Facebook


ร่างพระราชบัญญัติการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเล พ.ศ. .... (เปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒)

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 679 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

- ร่าง -

พระราชบัญญัติ

การป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล

พ.ศ. ....

.........................................................................................................................................................................................................................

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเล 

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล 

ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๓, ๔๐ และ ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยบัญญัติแห่งกฎหมาย

เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ 

เพื่อให้การกำกับควบคุมการทิ้งเทของเสียและวัสดุอื่นลงในทะเลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลยิ่งขึ้น อันจะก่อให้เกิดการคุ้มครองสภาพแวดล้อมทางทะเล การรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว

มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเล พ.ศ. ….”

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามร้อยหกสิบวันนับแต่วันประกาศ

ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัตินี้

“การทิ้งเท” หมายความว่า 

(๑) การจงใจกำจัดทิ้งของเสียหรือวัสดุอื่นๆลงในทะเลจากเรือ อากาศยาน แท่นขุดเจาะ หรือโครงสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล 

(๒) การจงใจกำจัดทิ้งในทะเลซึ่งเรือ อากาศยาน แท่นขุดเจาะ หรือโครงสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล

(๓) การเก็บของเสียหรือวัสดุอื่นใต้ทะเลและดินใต้ผิวดินในทะเล จากเรือ อากาศยาน แท่นขุดเจาะ หรือโครงสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล และ

(๔) การจงใจละทิ้งแท่นขุดเจาะหรือโครงสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล หรือซากของแท่นขุดเจาะหรือโครงสร้างดังกล่าวในทะเล 

การทิ้งเทตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่รวมถึงการทิ้งเทที่เกี่ยวข้องหรือเกิดจากการปฏิบัติการตามปกติของเรือ อากาศยาน แท่นขุดเจาะ หรือโครงสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล การกำจัดทิ้งหรือการเก็บของเสียหรือวัสดุอื่นที่เกิดจากการสำรวจการใช้ประโยชน์หรือกระบวนการผลิตทรัพยากรแร่ใต้ทะเลซึ่งมีบทบัญญัติของกฎหมายอื่นควบคุมกำกับอยู่แล้ว และการวางวัสดุใดๆ ในทะเลเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นที่มิใช่การกำจัดทิ้ง

“ของเสียหรือวัสดุอื่น” หมายความว่า สารหรือวัตถุทุกชนิดและทุกรูปแบบ

“มลพิษ” หมายความว่า การนำของเสียหรือวัสดุอื่นมาสู่ทะเลด้วยกิจกรรมของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งทำให้เกิดหรืออาจเกิดผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อทรัพยากรที่มีชีวิตและระบบนิเวศทางทะเล อันตรายต่อสุขภาพคน หรือเป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมทางทะเลหรือการประมงและการใช้ทะเลด้านอื่นอย่างชอบธรรม การลดคุณภาพในการใช้น้ำทะเล   

“การเผาในทะเล” หมายความว่า การจงใจกำจัดของเสียหรือวัสดุอื่นบนเรือ แท่นขุดเจาะ หรือโครงสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล โดยการเผาไหม้ด้วยความร้อน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการเผาที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติการปกติของเรือ อากาศยาน แท่นขุดเจาะ หรือโครงสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเลนั้น

“เรือ” หมายความว่า พาหนะทางน้ำทุกประเภท ไม่ว่าจะขับเคลื่อนเองหรือไม่ก็ตาม

“อากาศยาน” หมายความว่า พาหนะทางอากาศทุกประเภท ไม่ว่าจะขับเคลื่อนเองหรือไม่ก็ตาม

“ทะเล” หมายความว่า เขตน้ำทะเลรวมถึงพื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดินท้องทะเล 

“ภาคีแห่งพิธีสาร” หมายความว่า ภาคีพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลพิษทางทะเลอันเนื่องมาจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น ค.ศ.๑๙๗๒ หรือ ภาคีแห่งอนุสัญญาและพิธีสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันมลพิษทางทะเลอันเนื่องมาจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นภาคี

“ศาล” หมายความว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น

“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมเจ้าท่า

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงหรือประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

มาตรา ๕ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับกับ

(๑) ราชอาณาจักรไทย ซึ่งรวมถึงทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และเขตไหล่ทวีปของราชอาณาจักรไทย ยกเว้นน่านน้ำภายใน 

ทั้งนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา และ

(๒) เรือไทย ตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทย และอากาศยานไทย ตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศไทย

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ “น่านน้ำภายใน” หมายความว่า น่านน้ำทางด้านแผ่นดินของเส้นฐานแห่งทะเลอาณาเขต

มาตรา ๖  พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับกับเรือและอากาศยานที่ได้รับความคุ้มกัน

ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 

หมวด ๑

คณะกรรมการ

 

มาตรา ๗  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น” ประกอบด้วย 

(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธานกรรมการ 

(๒) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นรองประธานกรรมการ 

(๓) กรรมการโดยตำแหน่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักการบินพลเรือน ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้แทนศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล 

(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินหกคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านทรัพยากรธรณี ด้านสมุทรศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ด้านการท่องเที่ยว ด้านการประมง หรือวิทยาศาสตร์ ให้อธิบดีเป็นกรรมการและเลขานุการ

มาตรา ๘  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) เป็นผู้มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจ และความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในด้านต่างๆ ตามที่ได้รับแต่งตั้ง

มาตรา ๙  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ 

(๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

(๒) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๓) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๔) เป็นข้าราชการการเมือง

(๕) เป็นกรรมการในพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง 

(๖) เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

(๗) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือจากหน่วยงานของเอกชนเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

มาตรา ๑๐  ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ภายในหกสิบวัน ในระหว่างที่ยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่

มาตรา ๑๑  นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ

(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘ หรือมาตรา ๙

เมื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ คณะรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทนได้ 

กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งตามวรรคสอง อยู่ในตำแหน่งตามวาระของกรรมการที่ตนแทน 

ในระหว่างที่ยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่

มาตรา ๑๒  คณะกรรมการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดนโยบาย และแผนป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นตามพระราชบัญญัตินี้

(๒) กำหนดแนวทางและให้ข้อเสนอแนะแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกำกับดูแลการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

(๓) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประเมินการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น รวมถึงกำหนดคุณสมบัติของบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องในการประเมินการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นที่ต้องได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ตลอดจนพิจารณาให้ความเห็นชอบในรายงานการประเมินการทิ้งเทของเสีย หรือวัสดุอื่น

(๔) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดแทน หรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย 

(๕) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

มาตรา ๑๓ การประชุมคณะกรรมการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม 

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียเป็นการส่วนตัวในเรื่องใด ห้ามมิให้กรรมการผู้นั้นออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น

นอกจากหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม การประชุมของคณะกรรมการ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

ให้นำระเบียบการประชุมคณะกรรมการมาบังคับใช้กับการประชุมของคณะอนุกรรมการด้วย โดยอนุโลม

มาตรา ๑๔  ให้กรรมการและอนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

มาตรา ๑๕  ให้กรมเจ้าท่าทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ โดยให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ปฏิบัติงานธุรการทั่วไปของคณะกรรมการ

(๒) เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อการจัดทำนโยบายและแผนป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น

(๓) ดำเนินการและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น

(๔) รวบรวมและจัดเตรียมข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ และริเริ่มกิจกรรมหรือโครงการใดๆ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของคณะกรรมการ

(๕) ช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น

(๖) ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการดำเนินการที่สอดคล้องกับนโยบายและแผนป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น

(๗) ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

 

หมวด ๒

การทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเล และการเผาของเสียหรือวัสดุอื่นใดในทะเล

 

มาตรา ๑๖  ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น 

(๑) ทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงในทะเล จากเรือ หรืออากาศยาน แท่นขุดเจาะหรือโครงสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล 

(๒) รับเอาของเสียหรือวัสดุอื่นไว้บนเรือหรืออากาศยานจากราชอาณาจักรไทยเพื่อการทิ้งเทในทะเล

(๓) รับเอาของเสียหรือวัสดุอื่นไว้บนเรือไทยหรืออากาศยานไทยจากรัฐอื่นที่มิใช่ภาคีแห่งพิธีสารเพื่อการทิ้งเทในทะเล

มาตรา ๑๗  ห้ามมิให้ผู้ใดเผาของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล รับเอาของเสียหรือวัสดุอื่นไว้บนเรือหรืออากาศยานจากราชอาณาจักรไทยเพื่อการเผาในทะเล หรือรับเอาของเสียหรือวัสดุอื่นไว้บนเรือไทยหรืออากาศยานไทยจากรัฐอื่นที่มิใช่ภาคีแห่งพิธีสารเพื่อการเผาในทะเล

มาตรา ๑๘  ความในมาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ มิให้ใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) มีเหตุจำเป็นต้องรักษาความปลอดภัยต่อชีวิตมนุษย์ เรือ อากาศยาน แท่นขุดเจาะหรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล ไม่ว่าด้วยเหตุสุดวิสัยจากความรุนแรงของสภาพอากาศ หรือด้วยเหตุใดๆ ก็ตามที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ ภัยคุกคามต่อเรือ อากาศยาน แท่นขุดเจาะ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล โดยที่การทิ้งเทหรือเผาของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเลนั้น เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะป้องกันมิให้เกิดภัยคุกคามดังกล่าว รวมถึงป้องกันอันตรายต่อชีวิตมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตในทะเล ทั้งนี้ ให้อธิบดีมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เพื่อดำเนินการตามเหตุจำเป็นดังกล่าว หรือ

(๒) มีเหตุฉุกเฉินจำเป็นที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพมนุษย์ ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อมทางทะเล ทั้งนี้ ให้มีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เพื่อดำเนินการตามเหตุฉุกเฉินดังกล่าว

มาตรา ๑๙  ให้ผู้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๑๖, ๑๗, ๑๘ หรือกระทำการฝ่าฝืนเงื่อนไขที่กำหนดในใบอนุญาต มีหน้าที่ขจัดของเสียหรือวัสดุอื่นใดที่ทิ้งเท ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด หากไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการขจัดของเสียหรือวัสดุดังกล่าว โดยเรียกค่าใช้จ่ายจากเจ้าของหรือตัวแทนเจ้าของเรือ อากาศยาน แท่นขุดเจาะ หรือโครงสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล 

 

หมวด ๓ 

การอนุญาตทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล

 

มาตรา ๒๐ การอนุญาตตามมาตรา ๑๖ ต้องผ่านการประเมินการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการประเมินการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น และการอนุญาต ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง 

การเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ มิให้เกินกว่าอัตราที่กำหนดท้ายพระราชบัญญัตินี้

 

หมวด ๔ 

พนักงานเจ้าหน้าที่

 

มาตรา ๒๑  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑) เข้าไปในสถานที่ใดๆ ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของสถานที่นั้น เพื่อตรวจสอบการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

(๒) ตรวจค้นสถานที่หรือพาหนะใด ๆ ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการของสถานที่นั้น ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้จะมีการยักย้าย ซุกซ่อน ส่ง หรือนำออกนอกราชอาณาจักร หรือทำลายทรัพย์สิน วัตถุ สิ่งของ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

(๓) ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน วัตถุ สิ่งของ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือดำเนินคดี

เมื่อตรวจค้น หรือยึดหรืออายัด ตาม (๒) หรือ (๓) แล้ว ถ้ายังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ จะกระทำต่อไปในเวลากลางคืนหรือนอกเวลาทำการของสถานที่นั้นก็ได้

มาตรา ๒๒  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา ๒๓  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง

บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด

 

หมวด ๕

มาตรการทางปกครอง

 

มาตรา ๒๔  ในกรณีที่เกิดมลพิษจากการทิ้งเทหรือเผาของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล หรือเกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งระงับการกระทำดังกล่าวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง หรือเพิกถอนใบอนุญาตแล้วแต่กรณี

 

หมวด ๖

ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

 

มาตรา ๒๕  ให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเป็นการลงโทษทางแพ่งเพิ่มเติมขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้ตามที่เห็นสมควร หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ทิ้งเทหรือเผารู้อยู่แล้วว่าของเสียหรือวัสดุอื่นนั้นเป็นของที่ไม่ปลอดภัย หรือมิได้รู้เพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือเมื่อรู้ว่าไม่ปลอดภัยภายหลังทิ้งเทนั้นแล้วไม่ดำเนินการใด ๆ ตามสมควรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ทิ้งเทจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้ตามที่ศาลเห็นสมควร แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงนั้น ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ เช่น ความร้ายแรงของความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับ การที่ผู้ทิ้งเทรู้ถึงความไม่ปลอดภัยของสินค้า ระยะเวลาที่ผู้ทิ้งเทปกปิดความไม่ปลอดภัยของของเสียหรือวัสดุอื่นที่ทิ้งเท ผลประโยชน์ที่ผู้ทิ้งเทได้รับ สถานะทางการเงินของผู้ทิ้งเท การที่ผู้ทิ้งเทได้บรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น ตลอดจนการที่ผู้เสียหายมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายด้วย

 

หมวด ๗

บทกำหนดโทษ

 

มาตรา ๒๖  ผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๑๖, ๑๘ หรือฝ่าฝืนใบอนุญาตซึ่งออกให้ตามมาตรา ๒๐ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าใช้จ่ายในการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้น

มาตรา ๒๗  ผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๑๗ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าใช้จ่ายในการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้น

______________________________

 

 

 

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    หลักการ


    ให้มีกฎหมายว่าด้วยการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล


    เหตุผล


    โดยที่ปัจจุบันปัญหาที่เกิดจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเล ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพอนามัยของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตในทะเล ตลอดจนความเสียหายต่อการใช้ประโยชน์ทางทะเล ซึ่งไม่เฉพาะแต่ก่อให้เกิดความเสียหายในบริเวณที่ทิ้งเทเท่านั้น แต่ยังอาจขยายไปสู่รัฐอื่นๆ ที่ใกล้เคียงด้วย องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization: IMO) จึงได้จัดทำพิธีสารลอนดอน ค.ศ. ๑๙๙๖ ของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ (London Protocol 1996 to the Convention on the Prevention on the Prevention of Marine Pollution by Dumping of Wastes and Other Matter, 1972) ขึ้น เพื่อให้รัฐภาคีมีกลไกในการกำกับควบคุมการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเล โดยกำหนดกฏเกณฑ์การอนุญาตที่มีความแตกต่างกันตามประเภทของเสียหรือวัสดุอื่นที่จะทิ้งเทลงทะเล ทั้งนี้ เพื่อให้มีการปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเลและส่งเสริมการใช้ทะเลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ประเทศไทยเห็นถึงคุณประโยชน์ของพิธีสารดังกล่าว และจะเข้าเป็นภาคีพิธีสารนี้ จึงสมควรมีกฎหมายที่กำหนดมาตรการเกี่ยวกับการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเลให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับพิธีสารนั้นด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ 


     



    ด้วยปัจจุบันมีการดำเนินกิจกรรมในทะเลในประเทศไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขนส่งวัสดุต่างๆ ทางทะเล และการปล่อยทิ้งของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเลเพื่อกำจัดหรือทำลาย โดยไม่มีการควบคุม ทำให้สิ่งแวดล้อมในทะเลไทยอาจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกคุกคามโดยกิจกรรมในทะเลมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีกฎหมายกำกับดูแลการปล่อยทิ้งสารต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิบัติการปกติของเรือในทะเลแล้ว อย่างไรก็ตาม การทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเลในประเทศไทยยังไม่ได้รับการกำกับดูแลอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง ยังไม่มีกฎหมายใดกำกับควบคุมการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นโดยเรือไทย หรืออากาศยานไทยแต่อย่างใด



    • เนื่องจากประเทศไทยมีนโยบายให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ เมื่อวันที่๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ ซึ่งกำหนดหน้าที่ของประเทศสมาชิกทั้งในฐานะรัฐเจ้าของธง รัฐเมืองท่าและรัฐชายฝั่งในการกำกับดูแลการประกอบกิจกรรมต่างๆ ในทะเล โดยในข้อ ๒๑๐ กำหนดให้รัฐภาคีจะต้องออกกฎหมายและกฎเกณฑ์ในการป้องกัน ลดและควบคุมมลภาวะที่เกิดจากการทิ้งเทให้มีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่ากฎเกณฑ์และมาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ พิธีสารลอนดอน ค.ศ.๑๙๙๖ ของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ ซึ่งรับรองโดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization: IMO) ให้มีผลใช้บังคับกับประเทศภาคี ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๔  อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังมิได้คุ้มครองสิ่งแวดล้อมในทะเลอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการควบคุมและกำกับดูแลการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเล ทั้งที่มาจากบนบกและในทะเล อีกทั้งยังไม่มีกฎหมายใดรองรับพันธกรณีในพิธีสารดังกล่าวอย่างครบถ้วน ทำให้ประเทศไทยยังไม่มีกลไกการควบคุมและกำกับดูแลการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเลที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์และมาตรฐานระหว่างประเทศดังกล่าวอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพแต่อย่างใด จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล พ.ศ. .... 

  • ๑. การดำเนินกิจกรรมต่อไปนี้ในทะเล ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลของรัฐ โดยการขออนุญาตดำเนินการ


    ๑.๑ การทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น 


    ๑.๒ การเก็บวัสดุต่างๆ ใต้ทะเลหรือดินใต้ผิวดินในทะเล


    นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว ยังรวมถึงการห้ามเผาวัสดุทุกชนิดและทุกประเภทในทะเล อีกด้วย


    ๒. การดำเนินการกิจกรรมควบคุมตามข้อ ๑ ต้องเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการโดย


    ๒.๑ เรือหรืออากาศยาน


    ๒.๒ แท่นขุดเจาะ


    ๒.๓ สิ่งก่อสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล


    ๓. วัสดุที่สามารถทิ้งได้ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐตามข้อ ๑ ต้องเป็นไปตามที่กำหนดในกฎหมายอนุบัญญัติซึ่งออกตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วยวัสดุดังต่อไปนี้


    ๓.๑ วัสดุที่ขุดลอก


    ๓.๒ กากตะกอนน้ำเสีย


    ๓.๓ ของเสียจากอุตสาหกรรมประมงและวัสดุจากการปฏิบัติการอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ


    ๓.๔ เรือ แท่นขุดเจาะ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล


    ๓.๕ วัสดุทางธรณีวิทยา อนินทรีย์สารที่มีความเฉื่อย


    ๓.๖ วัสดุอินทรีย์จากธรรมชาติ


    ๓.๗ วัตถุขนาดใหญ่


    ๓.๘ กระแสคาร์บอนไดออกไซด์


    ๔. การทิ้งเทวัสดุภายใต้ร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ รวมถึงการทิ้งเทวัสดุต่างๆ ในพื้นที่ทางทะเลต่อไปนี้


    ๔.๑ ทะเลอาณาเขต


    ๔.๒ เขตเศรษฐกิจจำเพาะ


    ๔.๓ เขตไหล่ทวีป


    ๔.๔ น่านน้ำภายใน (เมื่อตราพระราชกฤษฎีกา)


     


    ๕. ในการพิจารณาอนุญาตทิ้งเทวัสดุต่างๆ ในทะเลตามข้อ ๑ จะต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้


    ๕.๑ พิจารณาเห็นชอบรายงานการประเมินการทิ้งเท โดยคณะกรรมการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย


    ๕.๒ ตรวจสอบและพิจารณาอนุญาตให้ทิ้งเทวัสดุต่างๆ ในทะเล


    ๕.๓ ตรวจสอบ ติดตามและกำกับดูแลการดำเนินกิจกรรมในทะเล


    ๖. การประเมินการทิ้งเท มีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่สำคัญดังต่อไปนี้


    ๖.๑ การป้องกันการเกิดของเสีย (Waste prevention audit)


    ๖.๒ ทางเลือกในการจัดการของเสีย (Consideration of waste management options)


    ๖.๓ คุณสมบัติทางเคมี กายภาพและชีวภาพ (Chemical, physical and biological properties) 


    ๖.๔ รายการจัดชั้นสาร (National action list) 


    ๖.๕ สถานที่ทิ้งเท (Dumping-site selection)


    ๖.๖ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (Assessment of potential effects) 


    ๗. คณะกรรมการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น ประกอบด้วย


    กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวน ๑๓ คน ได้แก่ 


    (๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน


    (๒) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน


    (๓) ปลัดกระทรวงคมนาคม


    (๔) ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


    (๕) ปลัดกระทรวงพลังงาน


    (๖) ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


    (๗) ปลัดกระทรวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


    (๘) ปลัดกระทรวงการคลัง


    (๙) ปลัดกระทรวงพาณิชย์


    (๑๐) ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือน 


    (๑๑) ผู้บัญชาการทหารเรือ


    (๑๒) ผู้แทนศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล


    (๑๓) อธิบดีกรมเจ้าท่า เป็นเลขานุการ


    กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกิน ๖ คน ได้แก่ ผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านต่างๆ ต่อไปนี้


    (๑) การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง


    (๒) สิ่งแวดล้อม


    (๓) ทรัพยากรธรณี


    (๔) สมุทรศาสตร์


    (๕) วิทยาศาสตร์ทางทะเล


    (๖) การท่องเที่ยว


    (๗) การประมง หรือ


    (๘) วิทยาศาสตร์


     

    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail