Facebook


กฎหมายที่ควรรู้เกี่ยวกับ SMEs

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 5627 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

การประชุมสามัญ คือ การประชุมประจำปีของบริษัทจำกัด ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยสาระที่จะต้องประชุมคือพิจารณาการดำเนินกิจการของบริษัทในรอบปีที่ผ่านมา แต่งตั้งกรรมการชุดใหม่เข้าแทนกรรมการที่ออกตามวาระ แต่งตั้งผู้สอบบัญชีคนใหม่และอนุมัติงบดุลของบริษัท ส่วนการประชุมวิสามัญนั้น จะมีขึ้นเมื่อใดและจะประชุมเมื่อใดเรื่องใดก็ได้สุดแต่กรรมการจะเห็นสมควร

ถ้าไม่มีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กฎหมายให้นับองค์ประชุมผู้ถือหุ้น ต้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของทุนบริษัท แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีผู้ถือหุ้นเข้าประชุมไม่น้อยกว่า 2 คน มิฉะนั้น จะไม่ถือเป็นการประชุม

ในการประชุมผู้ถือหุ้น ให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ หากคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานที่ประชุมมีอำนาจชี้ขาดอีก 1 เสียง แต่ในกรณีสำคัญบางเรื่อง กฎหมายบังคับให้มติของที่ประชุมต้องเป็นมติพิเศษเท่านั้น เช่นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ การเพิ่มทุนและการลดทุนของบริษัท การควบคุมบริษัทและการเลิกบริษัท

มติพิเศษ หมายความว่าเป็นมติที่ได้จากการประชุมผู้ถือหุ้น 2 ครั้ง ติดต่อกัน โดยการประชุมครั้งแรกต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของเสียงทั้งหมด เมื่อได้มีการประชุมครั้งแรกแล้ว จะต้องมีการประชุมครั้งที่ 2 ห่างจากการประชุมครั้งแรกไม่น้อยกว่า 14 วัน แต่ไม่เกิน 6 สัปดาห์ และในการประชุมครั้งที่ 2 ต้องได้คะแนนเสียงในการประชุมไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของคะแนนเสียงทั้งหมด โดยต้องมีมติยืนตามการประชุมครั้งแรก

การบอกกล่าวนัดประชุมต้องแจ้งผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยการส่งจดหมายทางไปรษณีย์ การนับจำนวน 7 วัน มิให้นับวันแรกที่บอกกล่าวกับวันประชุม เช่น แจ้งนัดวันประชุมวันที่ 1 จะประชุมได้ต้องเป็นวันที่ 9

เครื่องหมายการค้า (trademark)
เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า นั้น ๆ เป็นของเจ้าของเครื่องหมายการค้า หรือผู้ผลิตคนใด (จะต้องจดทะเบียนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์)
เครื่องหมายการค้าต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ
ลักษณะบ่งเฉพาะของเครื่องหมายการค้า หมายถึง ลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบ และเข้าใจได้ว่า สินค้าที่แตกต่างกัน แล้วยังจะบ่งถึงแหล่งกำเนิดของสินค้าและความเป็นเจ้าของอีกด้วย

ลิขสิทธิ์ (copyright)
สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น (จะต้องจดทะเบียนต่อ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์)

สิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์
เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่กระทำการใด ๆ ต่องานอันมีสิทธิ์ของตนดังต่อไปนี้ มีสิทธิ์ในการ กระทำซ้ำ ดัดแปลง จำหน่ายให้เช่า คัดลอก เลียนแบบทำสำเนา การทำให้ปรากฎต่อสาธารณชน หรืออนุญาต ให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ของตน โดยมีหรือไม่มีค่าตอบแทนก็ได้ นอกจากสิทธิ์ที่เจ้าของลิขสิทธิ์จะได้รับ ความคุ้มครอง ในรูปของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวแล้ว กฎหมายยังคุ้มครองสิทธิอื่น ๆ ที่ได้มาด้วยความชอบธรรมด้วย โดยกำหนดว่าผู้สร้างสรรค์มีสิทธิ์ที่จะแสดงตนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ และห้ามผู้อื่นมิให้กระทำการบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง หรือกระทำการให้เกิดการความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้สร้างสรรค์

อายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์

งานทั่วๆ ไป ลิขสิทธิ์จะมีตลอดอายุผู้สร้างสรรค์ และจะมีต่อไปอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย กรณีเป็นนิติบุคคล ลิขสิทธิ์จะมีอายุ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์นั้นขึ้น

งานภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ หรืองานแพร่เสียง แพร่ภาพ ลิขสิทธิ์มีอายุ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น

งานที่สร้างสรรค์โดยการจ้างหรือตามคำสั่ง มีอายุ 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น

งานศิลปะประยุกต์ ลิขสิทธิ์มีอายุ 25 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
กรณีได้มีการโฆษณางานเหล่านั้น ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้ลิขสิทธิ์ มีอยู่ต่อไปอีก 50 ปี นับแต่โฆษณ

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail