Facebook


นโยบายส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 4958 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทบทวนนโยบายส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย
โดย นายสุทิน โชติสิงห์
สำนักงานที่ปรึกษากฏหมาย

 

การประชุมเมื่อวันพุธที่ 31 พฤษภาคม 2543 โดยมีนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย เป็นประธาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศการทบทวนหลักการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันอังคารที่ 1 สิงหาคม 2543 บรรดาข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นไว้จนถึงวันดังกล่าว จะมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านการส่งเสริมการลงทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 โดยที่เป็นส่วนหนึ่งของทางปฏิบัติธุรกิจตามปกติ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำลังดำเนินการทบทวนความมีผลใช้บังคับ และความเหมาะสมของกลุ่มสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าการทบทวนแนวนโยบายจะบรรลุถึงความต้องการของทั้งนักลงทุน และรัฐบาล เพื่อที่จะยอมรับนโยบายความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเพื่อที่จะลดทอนสิทธิประโยชน์ทางภาษีของระบบทางการเงิน คณะกรรมการได้ทบทวนแนวนโยบาย ดังนี้

  1. เพื่อที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ของการลงทุนต่อประเทศสูงสุด ในแนวนโยบายของการกำกับดูแลที่ดี คณะกรรมการได้เคลื่อนไหว เพื่อที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพ ของการให้สิทธิประโยชน์ โดยการแนะนำระบบที่ถือตามเกณฑ์ผลการปฏิบัติงาน ซึ่งกำหนดให้ส่งเสริมนักลงทุนที่ได้ยื่นหลักฐานเป็นไปตามเงื่อนไขของการอนุมัติ เพื่อจะเรียกร้องผลประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ ดังกล่าว

  2. เพื่อที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของการส่งออก โครงการ การลงทุน ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาทของไทยไปได้ทั่วโลก จะต้องได้รับใบรับรองมาตรฐานระหว่างประเทศ เช่น ไอเอสโอ 9000

  3. เพื่อก่อให้เกิดความแน่ใจว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยเป็นไปตามภาระหนี้สินระหว่างประเทศทั้งปวง คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ยกระดับเนื้อหาสาระ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภายในประเทศ และข้อกำหนดว่าด้วยการส่งออกทั้งปวง

  4. เพื่อที่จะสนับสนุนการกระจายโอกาสให้แก่จังหวัดที่ด้อยพัฒนา นโยบายการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จะถูกดำเนินการต่อไป โครงการที่ตั้งอยู่ในจังหวัดดังกล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด

  5. เพื่อที่จะสนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จำนวนของการลงทุนขั้นต่ำจะยังคงอยู่ที่ 1 ล้านบาท รวมทั้งราคาที่ดินและต้นทุนการประกอบการ

  6. เพื่อที่จะส่งเสริมการลงทุนในภาคหลักต่าง ๆ โดยได้นำกิจกรรมที่ให้ความสำคัญ 5 อันดับแรก (เกษตรกรรม และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การปกป้อง และ/หรือฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ความเกี่ยวพันในการพัฒนาเทคโนโลยี และทรัพยากรมนุษย์ทางตรง การขนส่ง โครงสร้าง และบริการพื้นฐาน รวมทั้งอุตสาหกรรมเป้าหมาย) มาระบุให้ทราบไว้แล้ว

การทบทวนแนวนโยบายที่ยังคงอยู่ รวมถึง
  • โครงการในภาคการผลิต ความเป็นเจ้าของโดยชาวต่างชาติทั้งหมด หรือส่วนใหญ่ได้รับอนุญาตในเขตใด ๆ
  • การดำรงอัตราส่วนหนี้สิน : ทุน ที่ได้รับอนุญาตสูงสุดจะลดลงจาก 4 : 1 เป็น 3 : 1
  • สำหรับโครงการที่มีมูลค่าน้อยกว่า 500 ล้านบาท มูลค่าส่วนเพิ่มต้องมีอย่างน้อยที่สุด ร้อยละ 30 ของรายได้จากการขาย ยกเว้นสำหรับโครงการอุตสาหกรรมไฟฟ้า และเกษตรกรรม
  • สำหรับโครงการที่มีมูลค่ามากกว่า 500 ล้านบาท ในเวลาที่มีการยื่นคำขอต้องยื่นรายงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการด้วย
  • อย่างไรก็ตามคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จะดำเนินการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งโครงการในเขต 2 และ 3 เพื่อที่จะก่อให้เกิดสิทธิสำหรับสิทธิประโยชน์ใหม่ โครงการซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งต้องย้ายเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม
  • เนื่องจากต้องการเพิ่มระดับของการพัฒนา จังหวัดภูเก็ต และระยองถูกย้ายเข้าสู่เขต ส่งเสริมการลงทุน 2 ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 3 ปี สำหรับโครงการที่ได้รับการ ส่งเสริม เว้นแต่โครงการที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งกรณีหลังนี้ได้รับยกเว้น ภาษีเงินได้ 5 ปี
  • โครงการที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเขต 2 ซึ่งได้รับอนุมัติโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนก่อนวันประกาศใช้แนวนโยบายนี้ และจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 7 ปี แต่ต้องเป็นโครงการที่ได้ยื่นขออนุญาตก่อนวันที่ 30 ธันวาคม 2547 หลังจากวันที่ได้รับ ยกเว้นภาษีเงินได้ดังกล่าวตามแนวทางประกาศนโยบายใหม่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เพียง 5 ปี
  • 58 จังหวัด ซึ่งติดอยู่ในเขต 3 จะถูกแบ่งออกเป็น 2 พื้นที่ ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของระดับการพัฒนาของแต่
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail