Facebook


ร่าง พระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม (องค์การมหาชน) พ.ศ. .... (เปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2563)

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 418 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ร่าง พระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม (องค์การมหาชน) พ.ศ. ....

ไอเท็มน่าสนใจ
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    ให้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม (องค์การมหาชน)



    โดยที่ในปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาไร้ที่ดินหรือมีที่ดินไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญเนื่องมาจากการไม่สามารถรักษาที่ดินไว้ได้ ส่งผลให้ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่มนายทุน เกิดปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินรวมถึงปัญหาการเก็งกำไรในที่ดิน เป็นเหตุให้ที่ดินถูกทิ้งร้าง ไม่เกิดการทำประโยชน์หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ หรือมีการนำที่ดินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้น จึงสมควรจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมในรูปแบบขององค์การมหาชน เพื่อแก้ไขปัญหาและดำเนินการเกี่ยวกับการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน และสนับสนุนให้เกษตรกรมีที่ดินทำกิน มีการบริหารจัดการที่ดินที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้



    • โดยที่ในปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาไร้ที่ดินหรือมีที่ดินไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญเนื่องมาจากการไม่สามารถรักษาที่ดินไว้ได้ ส่งผลให้ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่มนายทุน เกิดปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินรวมถึงปัญหาการเก็งกำไรในที่ดิน เป็นเหตุให้ที่ดินถูกทิ้งร้าง ไม่เกิดการทำประโยชน์หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ หรือมีการนำที่ดินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้น จึงสมควรจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมในรูปแบบขององค์การมหาชน เพื่อแก้ไขปัญหาและดำเนินการเกี่ยวกับการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน และสนับสนุนให้เกษตรกรมีที่ดินทำกิน มีการบริหารจัดการที่ดินที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

  •  


     


     


     


    ร่าง


    พระราชกฤษฎีกา


    จัดตั้งสถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม (องค์การมหาชน)


    พ.ศ. ....


     


    __________________________________________________________________________________________________________________________________________________________


     


    โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมขึ้นเป็นองค์การมหาชนตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน


    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ดังต่อไปนี้


                                                    มาตรา พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม พ.ศ. ….”


                                                    มาตรา พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 


                                                    มาตรา ให้ยกเลิก


                                                                 (1) พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 


                                                                 (2) พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559


                                                                 (3) พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562


                                                    มาตรา 4 ในพระราชกฤษฎีกานี้


                                                    เกษตรกรรม” หมายความว่า การทำนา การทำไร่ การทำสวน การเลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงไหมและสาวไหม การทำนาเกลือ การปลูกกล้วยไม้หรือไม้ดอก การปลูกไม้สน การปลูกสวนป่า การเลี้ยงผึ้ง การเลี้ยงครั่ง การเพาะเห็ด หรืออาชีพการเกษตรอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด


                                                    เกษตรกร” หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก หรือผู้ยากจนที่ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ซึ่งไม่มีที่ดินทำกินหรือมีแต่ไม่เพียงพอ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด


                                                    องค์กรชุมชน” หมายความว่า เกษตรกรซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มโดยมีกฎหมายรับรองให้เป็นนิติบุคคลและมีวัตถุประสงค์ดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพของเกษตรกร หรือเกษตรกรซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานของรัฐ หรือเกษตรกรซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มและมีระบบการจัดการสมาชิกเพื่อดำเนินการร่วมกันมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด


                                                    ที่ดิน” หมายความว่า ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นใดที่ใช้ทำเกษตรกรรมหรือประกอบกิจการที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรรม หรือมีสภาพเหมาะสมแก่การทำเกษตรกรรม และให้หมายความรวมถึงที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่บนที่ดินที่ใช้ทำเกษตรกรรม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด


                                                    สถาบัน” หมายความว่า สถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม (องค์การมหาชน)


                                                    คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม (องค์การมหาชน)


                                                    ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม (องค์การมหาชน)


                                                    รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้


                                                    มาตรา ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชกฤษฎีกานี้


                                                    กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้


     


    หมวด 1


    การจัดตั้ง วัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่


    _______________________


     


                                                    มาตรา ให้จัดตั้งองค์การมหาชนขึ้น เรียกว่า “สถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม (องค์การมหาชน)” เรียกโดยย่อว่า “สกธ.” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Equitable Land Distribution and Administration Institute” เรียกโดยย่อว่า “ELDAI” 


                                                    มาตรา ให้สถาบันมีที่ตั้งของสำนักงานแห่งใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานคร หรือในจังหวัดอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา และอาจตั้งสำนักงานสาขาหรือตัวแทนได้


    การตั้งสำนักงานตัวแทนตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงการให้บริการอย่างทั่วถึง โดยคณะกรรมการอาจมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐแห่งใดแห่งหนึ่งซึ่งมีสถานที่ทำการในต่างจังหวัดทำหน้าที่ตัวแทนของสถาบันโดยมีค่าตอบแทนก็ได้


                                                    มาตรา ให้สถาบันมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้


                                                                   (1) ดำเนินการเพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน และมีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม


                                                                   (2) สนับสนุนให้เกษตรกรและองค์กรชุมชนได้มีที่ดินทำกิน


                                                                   (3) ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและองค์กรชุมชนมีการบริหารจัดการที่ดินร่วมกัน


                                                                   (4) บริหารจัดการและพัฒนาปรับปรุงที่ดินเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมและยั่งยืน 


                                                    มาตรา ๙  ให้สถาบันมีอำนาจกระทำการภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๘ อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง


                                                                            (1) ดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อจัดสรรให้แก่เกษตรกร หรือองค์กรชุมชน ได้ใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน


                                                                            (2) ส่งเสริม สนับสนุน ประสานงาน และร่วมมือกับองค์กรชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชน กองทุนหมู่บ้าน สถาบันการเงินประชาชน และสหกรณ์ในการบริหารจัดการที่ดิน


                                                                            (3) ก่อตั้งสิทธิ หรือทำนิติกรรมทุกประเภทกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน


                                                                            (4) ถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครอง หรือเป็นผู้ทรงทรัพยสิทธิต่าง ๆ ในสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์


                                                                            (5) โอนหรือรับโอนอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิต่าง ๆ


                                                                            (๖) ซื้อ จัดหา จำหน่าย ยืม ให้ยืม เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยนหรือดำเนินการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิต่าง ๆ


                                                                            (๗) ไถ่ถอนจำนองหรือไถ่ถอนขายฝากที่ดิน


                                                                            (8) ให้สินเชื่อตามมาตรา 42


                                                                            (9) บริหารจัดการหรือพัฒนาที่ดินที่ผู้มีกรรมสิทธิ์มอบหมายให้ดำเนินการ หรือที่ดินที่สถาบันได้มาด้วยวิธีการอย่างใด ๆ เพื่อนำไปดำเนินการจัดสรรให้แก่เกษตรกร


                                                                            (10) ลงทุนหรือร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่นหรือหน่วยงานของรัฐในกิจการที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน 


                                                                            (11) กู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน 


                                                                            (12) ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการกู้ยืมหรือการลงทุน


                                                                            (13) ซื้อหลักทรัพย์ของรัฐบาล เช่น พันธบัตรหรือตั๋วเงินคลัง ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ


                                                                            (14) ทำความตกลงและร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน


                                                                            (15) ประสานงาน ให้คำปรึกษาและคำแนะนำการวางแผนพัฒนาและการใช้ประโยชน์ในที่ดินแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน


                                                                            (16) รวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดินต่อคณะกรรมการ


                                                                            (17) เรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน หรือค่าบริการในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด


                                                                            (18) เป็นตัวแทนหรือนายหน้า หรือมอบหมาย หรือว่าจ้างให้บุคคลอื่นประกอบกิจการต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน


                                                                            (19) ดำเนินการอื่นใดบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี


                                                                                                    การเข้าร่วมทุนตาม (10) และการกู้ยืมตาม (11) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด


     


    หมวด 2


    ทุน รายได้ และทรัพย์สิน


    _______________________


     


                                                    มาตรา 10  ทุนและทรัพย์สินในการดำเนินงานของสถาบันประกอบด้วย


                                                                                    (1) เงินประเดิมจากรัฐบาล 6,000 ล้านบาท


                                                                                     (2) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล


                                                                                    (3) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่น รวมทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้


                                                                                    (4) ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าบริการ รายได้ หรือค่าตอบแทนจากการดำเนินกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน


                                                                                    (5) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสถาบัน


                                                                                    (6) เงินและทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาตามมาตรา 49


                                                                                    การรับเงินหรือทรัพย์สินตาม (3) จะต้องไม่กระทำในลักษณะที่ทำให้สถาบันขาดความเป็นอิสระหรือความเป็นกลาง


                                                    มาตรา 11  บรรดารายได้ของสถาบันไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน


                                    ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือสมควร สถาบันโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจนำรายได้ของสถาบันในจำนวนที่เห็นสมควรส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน


                                                    มาตรา 12  การใช้จ่ายเงินของสถาบัน ให้ใช้จ่ายไปเพื่อกิจการของสถาบันโดยเฉพาะ


                                    การเก็บรักษาและเบิกจ่ายเงินของสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด


     


    หมวด 3


    การบริหารงานของสถาบัน


    _______________________


    ส่วนที่ 1


    คณะกรรมการและผู้อำนวยการ


    _______________________


     


                                                    มาตรา 13  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการสถาบันการบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม” ประกอบด้วย


                                                    (1) ประธานกรรมการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงทางด้านการจัดการที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ด้านการบริหาร หรือวิทยาการอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการของสถาบัน


                                                    (2) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนสี่คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หนึ่งคน ปลัดกระทรวงมหาดไทยหนึ่งคน ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หนึ่งคน และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีหนึ่งคน


                                                    (3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนห้าคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านการเงินการธนาคาร ด้านการพัฒนาสังคม ด้านองค์กรชุมชนหรือวิทยาการอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบันอย่างน้อยด้านละ 1 คน


                                                    ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง และให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสถาบันเป็นผู้ช่วยเลขานุการได้ตามความจำเป็น


                                                    ประธานกรรมการและกรรมการตาม (3) ต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เว้นแต่เป็นผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ


                                    หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการตาม (3) รวมทั้งการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการดังกล่าวเพื่อดำรงตำแหน่งแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระตามมาตรา 18 ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยการเสนอแนะของคณะกรรมการ ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์กลางที่คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนกำหนด


                                    มาตรา 14  ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้


                                                    (1) มีสัญชาติไทย


                                                    (2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ และไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์


                                                    (3) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ


                                                    (4) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ


                                                    (5) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง


                                                    (6) ไม่เป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง หรือที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีสัญญาจ้างกับสถาบัน


                                                    (7) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับสถาบัน หรือในกิจการที่เป็นการแข่งขันกับกิจการของสถาบันหรือขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของสถาบันไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้แทนของสถาบัน ในการเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่นตามมาตรา 9 (10)


                                                    มาตรา 15  ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี


                                                    เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติงานต่อไปจนกว่าประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่


                                    ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้


                                                    มาตรา 16  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ


                                                                   (1) ตาย


                                                                   (2) ลาออก


                                                                   (3) คณะรัฐมนตรีให้ออก เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ


                                                                    (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 14


                                                    มาตรา 17  ในกรณีที่ประธานกรรมการ หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้ทำการสรรหาและเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทน และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของประธานกรรมการ หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว เว้นแต่วาระเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งประธานกรรมการ หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้ 


    ในกรณีที่ประธานกรรมการ หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งประธานกรรมการ หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง และในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้กรรมการที่เหลือเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานกรรมการเป็นการชั่วคราว


                                                    มาตรา 18  คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการและการดำเนินการของสถาบันเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ อำนาจหน้าที่เช่นว่านั้นให้รวมถึง


                                                                   (1) กำหนดนโยบายการบริหารงาน และให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานของสถาบัน


                                                                   (2) อนุมัติแผนการลงทุน แผนการเงิน และงบประมาณประจำปีของสถาบัน 


                                                                   (3) ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการและผู้ปฏิบัติงานของสถาบันตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด


                                                                   (4) ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับสถาบันในเรื่องดังต่อไปนี้


                                                                             (ก) การจัดแบ่งส่วนงานของสถาบัน และขอบเขตหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว


                                                                              (ข) การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสถาบัน


                                                                              (ค) การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การถอดถอน วินัยและการลงโทษทางวินัย การออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์และการอุทธรณ์การลงโทษของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง รวมทั้งวิธีการและเงื่อนไขในการจ้างลูกจ้างของสถาบัน


                                                                              (ง) การบริหารและจัดการการเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินของสถาบัน รวมทั้งการบัญชีและการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญ


                                                                              (จ) การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสถาบัน


                                                                              (ฉ) การแต่งตั้งและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบ


                                                                              (ช) การกำหนดขอบเขตเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบและผู้ตรวจสอบภายใน


                                                                              (ซ) การกำหนดเครื่องแบบผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ของสถาบัน และลูกจ้างของสถาบัน และเครื่องหมายของสถาบัน


                                                                              (ฌ) การสรรหา การแต่งตั้ง และการถอดถอนผู้อำนวยการ การปฏิบัติงานของผู้อำนวยการ และการมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทน


                                                                    (5) ให้ความเห็นชอบรายงานประจำปีและเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกานี้


                                                                    (6) กระทำการอื่นใดที่พระราชกฤษฎีกานี้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ และการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสถาบัน


    ระเบียบเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญตาม (4) (ง) ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด


                                                    มาตรา 19  การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดหรือกรรมการที่เหลืออยู่ตามมาตรา 17 จึงจะเป็นองค์ประชุม


                                                    ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม


                                                    ในการปฏิบัติหน้าที่ ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องที่คณะกรรมการพิจารณา ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้นั้นแจ้งให้ที่ประชุมทราบ และให้ที่ประชุม พิจารณาว่าประธานกรรมการหรือกรรมการผู้นั้นสมควรจะอยู่ในที่ประชุมหรือจะมีมติในการประชุมเรื่องนั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด


                                                    การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด 


                                                    มาตรา 20  คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของสถาบัน ให้เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ และมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ


    ตามมาตรา 18 (๔) (ฉ) และคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้


                                                    ที่ปรึกษาคณะกรรมการ คณะกรรมการตรวจสอบ และคณะอนุกรรมการ จะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับสถาบัน หรือในกิจการที่เป็นการแข่งขันกับกิจการของสถาบันหรือขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของสถาบัน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้แทนของสถาบันในการเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่นตามมาตรา 9 (10)


                                                    การประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและคณะอนุกรรมการ ให้นำมาตรา 19 มาใช้บังคับโดยอนุโลม


                                                    มาตรา 21  ให้ประธานกรรมการ กรรมการ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ ประธานกรรมการตรวจสอบกรรมการตรวจสอบ ประธานอนุกรรมการ และอนุกรรมการ ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด


                                                    มาตรา 22  ให้สถาบันมีผู้อำนวยการคนหนึ่ง


                                                    คณะกรรมการเป็นผู้มีอำนาจสรรหา แต่งตั้ง และถอดถอนผู้อำนวยการ


                                                    ในกรณีที่ไม่มีผู้อำนวยการหรือผู้อำนวยการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองผู้อำนวยการที่มีอาวุโสตามลำดับปฏิบัติหน้าที่แทน ถ้าไม่มีรองผู้อำนวยการ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งกรรมการคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนในการแต่งตั้งผู้อำนวยการต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุต้องแต่งตั้งผู้อำนวยการ และหากมีเหตุผลจำเป็นให้คณะกรรมการขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินหกสิบวัน หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการรายงานผลให้คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนเพื่อรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา 


                                                    มาตรา 23  ผู้อำนวยการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้


                                                                   (1) มีสัญชาติไทย


                                                                   (2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ และไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์


                                                                   (3) สามารถทำงานให้แก่สถาบันได้เต็มเวลา


                                                                   (4) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมกับกิจการของสถา

    • หลักการและเหตุผล
    • หลักการ


      ให้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม (องค์การมหาชน)


      เหตุผล


                 โดยที่ในปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาไร้ที่ดินหรือมีที่ดินไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญเนื่องมาจากการไม่สามารถรักษาที่ดินไว้ได้ ส่งผลให้ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่มนายทุน เกิดปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินรวมถึงปัญหาการเก็งกำไรในที่ดิน เป็นเหตุให้ที่ดินถูกทิ้งร้าง ไม่เกิดการทำประโยชน์หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ หรือมีการนำที่ดินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้น จึงสมควรจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมในรูปแบบขององค์การมหาชน เพื่อแก้ไขปัญหาและดำเนินการเกี่ยวกับการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน และสนับสนุนให้เกษตรกรมีที่ดินทำกิน มีการบริหารจัดการที่ดินที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

    • ชื่อสถาบัน
    • สถาบันบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม (องค์การมหาชน)

    • วัตถุประสงค์
    •  


      ให้สถาบันมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้


      (1) ดำเนินการเพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน และมีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม


      (2) สนับสนุนให้เกษตรกรและองค์กรชุมชนได้มีที่ดินทำกิน


      (3) ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและองค์กรชุมชนมีการบริหารจัดการที่ดินร่วมกัน


      (4) บริหารจัดการและพัฒนาปรับปรุงที่ดินเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมและยั่งยืน


       

    • อำนาจหน้าที่
    • ให้สถาบันมีอำนาจกระทำการภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง


      (1) ดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อจัดสรรให้แก่เกษตรกร หรือองค์กรชุมชน ได้ใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน


      (2) ส่งเสริม สนับสนุน ประสานงาน และร่วมมือกับองค์กรชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชน กองทุนหมู่บ้าน สถาบันการเงินประชาชน และสหกรณ์ในการบริหารจัดการที่ดิน


      (3) ก่อตั้งสิทธิ หรือทำนิติกรรมทุกประเภทกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน


      (4) ถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครอง หรือเป็นผู้ทรงทรัพยสิทธิต่าง ๆ ในสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์


      (๕) โอนหรือรับโอนอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิต่าง ๆ


      (6) ซื้อ จัดหา จำหน่าย ยืม ให้ยืม เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยนหรือดำเนินการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิต่าง ๆ


      (7) ไถ่ถอนจำนองหรือไถ่ถอนขายฝากที่ดิน


      (8) ให้สินเชื่อตามมาตรา 42


      (9) บริหารจัดการหรือพัฒนาที่ดินที่ผู้มีกรรมสิทธิ์มอบหมายให้ดำเนินการ หรือที่ดินที่สถาบันได้มาด้วยวิธีการอย่างใด ๆ เพื่อนำไปดำเนินการจัดสรรให้แก่เกษตรกร


      (10) ลงทุนหรือร่วมทุนกับนิติบุคคลอื่นหรือหน่วยงานของรัฐในกิจการที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน 


      (11) กู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน 


      (12) ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการกู้ยืมหรือการลงทุน


      (13) ซื้อหลักทรัพย์ของรัฐบาล เช่น พันธบัตรหรือตั๋วเงินคลัง ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ


      (14) ทำความตกลงและร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน


      (15) ประสานงาน ให้คำปรึกษาและคำแนะนำการวางแผนพัฒนาและการใช้ประโยชน์ในที่ดินแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน


      (16) รวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดินต่อคณะกรรมการ


      (17) เรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน หรือค่าบริการในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด


      (18) เป็นตัวแทนหรือนายหน้า หรือมอบหมาย หรือว่าจ้างให้บุคคลอื่นประกอบกิจการต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน


      (19) ดำเนินการอื่นใดบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี


      การเข้าร่วมทุนตาม (10) และการกู้ยืมตาม (11) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด


       

    • ทุนและรายได้
    • ทุนและทรัพย์สินในการดำเนินงานของสถาบันประกอบด้วย


      (1) เงินประเดิมจากรัฐบาล 6,000 ล้านบาท


      (2) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล


      (3) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่น รวมทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้


      (4) ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าบริการ รายได้ หรือค่าตอบแทนจากการดำเนินกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน


      (5) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสถาบัน


      (6) เงินและทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาตามมาตรา 49


      การรับเงินหรือทรัพย์สินตาม (3) จะต้องไม่กระทำในลักษณะที่ทำให้สถาบันขาดความเป็นอิสระหรือความเป็นกลาง


       


      มาตรา 11 บรรดารายได้ของสถาบันไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน


      ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือสมควร สถาบันโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจนำรายได้ของสถาบันในจำนวนที่เห็นสมควรส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน


       


      มาตรา 12 การใช้จ่ายเงินของสถาบัน ให้ใช้จ่ายไปเพื่อกิจการของสถาบันโดยเฉพาะ


      การเก็บรักษาและเบิกจ่ายเงินของสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด


       

    • องค์ประกอบคณะกรรมการ
    • มาตรา 13 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการสถาบันการบริหารจัดการเพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม” ประกอบด้วย


      (1) ประธานกรรมการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงทางด้านการจัดการที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ด้านการบริหาร หรือวิทยาการอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการของสถาบัน


      (2) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนสี่คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หนึ่งคน ปลัดกระทรวงมหาดไทยหนึ่งคน ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หนึ่งคน และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีหนึ่งคน


      (3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนห้าคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านการเงินการธนาคาร ด้านการพัฒนาสังคม ด้านองค์กรชุมชนหรือวิทยาการอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบันอย่างน้อยด้านละ 1 คน


      ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง และให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสถาบันเป็นผู้ช่วยเลขานุการได้ตามความจำเป็น


      ประธานกรรมการและกรรมการตาม (3) ต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เว้นแต่เป็นผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ


              หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการตาม (3) รวมทั้งการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการดังกล่าวเพื่อดำรงตำแหน่งแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระตามมาตรา 18


      ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยการเสนอแนะของคณะกรรมการ ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์กลางที่คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนกำหนด


       

    • การรายงานและกำกับดูแล
    • การรายงาน


      มาตรา 44  ให้สถาบันจัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชีทุกปี


      ในทุกรอบปี ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลภายนอกตามที่คณะกรรมการแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสถาบัน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตาม วัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด แล้วทำบันทึกรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อ คณะกรรมการ


      เพื่อการนี้ ให้ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง ๆของสถาบัน สอบถามผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ผู้ตรวจสอบภายใน เจ้าหน้าที่ และลูกจ้าง หรือบุคคลอื่น และเรียกให้ส่งสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของสถาบันเป็นการ เพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น


      มาตรา 45  ให้สถาบันทำรายงานประจำปีเสนอรัฐมนตรีทุกสิ้นปีงบประมาณ รายงานนี้ ให้กล่าวถึงผลงานของสถาบันในปีที่ล่วงมาแล้ว บัญชีทำการ พร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้ง คำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของคณะกรรมการ โครงการ และแผนงานที่จะจัดทำในภายหน้า


      มาตรา 46  ให้สถาบันจัดทำรายงานผลการดำเนินงานเสนอคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติทุกสองปีงบประมาณ โดยให้กล่าวถึงผลการจัดสรรและการพัฒนาที่ดิน รวมถึงการช่วยเหลือเกษตรกรในการสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน พร้อมทั้งนโยบายและแผนงานที่จะจัดทำต่อไป


      มาตรา 47  เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานของสถาบัน และเพื่อให้สถาบันมีความเป็นอิสระในการดำเนินกิจการตามความเหมาะสมภายใต้การกำกับดูแลโดยมีเป้าหมายที่แน่ชัด ให้สถาบันอยู่ภายใต้ระบบการประเมินผลขององค์การมหาชนตามที่คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนกำหนด


       


      การกำกับดูแล


      มาตรา 48  ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน นโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี และยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน เพื่อการนี้ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้สถาบันชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน หรือยับยั้งการกระทำของสถาบันที่ขัดต่อกฎหมาย วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน นโยบายของรัฐบาล มติของคณะรัฐมนตรีหรือยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการได้


       


       

    • การโอนอำนาจหน้าที่
    • มาตรา 49  เมื่อพระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่ออนุมัติให้มีการโอนบรรดาอำนาจ หน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ไปเป็นของสถาบันตามพระราชกฤษฎีกานี้


      มาตรา 50  ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตามพระราชกฤษฎีกานี้ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ


      มาตรา 51  ในวาระเริ่มแรก ให้ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อนจนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่น


      มาตรา 52  ให้เจ้าหน้าที่ของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ที่ประสงค์จะโอนไปเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันแสดงความจำนงต่อผู้อำนวยการในวาระเริ่มแรกตามมาตรา 54 ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ใช้บังคับ โดยต้องผ่านการประเมินตามที่คณะกรรมการในวาระเริ่มแรกตามมาตรา 50 กำหนด ในกรณีผู้ที่ไม่แสดงความจำนงภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือแสดงความจำนงว่าไม่ประสงค์จะโอนไปเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันให้คณะกรรมการในวาระเริ่มแรกจ่ายค่าตอบแทนการเลิกจ้างให้เหมาะสม ทั้งนี้ ต้องไม่น้อยกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนดหรือตามระเบียบข้อบังคับของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่สิ้นสุดระยะเวลาที่แสดงความประสงค์


      ในระหว่างการประเมินการโอนไปเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันตามความในวรรคหนึ่ง ให้ผู้ปฏิบัติงานของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบัน โดยให้ได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน สวัสดิการ และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเท่าที่ได้รับอยู่เดิมไปพลางก่อนแต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ


      การเปลี่ยนไปเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันตามพระราชกฤษฎีกานี้ไม่ถือว่าเป็นการออกจากงานเพราะสังกัดเดิมเลิกจ้าง และไม่ให้ถือว่าระยะเวลาทำงานในขณะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เป็นเวลาที่ทำงานให้แก่สถาบัน แต่เจ้าหน้าที่ต้องได้รับการชดเชยไม่น้อยกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนดหรือตามระเบียบข้อบังคับของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่เปลี่ยนไปเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบัน โดยต้องเริ่มนับอายุการทำงานใหม่และรับอัตราเงินเดือนตามโครงสร้างที่สถาบันกำหนด


      กรณีมีผู้ไม่ผ่านการประเมินเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบัน ให้คณะกรรมการสถาบันในวาระเริ่มแรก จ่ายค่าตอบแทนการเลิกจ้างและค่าตอบแทนการเลิกจ้างในกรณีพิเศษให้เหมาะสม ทั้งนี้ ต้องไม่น้อยกว่าที่กฎหมายแรงงานหรือระเบียบว่าด้วยค่าตอบแทนการเลิกจ้างของผู้ปฏิบัติงานสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) กำหนด


      หลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยตามความในวรรคหนึ่ง วรรคสาม และวรรคสี่ ให้ติดประกาศไว้ที่สถาบันก่อนการดำเนินการ


      มาตรา 53  ในระหว่างที่ยังไม่มีระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดของสถาบันตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้นำระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงาน ตามขอบวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ที่จะเป็นของสถาบันตามพระราชกฤษฎีกานี้ มาใช้บังคับโดยอนุโลม


       

    • ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail