Facebook


ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำกับดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 4525 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

 

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำกับดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

.. ....

                  

 

หลักการ

 

ให้มีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำกับดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

 

เหตุผล

 

โดยที่ธุรกิจบริการเกี่ยวกับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นธุรกิจบริการที่มีรูปแบบซับซ้อนและหลากหลาย ทั้งยังใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น และมูลค่าโดยรวมทางเศรษฐกิจในการทำธุรกรรมดังกล่าวก็ขยายเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
อีกทั้ง ผู้ให้บริการก็มิได้มีแต่เพียงสถาบันการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ให้บริการที่มิได้มี
กฎหมายฉบับใดกำกับดูแล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินและการพาณิชย์            ความน่าเชื่อถือและยอมรับในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อ              สาธารณชน ประกอบกับเพื่อบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการเกี่ยวกับ
การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นฉบับเดียวกัน อันจะช่วยก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการกำกับดูแล และเป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่งในการส่งเสริมการใช้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจหรือการให้บริการภาครัฐ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ให้มีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำกับดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

    เหตุผล

    โดยที่ธุรกิจบริการเกี่ยวกับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นธุรกิจบริการที่มีรูปแบบซับซ้อนและหลากหลาย ทั้งยังใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น และมูลค่าโดยรวมทางเศรษฐกิจในการทำธุรกรรมดังกล่าวก็ขยายเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
    อีกทั้ง ผู้ให้บริการก็มิได้มีแต่เพียงสถาบันการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ให้บริการที่มิได้มีกฎหมายฉบับใดกำกับดูแล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินและการพาณิชย์ ความน่าเชื่อถือและยอมรับในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อ สาธารณชน ประกอบกับเพื่อบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการเกี่ยวกับ
    การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นฉบับเดียวกัน อันจะช่วยก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการกำกับดูแล และเป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่งในการส่งเสริมการใช้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจหรือการให้บริการภาครัฐ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้


    หมวดที่ 1 การให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
    หมวดที่ 2 หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นแบบในการแจ้งให้ทราบและขึ้นจดทะเบียน
    หมวดที่ 3 หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นแบบในการขออนุญาต
    หมวดที่ 4 หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ
    หมวดที่ 5 การกำกับดูแล
    หมวดที่ 6 การต่ออายุ การพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต


    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • มาตรา 1
    • พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำกับดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....
    • มาตรา 2
    • พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศ
      ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    • มาตรา 3
    • พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับแก่การให้บริการใดๆ ที่ส่งผลให้มีการ ชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
      ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับ แก่สาขาหรือตัวแทนที่อยู่นอกราชอาณาจักรของ ผู้ให้บริการ
    • มาตรา 4
    • ในพระราชกฤษฎีกานี้
      การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หมายความว่า การโอนสิทธิการถือครองเงิน หรือ
      การโอนสิทธิการถอนเงินหรือหักเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้ใช้บริการที่เปิดไว้กับผู้ให้บริการ ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
      เครือข่ายบัตรเครดิต (Credit Card Network) หมายความว่า เครือข่ายการให้บริการรับส่งข้อมูลการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรไปยังผู้ให้บริการ
      ซึ่งออกบัตรเช่นว่านั้น เพื่ออนุมัติการใช้บัตรในการทำรายการแต่ละรายการ หรือรับส่งข้อมูลเรียกเก็บเงินอันเกิดจากการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการหักทอนบัญชีระหว่างกัน

      อีดีซี (Electronic Data Capture: EDC) หมายความว่า อุปกรณ์หรือเครื่องรับข้อมูลจากบัตรเครดิต บัตรเดบิต เงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด ซึ่งได้มีการกำหนด ให้รับส่งข้อมูลการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้ให้บริการซึ่งออกบัตรเพื่ออนุมัติการใช้บัตรดังกล่าว
      เครือข่ายอีดีซี (EDC Network) หมายความว่า เครือข่ายการรับส่งข้อมูลอีดีซี (EDC) ที่มีศูนย์กลาง หรือจุดเชื่อมต่อการรับส่งข้อมูลระหว่างผู้ใช้บริการเครือข่าย
      เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) หมายความว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ให้บริการ
      ออกให้แก่ผู้ใช้บริการซึ่งจะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม โดยผู้ใช้บริการได้ชำระเงินให้แก่ผู้ให้บริการ
      ไว้ล่วงหน้า เพื่อนำไปใช้ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ ค่าใช้จ่าย หรือชำระหนี้อื่นใดแทน การชำระด้วยเงินสด และได้มีการบันทึกมูลค่าหรือจำนวนเงินที่ชำระไว้ล่วงหน้า
      บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หมายความว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามประมวลกฎหมายอาญา
      บริการการชำระเงินแทน (Transaction Switching) หมายความว่า บริการเป็นศูนย์กลางหรือจุดเชื่อมต่อ รับส่งข้อมูลรายการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ผู้ให้บริการตามที่ตกลงกัน
      บริการรับชำระเงินแทน (Payment Service Provider) หมายความว่า บริการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแทนเจ้าหนี้ สำหรับค่าสินค้า ค่าบริการ ค่าใช้จ่าย หรือหนี้อื่นใดของผู้ชำระเงิน ซึ่งเมื่อเป็นตัวแทนรับชำระเงินแล้วมีภาระต้องเก็บรักษามูลค่าหรือจำนวนเงินที่รับชำระ เพื่อส่งมอบให้แก่เจ้าหนี้ตามเวลาที่ได้มีการตกลงกันระหว่างผู้ให้บริการ รับชำระเงินแทนและเจ้าหนี้ ทั้งนี้ ตามวัตถุประสงค์ของผู้ชำระเงินซึ่งจ่ายเงิน
      บริการหักบัญชี (Clearing) หมายความว่า บริการรับส่ง ตรวจสอบ และยืนยันข้อมูลตามคำสั่งการชำระเงินสำหรับนำไปคำนวณหาฐานะสุทธิของเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ เพื่อใช้ข้อมูลดังกล่าวไปทำการชำระดุลระหว่างผู้ได้ดุลกับผู้เสียดุล ทั้งนี้รวมถึงการจัดการเพื่อให้กระบวนการชำระดุลสำเร็จลุล่วงด้วย
      บริการชำระดุล (Settlement) หมายความว่า บริการระบบการชำระเงินที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ที่มีจำนวนตั้งแต่สองรายขึ้นไป ที่ได้แสดงความจำนงในการชำระ หรือรับชำระเงินโดยผู้ให้บริการจะทำการหักบัญชีเงินฝาก หรือรับชำระด้วยวิธีอื่นใดตาม ที่ตกลงกันไว้ แล้วนำไปฝากเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้าหนี้ หรือชำระคืนเจ้าหนี้ด้วยวิธีอื่นใด เพื่อให้หนี้ดังกล่าวระงับไป
      ผู้ให้บริการ หมายความว่า ผู้ให้บริการตามที่กำหนดไว้ในบัญชี ก ข หรือ ค ท้าย พระราชกฤษฎีกานี้
      ธปท. หมายความว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยธนาคาร แห่งประเทศไทย
      คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์


      พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่ง ธปท.แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชกฤษฎีกานี้
    • มาตรา 5
    • ให้ ธปท. ทำหน้าที่กำกับดูแลการให้บริการตามพระราชกฤษฎีกานี้

    • มาตรา 6
    • เว้นแต่จะมีบทบัญญัติตามพระราชกฤษฎีกานี้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยการแจ้งให้ทราบ ขึ้นทะเบียน หรือออกใบอนุญาตตามความในมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.๒๕๔๔ เพิ่มเติม ให้เป็นไปตาม ที่ ธปท. ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ในการออกใบอนุญาตตาม
      พระราชกฤษฎีกานี้ให้ ธปท. ประกาศกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาและสั่งการให้เป็น
      ที่ทราบโดยทั่วไป และในกรณีที่ไม่อนุญาตให้แจ้งเหตุผลให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบด้วย
    • มาตรา 7
    • ให้บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดย ธปท. เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม
      พระราชกฤษฎีกานี้
    • มาตรา 8
    • ผู้ให้บริการตามที่กำหนดไว้ในบัญชี ก ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ต้องแจ้งให้ทราบก่อนให้บริการ
    • มาตรา 9
    • ผู้ให้บริการตามที่กำหนดไว้ในบัญชี ข ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ต้องขึ้นทะเบียนก่อนให้บริการ
    • มาตรา 10
    • ผู้ให้บริการตามที่กำหนดไว้ในบัญชี ค ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ต้องได้รับอนุญาตก่อนให้บริการ
    • มาตรา 11
    • การปรับปรุงหรือแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ จากบัญชี ค เป็นบัญชี ข หรือบัญชี ก หรือจากบัญชี ข เป็นบัญชี ก ให้เป็นไปตามที่ ธปท.ประกาศกำหนด
      ในกรณีมีปัญหาว่า ธุรกิจบริการใดเป็นธุรกิจบริการที่อยู่ในบัญชี ก หรือบัญชี ข หรือบัญชี ค ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ให้คณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
    • มาตรา 12
    • ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด และต้องมีเงินทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่น้อยกว่าที่ ธปท. ประกาศกำหนด
    • มาตรา 13
    • กรรมการ หรือ พนักงานผู้มีอำนาจจัดการของผู้ให้บริการซึ่งมีสิทธิยื่นคำขออนุญาตต้องไม่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
      (๑) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย และยังไม่พ้นระยะเวลาสองปีนับแต่วันที่มี
      คำสั่งยกเลิกการล้มละลายหรือปลดจากล้มละลาย
      (๒) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิด เกี่ยวกับการปลอมและการแปลง ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตหรือความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์
      (๓) เป็นกรรมการหรือพนักงานผู้มีอำนาจจัดการของนิติบุคคลที่เคยถูกเพิกถอน ใบอนุญาตในการให้บริการตามพระราชกฤษฎีกานี้
      (๔) มีลักษณะต้องห้ามอื่นใดตามที่ ธปท. กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
    • มาตรา 14
    • ในการแจ้งให้ทราบหรือขึ้นทะเบียน ให้ผู้ให้บริการยื่นคำขอต่อ ธปท. โดยให้ยื่นตามแบบและนำส่งหลักฐานตามที่ ธปท. กำหนด
    • มาตรา 15
    • ในการแจ้งให้ทราบหรือขอขึ้นทะเบียน ถ้าผู้ให้บริการเป็นบุคคลธรรมดาให้ยื่นคำขอต่อ ธปท. โดยให้ยื่นตามแบบและนำส่งหลักฐาน ดังต่อไปนี้
      (๑) สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้าน
      (๒) สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ในกรณีผู้ให้บริการเป็นคณะบุคคล
      (๓) หนังสือชี้แจงพร้อมแนบหลักฐานแสดงจำนวนเงินทุนที่นำมาใช้ในการประกอบพาณิชย์กิจ
      (๔) หลักฐานอื่นใดที่ ธปท.ประกาศกำหนด
    • มาตรา 16
    • ในการแจ้งให้ทราบ และขอขึ้นทะเบียนถ้าผู้ให้บริการเป็นนิติบุคคลให้ยื่น คำขอต่อ ธปท. โดยให้ยื่นตามแบบและนำส่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล กับหลักฐานอื่นใดที่ ธปท. ประกาศกำหนด
    • มาตรา 17
    • ในการยื่นแบบแจ้งให้ทราบ ผู้ให้บริการต้องแนบแผนฉุกเฉินหรือระบบ ให้บริการสำรองเพื่อให้การให้บริการสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง นโยบายและ มาตรฐานรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ โดยอย่างน้อยต้องมีมาตรฐาน ตามที่ ธปท. ประกาศกำหนด
    • มาตรา 18
    • ในการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนตามพระราชกฤษฎีกานี้ ผู้ให้บริการ
      ต้องยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่ ธปท. ประกาศกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้อง
      มีรายการดังต่อไปนี้
      (๑) นโยบายและแผนการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงิน
      (๒) แผนปฏิบัติการเตรียมการรองรับการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงิน
      (๓) ระบบการบริหารและจัดการความเสี่ยง
      (๔) ระบบการควบคุมภายใน
      (๕) นโยบายและมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ
      (๖) การศึกษาความเป็นไปได้และประเมินความเสี่ยงในการให้บริการ รวมทั้ง
      แผนฉุกเฉินรองรับกรณีเกิดปัญหา
    • มาตรา 19
    • หาก ธปท. ตรวจพบในภายหลังว่าการแจ้งหรือขึ้นทะเบียนไม่ถูกต้อง หรือ
      ไม่ครบถ้วน ให้มีอำนาจสั่งผู้แจ้งหรือผู้ขึ้นทะเบียนแก้ไขให้ถูกต้องหรือครบถ้วนภายในเจ็ดวัน
      นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งดังกล่าว
      ถ้าผู้แจ้งหรือผู้ขึ้นทะเบียนตามวรรคหนึ่งไม่แก้ไขการแจ้งหรือขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง
      หรือครบถ้วน หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ ให้ ธปท. พิจารณาเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ให้คณะกรรมการพิจารณามีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท โดยคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งพฤติกรรมที่กระทำผิด และในกรณีที่เห็นสมควรคณะกรรมการอาจมีคำสั่งให้ผู้นั้นดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องหรือเหมาะสมได้
      ในกรณีผู้แจ้งหรือผู้ขึ้นทะเบียนไม่ดำเนินการแก้ไขตามคำสั่งของคณะกรรมการหรือธปท. หรือกระทำความผิดซ้ำอีก ให้คณะกรรมการมีอำนาจออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้นั้นประกอบธุรกิจตามที่ได้แจ้งหรือขึ้นทะเบียนอีกต่อไป โดยให้ ธปท. ประกาศคำสั่งนั้นให้เป็นที่ทราบทั่วกัน
    • มาตรา 20
    • ให้นำความในหมวด ๒ มาใช้บังคับเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นแบบในการขอรับใบอนุญาตโดยอนุโลม
    • มาตรา 21
    • ในการขอรับใบอนุญาต ให้ผู้ให้บริการยื่นคำขอต่อ ธปท. โดยให้ยื่นตามแบบและนำส่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท กับหลักฐานอื่นใดที่ ธปท. ประกาศกำหนด
    • มาตรา 22
    • นอกจากปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๐ แล้ว
      ผู้ให้บริการจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศ ธปท.
      ประกาศ ธปท. ตามวรรคหนึ่ง ต้องกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับรายการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้
      (๑) การเก็บรักษาและการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ
      (๒) การตรวจสอบและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบการให้บริการที่น่าเชื่อถืออย่างสม่ำเสมอ
      (๓) การกำหนดค่าธรรมเนียมในการให้บริการอย่างชัดเจน
      (๔) การรับคำร้องเมื่อมีการร้องเรียนหรือมีข้อโต้แย้งจากผู้ใช้บริการ และการดำเนินการเพื่อหาข้อยุติ
      (๕) การจัดทำบัญชีและรายงานการปฏิบัติการ
      (ก) การออกหลักฐานการชำระเงิน
      (ข) การเก็บรักษาเงินที่จะต้องส่งมอบ
      (ค) การกำหนดผลสิ้นสุดของการโอนเงิน (Finality) ซึ่งผู้รับเงินสามารถใช้เงินได้ทันทีโดยปราศจากเงื่อนไข
      (ง) การดำเนินการเพื่อรักษาสถานภาพทางการเงินของผู้ให้บริการ หรือ
      (ฉ) การจัดให้มีผู้ตรวจสอบอิสระทางด้านความมั่นคงปลอดภัยตามรายชื่อที่ประกาศ โดยคณะกรรมการ
    • มาตรา 23
    • ผู้ให้บริการต้องส่งงบการเงินและผลการดำเนินการต่อ ธปท. ตามที่ ธปท. ประกาศกำหนด
    • มาตรา 24
    • เพื่อให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (๑) ออกคำสั่งเรียกผู้ให้บริการมาให้ข้อมูล หรือเรียกให้ส่งเอกสารใดๆ เพิ่มเติม
      (๒) ตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริง แล้วรายงานต่อคณะกรรมการ ในกรณีที่ ผู้ให้บริการได้กระทำผิดหรือทำให้เกิดความเสียหายเพราะเหตุไม่ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาหรือตามที่กำหนดเป็นเงื่อนไขการให้บริการ
    • มาตรา 25
    • ใบอนุญาตที่ผู้ให้บริการได้รับมีกำหนดสิบปี และต่ออายุได้ครั้งละสิบปี
      ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันแต่ไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันครบกำหนดอายุใบอนุญาต หากผู้ให้บริการประสงค์จะให้บริการต่อไป ให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาต เมื่อได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตแล้ว ผู้ให้บริการสามารถให้บริการต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งการไม่อนุญาต
      ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการขอใบอนุญาตมาใช้บังคับโดยอนุโลม
    • มาตรา 26
    • เมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน
      พระราชกฤษฎีกาหรือเงื่อนไขในใบอนุญาต ให้ ธปท. มีอำนาจสั่งให้แก้ไขภายในกำหนดเวลา

    • มาตรา 27
    • ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตกระทำการหรือละเว้นกระทำการใดๆ จนเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่าอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระบบการชำระเงินโดยรวมของประเทศ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ ธปท. ให้ ธปท. มีอำนาจออกคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตจนกว่าจะได้ดำเนินการให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ได้รับใบอนุญาตนั้นกระทำการใดดังนี้
      (๑) กระทำการหรือละเว้นการกระทำใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระบบการชำระเงินโดยรวมของประเทศ
      (๒) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกานี้ ประกาศที่คณะกรรมการกำหนดหรือเงื่อนไขในใบอนุญาต
      มาตรา ๒๗/๑ ให้ ธปท. มีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ถูกสั่งพักใช้อนุญาต ตาม มาตรา ๒๗ ที่ไม่ดำเนินการให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด
      มาตรา ๒๗/๒ ผู้ได้รับใบอนุญาตใดประสงค์จะเลิกประกอบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กรณีเป็นกิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตอื่น ให้ผู้นั้นแจ้งเป็นหนังสือและจัดทำรายงานที่เกี่ยวกับการเลิกประกอบธุรกิจดังกล่าวให้ ธปท. ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ธปท. ประกาศกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
      เมื่อได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง ธปท. มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นให้ต้องปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดก่อนเลิกประกอบธุรกิจดังกล่าวก็ได้ และให้ผู้นั้นคืนใบอนุญาตตามที่ ธปท. กำหนด
    • มาตรา 28
    • ในกรณีที่ ธปท. ตรวจพบในภายหลังว่าการออกใบอนุญาตเป็นไปโดยผิดหลงอันเนื่องมาจากข้อมูลไม่ถูกต้อง หรือไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขการอนุญาตให้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาอนุญาต
    • มาตรา 29
    • ผู้ให้บริการที่ได้ให้บริการอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับและ ไม่มีกฎหมายอื่นควบคุมไว้เป็นการเฉพาะ ถ้าประสงค์จะประกอบกิจการนั้นต่อไป ให้มาแจ้ง
      ขึ้นทะเบียน และยื่นคำขอรับอนุญาตภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
    • มาตรา 30
    • ผู้ให้บริการที่ประกอบธุรกิจบริการตามกฎหมายอื่นอยู่ในวันที่
      พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ซึ่งในการประกอบธุรกิจของผู้ให้บริการนั้นมีลักษณะเป็น
      การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้ถือเป็นผู้ให้บริการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ทั้งนี้
      หากผู้ให้บริการรายใดประสงค์จะประกอบธุรกิจบริการดังกล่าวต่อไป ให้ผู้ให้บริการดำเนินการขอรับใบแจ้ง ขอรับใบขึ้นทะเบียน หรือขอรับใบอนุญาตตามพระราชกฤษฎีกานี้ ภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ให้บริการอื่นใดที่ ธปท. ประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการก็ได้
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail