิจในลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น และโดยที่ในปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับและให้ความคุ้มครองในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ได้อย่างเพียงพอ จึงสมควรตรากฎหมายขึ้นเพื่อคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจ
    แฟรนไชส์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้




    - ไม่มี -

    • หลักการและเหตุผล
    • การตรากฎหมายนี้ขึ้นใหม่เพื่อจัดระเบียบการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยโดยมีหลักการและเหตุผลเพื่อให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์และเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่แฟรนไชส์ซอร์และแฟรนไชส์ซีในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
    • วันที่และขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย
    • ๒.๑ กฎหมายนี้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด ๑๘๐ วันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา ๒)
      ๒.๒ กฎหมายฉบับนี้จะไม่ใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ (มาตรา ๓)
      (๑) การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งแฟรนไชส์ซอร์มีภูมิลำเนาและทำสัญญานอกราชอาณาจักรเพื่อให้สิทธิแฟรนไชส์ซีเข้ามาประกอบธุรกิจที่ได้รับสิทธินั้นในราชอาณาจักรด้วยตนเอง
      (๒) การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
    • องค์กรในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
    • ๓.๑ จัดตั้งหน่วยงานขึ้นในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรียกว่า “สำนักงานคณะกรรมการการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์” ทำหน้าที่งานธุรการ งานทะเบียน งานส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ เสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ รับเรื่องร้องเรียน ทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างแฟรนไชส์ซอร์และ แฟรนไชส์ซีและติดตามสอดส่องพฤติการณ์การประกอบธุรกิจแฟรน
      ไชส์ รวมทั้งดำเนินคดีแทนแฟรนไชส์ซี (มาตรา ๑๗)
      ๓.๒ กำหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการการประกอบธุรกิจ แฟรนไชส์” ประกอบด้วยบุคคลที่มาจากภาคราชการและภาคเอกชน ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญและเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์รวม ๑๓ คน โดยคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎระเบียบเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.นี้รวมทั้งความเห็นเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการในการกำกับดูแล ส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ (มาตรา ๙, ๑๓)
    • การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
    • ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนดและจดทะเบียนต่อทางราชการแล้ว (มาตรา ๑๙, ๓๒, ๓๓)
    • การให้ความคุ้มครองผู้รับสิทธิในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซี)
    • ๕.๑ ห้ามมิให้ผู้ที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ใช้ชื่อหรือคำหรือข้อความซึ่งมีความหมายหรือทำให้เข้าใจว่าผู้นั้นประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ในการประกอบธุรกิจหรือในเอกสารเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ รวมทั้งห้ามทำการชักชวนหรือโฆษณาให้ผู้อื่นเข้าร่วมทำธุรกิจโดยแอบอ้างว่าเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ (มาตรา ๑๘)
      ๕.๒ ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ เว้นแต่ได้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจ แฟรนไชส์ตาม พ.ร.บ.นี้แล้ว (มาตรา ๑๙)
      ๕.๓ ห้ามมิให้แฟรนไชส์ซอร์หรือตัวแทน ชักชวนหรือโฆษณาด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความเป็นจริงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ (มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง)
      ๕.๔ กำหนดให้แฟรนไชส์ซอร์มีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเพื่อประกอบการตัดสินใจของแฟรนไชส์ซี ดังนี้
      (๑) การเปิดเผยข้อมูลในขณะที่ทำการชักชวนหรือโฆษณาให้ผู้อื่นเข้าร่วมทำธุรกิจ(มาตรา ๒๐วรรคสอง)
      (๒) เปิดเผยข้อมูลก่อนทำสัญญาการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ระหว่างแฟรนไชส์ซอร์และแฟรนไชส์ซีไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน (มาตรา ๒๒)
      (๓) เปิดเผยข้อมูลภายใน ๖๐ วัน หลังจากที่แฟรนไชส์ซีตกลงทำสัญญาการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์กับแฟรนไชส์ซอร์ (มาตรา ๒๖) กรณีแฟรนไชส์ซอร์ไม่ปฏิบัติตาม (๑) หรือ (๒) นายทะเบียนมีอำนาจเพิกถอนการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ได้ (มาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง) สำหรับกรณีฝ่าฝืน (๓) แฟรนไชส์ซีมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและรับเงินค่าธรรมเนียมคืนทั้งหมด รวมทั้งเรียกร้องค่าเสียหายได้ (มาตรา ๒๖)
      ๕.๕ ห้ามแฟรนไชส์ซอร์หรือตัวแทนเรียกเงินมัดจำ ค่าตอบแทนหรือเงินใดๆ ก่อนทำสัญญาเว้นแต่เป็นการเรียกค่าใช้จ่ายตามที่ได้จดทะเบียนไว้ (มาตรา ๒๑)
      ๕.๖ สัญญาการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ต้องทำเป็นหนังสือและระบุรายละเอียดตามที่กฎหมายกำหนดหากไม่ดำเนินการดังกล่าวให้สัญญาเป็นโมฆะ (มาตรา ๒๓,๒๔)
      ๕.๗ ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นกำหนดเกี่ยวกับการให้ผู้อื่นใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาต้องมีการจดทะเบียน แฟรนไชส์ซอร์มีหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนการให้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้นด้วย (มาตรา ๒๕)
      ๕.๘ ห้ามแฟรนไชส์ซอร์บังคับให้แฟรนไชส์ซี ซื้อ เช่าหรือเช่าซื้ออุปกรณ์ สินค้าหรือบริการใดๆ จากแฟรนไชส์ซอร์หรือที่แฟรนไชส์ซอร์กำหนด เว้นแต่เป็นอุปกรณ์ สินค้าหรือบริการที่จำเป็นเพื่อให้การประกอบธุรกิจของแฟรนไชส์ซีเป็นไปตามลักษณะ รูปแบบ มาตรฐานและคุณภาพตามที่ แฟรนไชส์ซอร์กำหนด (มาตรา ๒๗)
      ๕.๙ ในระหว่างอายุสัญญาแฟรนไชส์ หากแฟรนไชส์ซอร์โอนกิจการหรือโอนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้บุคคลอื่น ผู้รับโอนกิจการหรือสิทธินั้นต้องผูกพันในการให้สิทธิต่อไปกับ แฟรนไชส์ซีตามสัญญานั้นด้วย (มาตรา ๒๘)
      ๕.๑๐ แฟรนไชส์ซอร์ต้องมีคู่มือการปฏิบัติงานที่มีความชัดเจน ถูกต้องและครบถ้วนเพื่อให้แฟรนไชส์ซีปฏิบัติตามที่แฟรนไชส์ซอร์กำหนดได้ โดยคู่มือการปฏิบัติงานต้องมีการระบุรายละเอียดในเรื่องต่างๆ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด รวมทั้งคู่มือการปฏิบัติงานต้องจัดทำเป็นภาษาไทยและอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอาจกำหนดรูปแบบของคู่มือเป็นอย่างอื่นได้นอกจากเป็นหนังสือ (มาตรา ๒๙)
      ๕.๑๑ ในกรณีที่แฟรนไชส์ซอร์ให้การรับรองหรือยืนยันแก่แฟรนไชส์ซีว่าจะได้ผลตอบ แทนจากการประกอบธุรกิจไว้เป็นจำนวนที่แน่นอน หากแฟรนไชส์ซีประกอบธุรกิจแล้วไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่แฟรนไชส์ซอร์รับรองหรือยืนยันโดยไม่ใช่ความผิดของแฟรนไชส์ซี แฟรนไชส์ซีมีสิทธิเรียกให้แฟรนไชส์ซอร์ชดใช้เงินส่วนที่ขาดหรือบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากแฟรนไชส์ซอร์ได้ (มาตรา ๓๐)
      ๕.๑๒ เมื่อนายทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ของแฟรนไชส์ซอร์ แฟรนไชส์ซีมีสิทธิที่จะให้แฟรนไชส์ซอร์ผูกพันตามสัญญาต่อไปหรือบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ (มาตรา ๓๗ วรรคสอง)

    • การให้ความคุ้มครองผู้ให้สิทธิในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซอร์)
    • ห้ามมิให้แฟรนไชส์ซีเปิดเผยข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ได้รับสิทธิมาจากแฟรนไชส์ซอร์ซึ่งแฟรนไชส์ซอร์ได้ระบุไว้ในสัญญาห้ามแฟรนไชส์ซีเปิดเผย (มาตรา ๓๑)
    • การจดทะเบียนและอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่
    • ๗.๑ ผู้จะประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนพร้อมเอกสารหลักฐานประกอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกาศกำหนด (มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง)
      ๗.๒ ในกรณีเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนหรือเลิกประกอบธุรกิจ แฟรนไชส์ซอร์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหรือเลิกภายใน ๑๕ วัน (มาตรา ๓๒ วรรคสอง)
      ๗.๓ การพิจารณาคำขอ นายทะเบียนจะต้องพิจารณาความถูกต้องครบถ้วนของคำขอและเอกสาร คุณสมบัติของผู้ขอ สัญญาการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ ความมีอยู่ของคู่มือการปฏิบัติงาน และแผนการดำเนินธุรกิจที่แฟรนไชส์ซอร์จะใช้ในการส่งเสริมและควบคุมการประกอบธุรกิจของแฟรนไชส์ซี และตรวจสอบกิจการของผู้ยื่นคำขอ ในกรณีถูกต้องให้จดทะเบียนและแจ้ง
      ผู้ขอทราบ กรณีไม่ถูกต้องให้มีหนังสือแจ้งให้แก้ไขภายในระยะเวลากำหนดแต่ไม่เกิน ๖๐ วัน ในกรณีไม่แก้ไขตามที่นายทะเบียนสั่ง ให้นายทะเบียนสั่งไม่รับจดทะเบียนแล้วแจ้งให้ผู้ขอทราบ (มาตรา ๓๔)
      ๗.๔ ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ต้องส่งรายงานผลการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ประจำปีต่อนายทะเบียนภายใน ๕ เดือน นับแต่วันสิ้นปี (มาตรา ๓๖)
      ๗.๕ กรณีผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ขาดคุณสมบัติ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนด หรือมีการดำเนินงานในลักษณะที่อาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่แฟรนไชส์ซีหรือประชาชน นายทะเบียนมีอำนาจเพิกถอนการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ได้ (มาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง)
      ๗.๖ เมื่อนายทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์แล้วผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนนั้นจะทำการชักชวน โฆษณา หรือให้สิทธิการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์รายใหม่ต่อไปอีกไม่ได้ (มาตรา ๓๘)
    • การอุทธรณ์
    • ๘.๑ กรณีนายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนหรือสั่งเพิกถอนการจดทะเบียน ผู้ขอหรือผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายใน ๓๐ วัน (มาตรา ๓๙)
      ๘.๒ หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นไปตามที่ระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด (มาตรา ๔๐)
    • บทกำหนดโทษ
    • ๙.๑ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียก ไม่ยอมให้ข้อเท็จจริง ไม่ส่งเอกสารหลักฐานหรือไม่ให้ความสะดวกแก่นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา ๔๑)
      ๙.๒ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ยอมให้ข้อเท็จจริง หรือไม่ส่งเอกสารหลักฐานแก่คณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา ๔๒)
      ๙.๓ ผู้ใดไม่ได้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ แต่
      (๑) ใช้ชื่อหรือคำที่เป็นภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศซึ่งมีความหมายหรือทำให้เข้าใจได้ว่าประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ เว้นแต่เป็นการใช้เพื่อจดทะเบียนประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
      (๒) โฆษณาหรือชักชวนผู้อื่นให้เข้าร่วมในการทำธุรกิจโดยแอบอ้างว่าเป็น
      แฟรนไชส์ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาทและปรับต่อเนื่องอีกวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน (มาตรา ๔๓)
      ๙.๔ ผู้ใดประกอบธุรกิจแฟรนไชส์โดยไม่ได้จดทะเบียนต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท และปรับต่อเนื่องอีกวันละหนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน (มาตรา ๔๔)
      ๙.๕ แฟรสไชส์ซอร์หรือตัวแทน ทำการชักชวน หรือโฆษณา ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท (มาตรา ๔๕)
      ๙.๖ แฟรนไชส์ซอร์หรือตัวแทน เรียกเงินมัดจำค่าตอบแทนที่มิใช่เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นตามที่จดทะเบียนไว้ จากแฟรนไชส์ซีหรือบุคคลใดๆก่อนทำสัญญาต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท (มาตรา ๔๖)
      ๙.๗ แฟรนไชส์ซีหรือตัวแทน ฝ่าฝืนเปิดเผยข้อมูลที่แฟรนไชส์ซอร์ระบุห้ามเปิดเผยไว้ในสัญญาต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท (มาตรา ๔๗)
      ๙.๘ ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไม่จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหรือเลิกต่อนายทะเบียนภายใน ๑๕ วัน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท (มาตรา ๔๘)
      ๙.๙ ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไม่ส่งรายงานผลการประกอบธุรกิแฟรนไชส์ประจำปีต่อนายทะเบียนภายใน ๕ เดือนนับแต่วันสิ้นปีปฏิทินต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท (มาตรา ๔๙)
      ๙.๑๐ ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งถูกเพิกถอนการจดทะเบียน ทำการชักชวน โฆษณา หรือให้สิทธิการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์รายใหม่หลังจากที่ถูกเพิกถอนต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท และปรับต่อเนื่องอีกวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน (มาตรา ๕๐)
      ๙.๑๑ ผู้กระทำผิดและได้รับโทษเป็นนิติบุคคลให้กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคลหรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษเช่นเดียวกับนิติบุคคลด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น (มาตรา ๕๑)
      ๙.๑๒ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบปรับสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ได้ (มาตรา ๕๒)
    • บทเฉพาะกาล
    • ให้ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประกอบธุรกิจอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับยื่นจดทะเบียนภายใน ๑๘๐ วัน นับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และการจดทะเบียนไม่มีผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ที่ทำอยู่ก่อน (มาตรา ๕๓)
  • ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย
  • ร่าง พ.ร.บ.แฟรนไชส์ไม่ใช้บังคับแก่การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งแฟรนไชส์ซอร์มีภูมิลำเนาและทำสัญญานอกราชอาณาจักร และแฟรนไชส์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเหมาะสมหรือไม่
  • คำนิยาม
  • (๑) คำนิยาม “แฟรนไชส์” ในมาตรา ๔ ชัดเจนเหมาะสมและครอบคลุมลักษณะธุรกิจแฟรนไชส์ หรือไม่ หากเห็นควรเพิ่มเติมให้อธิบายโดยสังเขป
    (๒) การใช้คำภาษาอังกฤษบัญญัติเป็นนิยามคำว่า “แฟรนไชส์ซอร์” “แฟรนไชส์ซี” สามารถสื่อความหมายอย่างชัดเจน เหมาะสม หรือไม่ หากเห็นควรใช้คำภาษาไทยอื่นแทนซึ่งมีความหมายที่ชัดเจนขอให้อธิบายความหมายโดยสังเขป
  • การปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่
  • มาตรา ๖ (๒) ซึ่งกำหนดให้นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ
    “เข้าไปในสถานที่ทำการของผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ หรือผู้ประกอบธุรกิจอื่นในเวลาทำการของสถานที่นั้น........” มีความชัดเจน เหมาะสมแล้วหรือไม่ หรือควรกำหนดเวลาในการเข้าไปในสถานที่นั้นเช่นเดียวกับมาตรา ๙๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งกำหนดให้ “การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตก.........”
  • คณะกรรมการการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
  • (๑) องค์ประกอบกรรมการ จำนวนกรรมการจากภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการตามมาตรา ๙ (๓) และ (๔) มีความเหมาะสมสอดคล้องกับธุรกิจ
    แฟรนไชส์ หรือไม่ อย่างไร
    (๒) อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการตามมาตรา ๑๓ ในการเสนอความเห็นเกี่ยวกับนโยบายและแผนการส่งเสริมการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์, การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจ, การรับเรื่องร้องเรียนและดำเนินคดีแทนแฟรนไชส์ซีมีความเหมาะสมและเพียงพอหรือไม่ อย่างไร หากเห็นควรเพิ่มเติมให้อธิบายโดยสังเขป
  • สำนักงานคณะกรรมการการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
  • มาตรา ๑๗ ซึ่งกำหนดให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ขึ้นในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ รับจดทะเบียน และงานธุรการของคณะกรรมการฯ ตาม พ.ร.บ.นี้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะของการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์แล้วหรือไม่ หรือไม่ควรจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ขึ้นอีกหน่วยงานหนึ่ง แต่ควรแก้ไขหรือเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้ครอบคลุมในการส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์แทน
  • การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
  • (๑) หลักเกณฑ์ในมาตรา ๑๘ - ๓๑ ซึ่งให้ความคุ้มครองแฟรนไชส์ซีครอบคลุมและเพียงพอต่อการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ หรือไม่ หากต้องเพิ่มเติมควรเป็นประเด็นใดเพราะเหตุใด
    (๒) มาตรา ๑๙ ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ เว้นแต่จะได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.นี้ มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์ทางธุรกิจในปัจจุบันซึ่งมีการแข่งขันในระดับสูงหรือไม่ หรือการห้ามดังกล่าวไม่เหมาะสมเพราะเป็นการเพิ่มขั้นตอนที่ไม่จำเป็นแก่ประชาชน และในปัจจุบันมีกฎหมายอื่นที่ให้ความคุ้มครองการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ที่เพียงพออยู่แล้ว
    (๓) สัญญาการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งมาตรา ๒๓ กำหนดให้ต้องมีรายละเอียดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และต้องมีรายการอย่างน้อยตามมาตรา ๒๓ (๑) - (๖) นั้น มีความชัดเจนครอบคลุมสาระสำคัญที่จำเป็นและต้องมีเพียงพอที่จะสร้างความเป็นธรรมหรือไม่ อย่างไร
  • การจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
  • คุณสมบัติของผู้จะยื่นจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ตามมาตรา ๓๓ (๘) สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ หรือไม่ หากเห็นควรเพิ่มเติมให้อธิบายโดยสังเขป
  • บทกำหนดโทษ
  • การกำหนดโทษจำคุกสำหรับผู้ซึ่งฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียก หรือไม่ยอมให้ข้อเท็จจริงหรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐานเมื่อนายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สอบถามหรือเรียกตรวจสอบหรือไม่ให้ความสะดวกตามมาตรา ๖ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนตามมาตรา ๔๑ หรือผู้ซึ่งฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการหรือไม่ยอมให้ข้อเท็จจริงหรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐานเมื่อคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการสอบถามหรือเรียกให้ส่งตามมาตรา ๑๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนตามมาตรา ๔๒ นั้น เหมาะสมหรือไม่
  • บทเฉพาะกาล
  • การกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประกอบกิจการอยู่แล้วในวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับต้องยื่นจดทะเบียนภายใน ๑๘๐ วัน (หรือ ๖ เดือน) เพียงพอและสอดคล้องกับการประกอบธุรกิจหรือไม่ อย่างไร
    • มาตรา ๑
    • พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ พ.ศ. .

    • มาตรา ๒
    • พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • มาตรา ๓
    • พระราชบัญญัตินี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่
      (๑) การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งแฟรนไชส์ซอร์มีภูมิลำเนาและทำสัญญานอกราช
      อาณาจักรเพื่อให้สิทธิแฟรนไชส์ซีเข้ามาประกอบธุรกิจที่ได้รับสิทธินั้นในราชอาณาจักรด้วยตนเอง
      (๒) การประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

    • มาตรา ๔
    • ในพระราชบัญญัตินี้
      แฟรนไชส์ หมายความว่า
      (๑) การประกอบธุรกิจที่บุคคลหนึ่งเรียกว่า แฟรนไชส์ซอร์ ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า แฟรนไชส์ซี ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของตน หรือที่ตนมีสิทธิที่จะให้ผู้อื่นใช้เพื่อประกอบธุรกิจภายในระยะเวลาหรือเขตพื้นที่ที่กำหนด และการประกอบธุรกิจนั้นอยู่ภายใต้การส่งเสริมและควบคุมตามแผนการดำเนินธุรกิจของแฟรนไชส์ซอร์ และแฟรนไชส์ซีมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่แฟรนไชส์ซอร์
      (๒) การประกอบธุรกิจอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
      แฟรนไชส์ซอร์ หมายความว่า ผู้ให้สิทธิในการประกอบธุรกิจ
      แฟรนไชส์ซี หมายความว่า ผู้รับสิทธิในการประกอบธุรกิจ
      ทรัพย์สินทางปัญญา หมายความว่า ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรและความลับทางการค้า ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และให้หมายความรวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
      การประกอบธุรกิจ หมายความว่า การประกอบการค้า การบริการ หรือกิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
      ค่าตอบแทน หมายความรวมถึงประโยชน์อย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงินด้วย
      การเปิดเผยข้อมูล หมายความว่า การใดๆ ซึ่งแฟรนไชส์ซอร์มีหน้าที่เปิดเผยให้แฟรนไชส์ซีทราบเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของแฟรนไชส์ซี และให้หมายความรวมถึงการฝึกอบรม
      การทดลองปฏิบัติงาน และการอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องและจำเป็นด้วย
      คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
      กรรมการ หมายความว่า กรรมการการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์

      สำนักงาน หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
      นายทะเบียน หมายความว่า อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและผู้ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามอบหมาย
      พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
      รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๕
    • ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
      กฎกระทรวงนั้นเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
    • มาตรา ๖
    • ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดังต่อไปนี้
      (๑) มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ แจ้งข้อเท็จจริง หรือทำคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือให้ส่งบัญชี ทะเบียน เอกสารหรือหลักฐานใดเพื่อตรวจสอบหรือประกอบการพิจารณา
      (๒) เข้าไปในสถานที่ทำการของผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ หรือผู้ประกอบธุรกิจอื่นในเวลา ทำการของสถานที่นั้นเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงหรือตรวจดูเอกสาร หรือหลักฐานเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
      ในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
    • มาตรา ๗
    • ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวของนายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วแต่กรณี
      บัตรประจำตัวของนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
    • มาตรา ๘
    • ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ให้กรรมการ อนุกรรมการ นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
    • มาตรา ๙
    • ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการการประกอบธุรกิจ
      แฟรนไชส์ ประกอบด้วย
      (๑) ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการ
      (๒) กรรมการโดยตำแหน่งได้แก่ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา อธิบดีกรมการค้าภายใน ผู้แทนสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
      (๓) กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากสมาคมการค้าที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์จำนวนสองคน
      (๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสองคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยว ชาญเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
      ให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เป็นกรรมการและ
      เลขานุการ
      ในการแต่งตั้งกรรมการตาม (๓) ให้บรรดาสมาคมการค้าที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับธุรกิจ
      แฟรนไชส์เสนอชื่อผู้ที่สมควรต่อรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์วิธีการเสนอชื่อบุคคลที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

    • มาตรา ๑๐
    • ให้กรรมการตามมาตรา ๙ (๓) และ (๔) มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
      เมื่อครบกำหนดวาระตามวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินการต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

    • มาตรา ๑๑

    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการตามมาตรา ๑๐ กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) ลาออก
      (๓) เป็นบุคคลล้มละลาย
      (๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
      (๕) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
      (๖) รัฐมนตรีให้ออกเพราะไม่เข้าร่วมประชุมห้าครั้งติดต่อกัน บกพร่อง ไม่สุจริตต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ
      ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ รัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทนได้และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน
    • มาตรา ๑๒
    • ในการประชุมคณะกรรมการถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุมให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
      การประชุมคณะกรรมการทุกคราวต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
      การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลง คะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

    • มาตรา ๑๓
    • คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (๑) เสนอความเห็นเกี่ยวกับนโยบายและแผนการส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบธุรกิจ แฟรนไชส์ต่อรัฐมนตรี
      (๒) เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งเสนอความเห็นเกี่ยวกับมาตรการในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
      (๓) กำกับดูแลและติดตามสอดส่องพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
      (๔) เสนอรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ต่อรัฐมนตรี และจัดให้มีการเผยแพร่รายงานดังกล่าวต่อสาธารณชนอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
      (๕) พิจารณาเรื่องร้องเรียนจากแฟรนไชส์ซี ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ของแฟรนไชส์ซอร์ที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม รวมทั้งการพิจารณาอนุมัติให้สำนักงานดำเนินคดีแฟรนไชส์ซอร์ที่ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมแทนแฟรนไชส์ซี
      (๖) แจ้ง โฆษณาหรือเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ของแฟรนไชส์ซอร์ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่มีคุณสมบัติหรือมีพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายในวงการธุรกิจแฟรนไชส์
      (๗) เรื่องอื่นตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย
    • มาตรา ๑๔
    • ในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๓ คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดแทนคณะกรรมการก็ได้
    • มาตรา ๑๕

    • การประชุมของคณะอนุกรรมการให้นำมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

    • มาตรา ๑๖

    • ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔ คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการมีอำนาจสั่งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริง คำอธิบาย คำแนะนำหรือความเห็น หรือส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องหรือสิ่งอื่นใดมาเพื่อประกอบการพิจารณาได้
    • มาตรา ๑๗

    • ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ขึ้นในกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยให้มีหน้าที่รับผิดชอบ ดังนี้
      (๑) ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
      (๒) เสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การเอกชนทั้งในและต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งในและต่างประเทศ
      (๓) ปฏิบัติงานธุรการของคณะกรรมการ
      (๔) ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์และงานอื่นตามพระราชบัญญัตินี้
      (๕) ติดตามสอดส่องพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เพื่อให้มีการปฏิบัติการเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
      (๖) รับเรื่องร้องเรียนจากแฟรนไชส์ซีที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ของแฟรนไชส์ซอร์ที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม ทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างแฟรนไชส์ซอร์และแฟรนไชส์ซี และเสนอเรื่องที่สมควรดำเนินคดีแทนแฟรนไชส์ซีให้คณะกรรมการพิจารณา
      (๗) ดำเนินคดีแทนแฟรนไชส์ซีตามที่คณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติให้ดำเนินคดีตาม มาตรา ๑๓(๕)
      (๘) ปฏิบัติงานอื่นตามที่รัฐมนตรี คณะกรรมการ หรืออธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
      มอบหมาย
      ในการดำเนินคดีแทนแฟรนไชส์ซีในศาลตาม (๗) ให้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง

    • มาตรา ๑๘

    • ห้ามมิให้บุคคลใดที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์กระทำการดังต่อไปนี้
      (๑) ใช้ชื่อหรือคำที่เป็นภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศซึ่งมีความหมายหรือทำให้เข้าใจได้ว่า ผู้นั้นประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ในการประกอบธุรกิจ หรือในดวงตรา ป้ายชื่อ หนังสือบอกกล่าวป่าวร้อง จดหมาย ใบแจ้งความหรือเอกสารอย่างอื่นเกี่ยวกับธุรกิจ เว้นแต่เป็นการใช้เพื่อขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ตามพระราชบัญญัตินี้
      (๒) โฆษณาหรือชักชวนผู้อื่นให้เข้าร่วมในการทำธุรกิจโดยแอบอ้างว่าเป็นแฟรนไชส์
    • มาตรา ๑๙

    • ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ เว้นแต่จะได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๒๐

    • ห้ามมิให้แฟรนไชส์ซอร์หรือตัวแทนทำการชักชวนหรือโฆษณาด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือเกินความจริงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
      ในการชักชวนหรือโฆษณาให้ผู้อื่นเข้าร่วมทำธุรกิจ แฟรนไชส์ซอร์หรือตัวแทนมีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
    • มาตรา ๒๑

    • ห้ามมิให้แฟรนไชส์ซอร์หรือตัวแทนเรียกเงินมัดจำ ค่าตอบแทนหรือเงินใดๆ จาก แฟรนไชส์ซีหรือบุคคลใดๆก่อนที่จะมีการทำสัญญาตามมาตรา ๒๓ เว้นแต่จะเป็นการเรียกค่าใช้จ่ายที่จำเป็นตามที่ได้จดทะเบียนไว้
    • มาตรา ๒๒

    • ก่อนที่จะมีการทำสัญญาการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ระหว่างแฟรนไชส์ซอร์และ แฟรนไชส์ซีไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน แฟรนไชส์ซอร์หรือตัวแทนมีหน้าที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เว้นแต่จะได้มีการเปิดเผยข้อมูลตามที่กำหนดในขณะชักชวนหรือโฆษณาตามมาตรา ๒๐ วรรคสองแล้ว

    • มาตรา ๒๓

    • สัญญาการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ระหว่างแฟรนไชส์ซอร์และแฟรนไชส์ซีจะต้องทำเป็นหนังสือและมีการระบุในเรื่องและรายละเอียดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องมีเรื่อง ดังต่อไปนี้
      (๑) วันที่ทำสัญญาและวันที่สัญญามีผลใช้บังคับ
      (๒) สิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบของแฟรนไชส์ซอร์ที่มีต่อแฟรนไชส์ซี
      (๓) สิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบของแฟรนไชส์ซีที่มีต่อแฟรนไชส์ซอร์
      (๔) ระยะเวลาและเขตพื้นที่ที่แฟรนไชส์ซอร์ให้สิทธิแฟรนไชส์ซีใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการประกอบธุรกิจ
      (๕) เงินมัดจำ ค่าตอบแทนหรือเงินใดๆ ที่แฟรนไชส์ซีต้องจ่ายให้แก่แฟรนไชส์ซอร์
      (๖) การต่อสัญญา การเลิกสัญญา การโอนสิทธิ และการจ่ายคืนค่าธรรมเนียมเมื่อเลิกสัญญากรณีแฟรนไชส์ซอร์เป็นฝ่ายผิดสัญญา

    • มาตรา ๒๔

    • สัญญาการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือหรือไม่ได้ระบุเรื่องและรายละเอียดตามที่กำหนดในมาตรา ๒๓ หรือมีข้อสัญญาที่มิให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไปใช้บังคับไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้สัญญานั้นเป็นโมฆะ
    • มาตรา ๒๕

    • ในกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายอื่นกำหนดเรื่องการให้ผู้อื่นใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาต้องมีการจดทะเบียนไว้ ให้แฟรนไชส์ซอร์มีหน้าที่ที่จะต้องจดทะเบียนการให้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องตามที่กำหนดในกฎหมายนั้นด้วย
    • มาตรา ๒๖

    • เมื่อแฟรนไชส์ซีตกลงทำสัญญาการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์กับแฟรนไชส์ซอร์แล้ว แฟรนไชส์ซอร์หรือตัวแทนมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดแก่แฟรนไชส์ซีภายในหกสิบวัน หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว แฟรนไชส์ซอร์ไม่ดำเนินการ แฟรนไชส์ซีมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและแฟรนไชส์ซอร์จะต้องคืนเงินค่าใช้จ่าย เงินมัดจำ ค่าตอบแทนและเงินใดๆ ที่รับไว้ทั้งหมดแก่แฟรนไชส์ซี ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิแฟรนไชส์ซีที่จะเรียกร้องค่าเสียหายกับแฟรนไชส์ซอร์
    • มาตรา ๒๗

    • ห้ามมิให้แฟรนไชส์ซอร์บังคับให้แฟรนไชส์ซีต้องซื้อ เช่าหรือเช่าซื้ออุปกรณ์ สินค้าหรือบริการใดๆ จากแฟรนไชส์ซอร์หรือที่แฟรนไชส์ซอร์กำหนด เว้นแต่เป็นอุปกรณ์ สินค้า หรือบริการที่จำเป็นเพื่อให้การประกอบธุรกิจของแฟรนไชส์ซีเป็นไปตามลักษณะ รูปแบบ มาตรฐานและคุณภาพตามที่แฟรนไชส์ซอร์กำหนด
    • มาตรา ๒๘

    • ในระหว่างอายุสัญญาการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ หากแฟรนไชส์ซอร์โอนกิจการหรือโอนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้บุคคลอื่น ผู้รับโอนกิจการหรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาต้องผูกพันตามสัญญาที่ผู้โอนได้ทำไว้กับแฟรนไชส์ซีด้วย
    • มาตรา ๒๙

    • แฟรนไชส์ซอร์ต้องจัดให้มีคู่มือการปฏิบัติงานที่มีความชัดเจน ถูกต้องและครบถ้วนเพื่อให้แฟรนไชส์ซีสามารถปฏิบัติตามที่แฟรนไชส์ซอร์กำหนดได้
      คู่มือการปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่งต้องระบุเรื่องและรายละเอียดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
      คู่มือการปฏิบัติงานต้องจัดทำเป็นภาษาไทย และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอาจประกาศกำหนดให้จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานในรูปแบบอื่นนอกจากจัดทำเป็นหนังสือก็ได้
    • มาตรา ๓๐

    • ในการชักชวน โฆษณาหรือเปิดเผยข้อมูล หากแฟรนไชส์ซอร์รับรองหรือยืนยันว่าแฟรนไชส์ซีจะได้รับผลตอบแทนจากการประกอบธุรกิจที่ได้รับสิทธิไว้เป็นจำนวนที่แน่นอน เมื่อ แฟรนไชส์ซีได้ประกอบธุรกิจแล้วปรากฏว่าไม่ได้รับผลตอบแทนตามจำนวนที่แฟรนไชส์ซอร์รับรองหรือยืนยันโดยไม่ใช่ความผิดของแฟรนไชส์ซี ให้แฟรนไชส์ซีมีสิทธิเรียกให้แฟรนไชส์ซอร์ชดใช้เงินส่วนที่ขาดหรือบอกเลิกสัญญา ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิแฟรนไชส์ซีที่จะเรียกค่าเสียหายจากแฟรนไชส์ซอร์
    • มาตรา ๓๑
    • ห้ามแฟรนไชส์ซีและตัวแทนเปิดเผยข้อมูลใดๆเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ ที่แฟรนไชส์ซอร์ได้ระบุห้ามเปิดเผยไว้ในสัญญา
    • มาตรา ๓๒

    • ภายใต้บังคับมาตรา ๓๓ บุคคลใดประสงค์จะประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน
      ในกรณีที่มีการแก้ไขรายการที่จดทะเบียนไว้ตามวรรคหนึ่งหรือเลิกประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ ให้ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงหรือเลิกต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกาศกำหนด
    • มาตรา ๓๓

    • ผู้ซึ่งจะยื่นจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
      (๑) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์กรณีเป็นบุคคลธรรมดา และกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทย
      (๒) มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรได้เป็นการ ชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
      (๓) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
      (๔) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
      (๕) ไม่เคยต้องโทษตามคำพิพากษาหรือถูกเปรียบเทียบปรับในความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีก่อนวันยื่นขอจดทะเบียน
      (๖) ไม่เคยต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีก่อนวันยื่นขอจดทะเบียน
      (๗) ไม่เคยถูกเพิกถอนการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ตามพระราชบัญญัตินี้ในระยะเวลาสามปีก่อนวันยื่นขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
      (๘) ประกอบธุรกิจที่จะนำมาเป็นแฟรนไชส์ด้วยตนเองโดยมีสาขาอย่างน้อยสองสาขา
      ไม่น้อยกว่าสองปี และสาขามีกำไรติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองรอบปีบัญชีก่อนวันที่ยื่นขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ ทั้งนี้การแสดงหลักฐานผลกำไรของสาขาให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกาศกำหนด
      (๙) ผู้ยื่นขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จะต้องเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิในทรัพย์ สินทางปัญญาที่สามารถนำไปให้ผู้อื่นใช้ในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ได้
      (๑๐) มีคู่มือการปฏิบัติงานตามมาตรา ๒๙
      (๑๑) มีคุณสมบัติหรือไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
      ในกรณีนิติบุคคลเป็นผู้ขอจดทะเบียน กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้นต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวในวรรคหนึ่ง และไม่เคยเป็นกรรมการผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลซึ่งเคยต้องโทษตามคำพิพากษาหรือถูกเปรียบเทียบปรับ หรือถูกเพิกถอนการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีก่อนยื่นขอจดทะเบียน
    • มาตรา ๓๔

    • เมื่อได้รับคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ให้นายทะเบียนพิจารณาและตรวจสอบในเรื่องดังต่อไปนี้
      (๑) ความถูกต้องครบถ้วนของคำขอจดทะเบียน รายการจดทะเบียนและเอกสารประกอบ
      (๒) คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๓
      (๓) สัญญาการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เป็นไปตามมาตรา ๒๓
      (๔) การมีอยู่ของคู่มือการปฏิบัติงานตามมาตรา ๒๙
      (๕) การมีอยู่ของแผนการดำเนินธุรกิจที่แฟรนไชส์ซอร์จะใช้ในการส่งเสริมและควบคุมการประกอบธุรกิจของแฟรนไชส์ซี
      (๖) การประกอบธุรกิจที่จะนำมาเป็นแฟรนไชส์ของผู้ยื่นคำขอ
      ในกรณีที่นายทะเบียนได้ตรวจสอบตามวรรคหนึ่งแล้วเห็นว่าถูกต้อง ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์และแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
      ในกรณีที่นายทะเบียนได้ตรวจสอบตามวรรคหนึ่งแล้วเห็นว่าไม่ถูกต้อง ให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำขอแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้นให้ถูกต้องภายในเวลาอันสมควร ทั้งนี้ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่ง เมื่อผู้ยื่นคำขอได้แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงแล้ว ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์และแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ดังกล่าว
      ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ให้แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงภายในเวลาที่กำหนด ให้นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์และให้นายทะเบียนแจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นกำหนดเวลาให้ปฏิบัติตามคำสั่ง
      ในการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์นายทะเบียนอาจกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างก็ได้
    • มาตรา ๓๕

    • ในการจดทะเบียนให้เสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
    • มาตรา ๓๖

    • ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งได้จดทะเบียนแล้วมีหน้าที่ต้องส่งรายงานผลการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ประจำปีตามแบบและรายละเอียดพร้อมด้วยหลักฐานที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกาศกำหนดต่อนายทะเบียนภายในห้าเดือนนับแต่วันสิ้นปี
      ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้คำนวณตามปีปฏิทิน
    • มาตรา ๓๗

    • กรณีปรากฏแก่นายทะเบียนในภายหลังว่าผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์รายใดซึ่งได้ จดทะเบียนแล้วประกอบธุรกิจแฟรนไชส์โดยไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ หรือขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๓ หรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้กับแฟรนไชส์ซี หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนดโดยไม่มีเหตุผลสมควร หรือมีการดำเนินการในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่แฟรนไชส์ซีหรือประชาชน ให้นายทะเบียนมีอำนาจเพิกถอนการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ และแจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผลที่เพิกถอนให้ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่งเพิกถอน
      เมื่อนายทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ของแฟรนไชส์ซอร์ รายใด ให้แฟรนไชส์ซีซึ่งได้ทำสัญญากับแฟรนไชส์ซอร์รายนั้นมีสิทธิที่จะให้แฟรนไชส์ซอร์ผูกพันตามสัญญาที่ได้ทำไว้กับแฟรนไชส์ซีต่อไปหรือบอกเลิกสัญญาก็ได้
    • มาตรา ๓๘

    • ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งถูกเพิกถอนการจดทะเบียนทำการชักชวน โฆษณา หรือประกอบธุรกิจแฟรนไชส์กับรายใหม่ต่อไปอีกนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการเพิกถอนการจดทะเบียน
    • มาตรา ๓๙

    • ในกรณีที่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์หรือมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ ให้ผู้ยื่นคำขอหรือผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้วแต่กรณี มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งไม่รับจดทะเบียนหรือหนังสือแจ้งคำสั่งเพิกถอนของนายทะเบียน
      คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
    • มาตรา ๔๐

    • หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นอุทธรณ์ และวิธีพิจารณาอุทธรณ์ ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด

    • มาตรา ๔๑

    • ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกของนายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือไม่ยอมให้ข้อเท็จจริง หรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐานเมื่อนายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สอบถาม หรือเรียกตรวจสอบ หรือไม่ให้ความสะดวกแก่นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๖ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

    • มาตรา ๔๒

    • ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการหรือไม่ยอมให้ ข้อเท็จจริง หรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐานเมื่อคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการสอบถามหรือเรียกให้ส่งตามมาตรา ๑๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๔๓

    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาทและปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
    • มาตรา ๔๔

    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๙ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาทและปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
    • มาตรา ๔๕

    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่งต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท
    • มาตรา ๔๖

    • แฟรนไชส์ซอร์หรือตัวแทนผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท

    • มาตรา ๔๗

    • แฟรนไชส์ซีหรือตัวแทนผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๑ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท
    • มาตรา ๔๘

    • ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๒ วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

    • มาตรา ๔๙

    • ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๖ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
    • มาตรา ๕๐

    • ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๘ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาทและปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
    • มาตรา ๕๑

    • ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคลให้กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคลหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น
    • มาตรา ๕๒
    • บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามอบหมาย มีอำนาจเปรียบเทียบได้ และเมื่อผู้กระทำความผิดได้ชำระค่าปรับ ตามที่ได้เปรียบเทียบแล้ว ให้คดีเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
    • มาตรา ๕๓

    • ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งประกอบธุรกิจอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหากประสงค์จะประกอบธุรกิจนั้นต่อไป ให้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในมาตรา๓๒ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและในระหว่างที่ยังไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบวันมิให้ถือว่าผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์นั้นประกอบธุรกิจ แฟรนไชส์โดยไม่ได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้
      การจดทะเบียนการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ตามวรรคหนึ่ง จะไม่มีผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีอยู่ก่อนการจดทะเบียน
    • อัตราค่าธรรมเนียม

    • (๑) ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ ๕,๐๐๐.๐๐ บาท
      (๒) ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ ครั้งละ ๑,๐๐๐.๐๐ บาท
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail