Facebook


เทคนิคการตั้งชื่อเครื่องหมายการค้า

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 7062 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์
โดย พัฒเนธ น้อยฉายา
สำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย
 
ปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า เครื่องหมายการค้า (Trademark) หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ ยี่ห้อหรือตราสินค้า เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าของผู้ประกอบการ เครื่องหมายการค้าที่เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคจำนวนมาก ย่อมช่วยในการเพิ่มยอดขายและในการขยายตลาด แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงประการต่อมาก็คือ เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายมากน้อยเพียงใด หากสำรวจการใช้เครื่องหมายการค้าในปัจจุบัน จะพบว่าเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงหลายเครื่องหมาย ยังไม่ได้รับการจดทะเบียน หรืออยู่ในระหว่างจดทะเบียน หรือเคยถูกปฏิเสธรับจดทะเบียนมาแล้ว หมายความว่า เครื่องหมายการค้าเหล่านั้น ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ ผลร้ายที่ตามมาก็คือ เจ้าของเครื่องหมายการค้า จะไม่สามารถหาวิธีการเยียวยาแก้ไขความเสียหายของตนได้ หากมีใช้เครื่องหมายการค้าของตนในการปลอมแปลงสินค้า สาเหตุที่สำคัญของปัญหาดังกล่าวเกิดจาก การนำสินค้าออกวางตลาด โดยไม่ได้นำเครื่องหมายการค้าไปจดทะเบียนเสียก่อน เมื่อสินค้าติดตลาดแล้ว ปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าถูกปฏิเสธรับจดทะเบียน เนื่องจากไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย เช่นเป็นเครื่องหมายการค้าที่เกี่ยวกับคุณสมบัติ หรือลักษณะของสินค้าโดยตรง เป็นต้น

             วิธีการที่ถูกต้องก็คือ ผู้ประกอบการควรนำเครื่องหมายการค้า ไปจดทะเบียนเสียก่อนที่จะนำสินค้าออกวางตลาด การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับเครื่องหมายการค้านั้นว่า มีลักษณะบ่งเฉพาะเพียงพอหรือไม่ เทคนิคในการคิดค้นเครื่องหมายการค้า ให้ได้รับการจดทะเบียนมีดังนี้

 1. พยายามใช้คำหรือข้อความที่คิดค้นขึ้นเอง เช่น นำคำสองคำประสมกันจนเกิดเป็นคำใหม่ที่ไม่มีความหมาย เช่น เครื่องหมายการค้า "Jewelux" ใช้กับสินค้าอัญมณี มาจากการประสมคำว่า Jewel (เพชรพลอย) กับ Luxury (หรูหรา) ถือว่าเป็นคำประดิษฐ์สามารถจดทะเบียนได้หรือประดิษฐ์คำใหม่ทั้งคำ เช่น เครื่องหมายการค้า "Gertos" ใช้กับสินค้ายาฆ่าเชื้อโรค อย่างไรก็ตาม การเขียนเลียนเสียงคำที่แสดงถึงคุณสมบัติ หรือลักษณะของสินค้าบางคำ ไม่ถือว่าเป็นคำเป็นประดิษฐ์ เช่น คำว่า "Klean" เขียนขึ้นโดยเลียนเสียงคำว่า "Clean (สะอาด)" ไม่ถือว่าเป็นคำประดิษฐ์ ซึ่งรวมถึงการเติมเครื่องหมายยติภังค์ (-) ระหว่างกลาง เช่นคำว่า "fresh-up" ถ้าใช้กับสินค้าเครื่องดื่ม ก็ไม่ถือว่าเป็นคำประดิษฐ์

 คำประดิษฐ์เป็นคำที่ได้รับการจดทะเบียนง่ายที่สุด เนื่องจากไม่สื่อให้เห็นถึงคุณสมบัติหรือลักษณะของสินค้า แต่อย่างไรก็ตามมีคำอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่คำประดิษฐ์ แต่เป็นคำที่โน้มน้าวใจของผู้บริโภคให้เลือกซื้อสินค้าได้ กล่าวคือเป็นคำที่ชวนให้ผู้บริโภคเกิดจินตนาการกับสินค้าชนิดนั้นได้ เช่นคำว่า "Disturbance Palace" (วังของสิ่งที่ชอบรบกวน)" ใช้กับสินค้า กับดักแมลงที่ก่อความรำคาญ ซึ่งสามารถรับจดทะเบียนได้ คำที่โน้มน้าวใจมักเป็นคำที่มีผลต่อผู้บริโภคในการจูงใจให้ถ ชื่อสินค้าที่ใช้คำโน้มน้าวใจสื่อความหมายถึงตัวสินค้ามากเกินไป จะถูกพิจารณาว่าเป็นคำที่เกี่ยวกับลักษณะ หรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ซึ่งต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน เช่นคำว่า "Windy (มีลมแรง)" ถ้าใช้กับสินค้าพัดลม เป็นต้น

 2. พยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำสามัญทั่วไปมาเป็นเครื่องหมายการค้า เช่นคำที่เกี่ยวกับสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ประกอบการรายอื่นมีสิทธิที่จะใช้ได้ หรือคำสามัญที่ใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วในการค้าทั่วไป คำดังกล่าวหากนำไปจดทะเบียน อาจไม่ได้รับการจดทะเบียน หรืออาจถูกสละสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้คำดังกล่าว ซึ่งหมายความว่า เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นไม่มีสิทธิห้ามผู้อื่นใช้คำดังกล่าวได้ คำสามัญที่เกี่ยวข้องกับสินค้าบางอย่างจะจดทะเบียนโดยถือสิทธิในคำ ๆ นั้น แต่เพียงผู้เดียวไม่ได้ เช่นคำว่า "Gel (เจล)" เมื่อใช้กับสินค้าเครื่องสำอางจะเป็นคำสามัญ เนื่องจากเครื่องสำอางบางอย่างมีลักษณะเป็นเจล เช่นเครื่องหมายการค้า "Axe Gel" เมื่อใช้กับสินค้าครีมโกนหนวด อาจได้รับการจดทะเบียนได้ แต่ต้องสละสิทธิที่จะไม่ขอถือสิทธิในคำว่า Gel ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการเครื่องสำอางรายอื่นก็ใช้คำว่า Gel ได้เช่น "Does Gel" หรือ "Beam Gel" เป็นต้น คำสามัญบางคำถือว่าเป็นคำสามัญสำหรับสินค้าทุกชนิด เช่นคำว่า "International (ระดับนานาชาติ) Super (เหนือกว่า) Best (ดีที่สุด) และ Brand (ตรา) เป็นต้น

3. พยายามหลีกเลี่ย

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail