Facebook


ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....(เกี่ยวกับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.) (รับฟังความคิดเห็น9-23 พฤศจิกายน 2561)

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 192 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

           

            ตามที่มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กำหนดหลักการว่า “ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มี
การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็น
และการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน” นั้น
           เพื่อให้กระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของสำนักงาน กสทช. สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สำนักงาน กสทช. จึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (เกี่ยวกับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.) และขอเชิญชวนผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ผู้แทนสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรภาคประชาชน องค์กรด้านคุ้มครองผู้บริโภค หน่วยงานเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (เกี่ยวกับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.) เพื่อสำนักงาน กสทช. จะได้รวบรวมความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง
นำมาสรุปผลประกอบการพิจารณาเสนอร่างกฎหมายต่อไป โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
            ๑. รูปแบบและวิธีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ
                 การรับฟังความคิดเห็นเป็นการทั่วไปผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน กสทช. ได้ที่ http://www.nbtc.go.th และเว็บไซต์ http://www.lawamendment.go.th เป็นเวลา ๑๕ วัน  ตั้งแต่วันที่ ๙ – ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๑     
            ๒. ช่องทางการนำส่งแบบแสดงความคิดเห็นตามที่สำนักงาน กสทช. กำหนด
                 ๒.๑ แสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ http://www.nbtc.go.th และ http://www.lawamendment.go.th
                 ๒.๒ ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) :  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. โดยขอให้ตั้งชื่อเรื่อง “แสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ"
                 ๒.๓ ทางโทรสาร: ๐ ๒๒๗๘ ๓๓๕๕  โดยขอให้ตั้งชื่อเรื่อง “แสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ" 
            ๓. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: สำนักกฎหมายโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ ๐ ๒๖๗๐ ๘๘๘๘ ต่อ ๗๒๑๖, ๕๐๙๑, ๑๕๕๓


รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่

     

ไอเท็มน่าสนใจ
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

     


    ด้วยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้กำหนดโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ ตลอดจนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม รวมทั้งวิธีการสรรหา และคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. แต่โดยที่ปรากฏว่าเกิดสภาพปัญหาทางปฏิบัติในการสรรหาและคัดเลือกกรรมการ กสทช. ที่ผ่านมา ทำให้การสรรหาและคัดเลือกบุคคลไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ได้รับการสรรหาและคัดเลือกเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับปรากฏข้อร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ผ่านการสรรหาเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว อันเกิดจากความไม่ชัดเจนของกฎหมายและก่อให้เกิดปัญหาในการตีความ จนเป็นเหตุให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ที่ ๗/๒๕๖๑  เรื่อง การยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ได้รับการสรรหาและคัดเลือกเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ และดำเนินการให้มีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งดังกล่าวโดยเร็วต่อไป ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้มีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จึงมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายต่อไป


     



     


    ด้วยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้กำหนดโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ ตลอดจนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม รวมทั้งวิธีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กรรมการ กสทช.) แต่จากการสรรหากรรมการ กสทช. ที่ผ่านมา พบปัญหาอุปสรรคในการสรรหาและคัดเลือกบุคคลไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ได้รับการสรรหาและคัดเลือกเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. อาทิ ปัญหาเกี่ยวกับการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. จนทำให้ผู้สมัครหลายรายเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ปัญหาเกี่ยวกับการพิจารณาคัดเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบพฤติกรรมทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมของผู้สมัคร ทั้งนี้ ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๒/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๑ เรื่อง เลือกบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จึงได้มีการกำหนดญัตติ เรื่อง ไม่สมควรดำเนินการเลือกกรรมการ กสทช. ตามบัญชีรายชื่อเลขาธิการวุฒิสภาเสนอ ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ และที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบตามญัตติที่เสนอ จนเป็นเหตุให้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๖๑  เรื่อง การยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กำหนดให้ยกเลิกกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ที่ผ่านมา และให้ระงับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ไว้ก่อนจนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น


     



    •  


      จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ    กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กรรมการ กสทช.) ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้การสรรหาและคัดเลือกบุคคลไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ได้รับการสรรหาและคัดเลือก  เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. จนกระทั่งได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๖๑ เรื่อง การยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กำหนดให้ยกเลิกกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ที่ผ่านมา และให้ระงับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ไว้ก่อนจนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตลอดจนกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ได้รับการสรรหาและคัดเลือกเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ และดำเนินการให้มีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งดังกล่าวโดยเร็วต่อไป ประกอบกับกรรมการ กสทช. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันได้ครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว แต่ยังคงดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่จำเป็นไปพลางก่อนต่อไปตามที่กำหนดในมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นและสมควรต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. เพื่อนำไปสู่การสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งดังกล่าวโดยเร็ว ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติต่อไป


       

  • หลักการอันเป็นสาระสำคัญ
  •  


    หลักการอันเป็นสาระสำคัญของการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม


     


     


                       ๓.๑ องค์ประกอบของ กสทช. (มาตรา ๖)


     


                             แก้ไของค์ประกอบของ กสทช. โดยกำหนดให้มีกรรมการ กสทช. จำนวนเจ็ดคน ซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกิจการกระจายเสียง ด้านกิจการโทรทัศน์ ด้านกิจการโทรคมนาคม                    ด้านวิศวกรรม ด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านการคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยไม่ต้องมีการระบุความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของกรรมการ กสทช. ในแต่ละด้าน                  โดยจำกัดไว้เพียงด้านละหนึ่งคน และเพิ่มเติมบทบัญญัติให้มีความเชื่อมโยงกับมาตรา ๑๔/๑ ทั้งนี้ เพื่อเปิดกว้าง      ให้มีกรรมการ กสทช. ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา                และเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา ๑๔/๑ ที่กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้กำหนดลักษณะของความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของกรรมการ กสทช. ที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.


     


                       ๓.๒ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. (มาตรา ๗ และมาตรา ๘)


     


                             ๓.๒.๑ แก้ไขมาตรา ๗ ข. (๗) จากเดิมกำหนดลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช.               ว่า “เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดใด” แก้ไขเป็น “เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด             ให้จำคุก” เพื่อให้เป็นแนวทางมาตรฐานเดียวกันกับองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ


     


                             ๓.๒.๒ แก้ไขมาตรา ๗ ข. (๑๒) จากเดิมกำหนดลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช.          ว่า เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัทหรือ                  ห้างหุ้นส่วนหรือนิติบุคคลอื่นใดบรรดาที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๑๕” ปรับย้ายไปเป็นมาตรา ๘ (๔)                  โดยกำหนดให้กรรมการ กสทช. ต้อง ไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนหรือนิติบุคคลอื่นใดบรรดาที่ประกอบธุรกิจ ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคมทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาส/เปิดกว้างให้ผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.                      ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย


     


                       ๓.๓ ผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. (มาตรา ๑๔/๒)


     


                             แก้ไขเพิ่มเติมโดยให้มีการปรับระดับ/ตำแหน่งของแต่ละสาขาอาชีพให้มีมาตรฐาน/ระดับ            ที่เท่ากันในทุกสาขาอาชีพ เพื่อไม่ให้มีความลักลั่นกัน และเสนอให้มีการปรับเพิ่มกรณีผู้สมัครประกอบอาชีพอื่น                  ที่ยังไม่ได้มีการระบุในมาตรานี้เพื่อความชัดเจนและไม่ต้องให้มีการเทียบเคียง เช่น กรณีผู้สมัครเป็นผู้พิพากษา/ตุลาการ ดังนี้


     


                             ๓.๓.๑ เดิมไม่มีบัญญัติกรณีผู้สมัครเป็นผู้พิพากษา/ตุลาการ จึงเพิ่มเติมข้อความว่า กรณีผู้สมัครเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการ ต้องรับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีผู้พิพากษา รองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญรองหัวหน้าศาลทหารกลาง หรือรองอธิบดีอัยการ                 โดยกำหนดเป็นมาตรา ๑๔/๒ (๑)


     


                             ๓.๓.๒ กรณีผู้สมัครเป็นนายทหารหรือนายตำรวจ ซึ่งเดิมกำหนดว่า “เป็นหรือเคยเป็นนายทหารหรือนายตำรวจที่มียศตั้งแต่พันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอก หรือพันตำรวจเอก” แก้ไขเป็น “เป็นหรือเคยเป็นนายทหารหรือนายตำรวจที่มียศตั้งแต่พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรี”โดยกำหนดเป็นมาตรา ๑๔/๒ (๓)  


     


                             ๓.๓.๓ ในกรณีเป็นผู้สมัครที่มีความสามารถการทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และประสบการด้านการบริหารกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์             และกิจการโทรคมนาคม ต้องมีประสบการณ์การทำงานในด้านดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมาแล้ว จากเดิมกำหนดไว้ “ไม่น้อยกว่าสิบปี”แก้ไขเป็น “ไม่น้อยกว่ายี่สิบปี โดยกำหนดเป็นมาตรา ๑๔/๒ (๖) และมาตรา     ๑๔/๒ (๗)


     


                       ๓.๔ การเลือกและแต่งตั้งกรรมการ กสทช. (มาตรา ๑๕ – มาตรา ๑๘)


     


                             ยกเลิกการกำหนดให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาบุคคลเป็นจำนวนสองเท่า (จำนวน ๑๔ คน) แล้วส่งรายชื่อให้วุฒิสภาคัดเลือกให้เหลือ ๗ คน โดยไม่มีการกำหนดเรื่องการลงคะแนนเสียง     ของวุฒิสภา โดยแก้ไขให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นกรรมการ กสทช. (จำนวน ๗ คน) แล้วดำเนินการส่งให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ และผู้ได้รับการสรรหาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด                เท่าที่มีอยู่ ตลอดจนกำหนดวิธีการลงคะแนนของคณะกรรมการสรรหา และกำหนดขั้นตอนการดำเนินการกรณีวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาแต่ละรายด้วย ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมดดังกล่าวเป็นมาตรฐานเดียวกันกับองค์กรอิสระอื่นตามรัฐธรรมนูญ


     

    • ประเด็นที่จะรับฟังความคิดเห็น
    •  


      ๔. ประเด็นที่จะรับฟังความคิดเห็น


       


                         ๔.๑ การแก้ไของค์ประกอบของ กสทช. โดยกำหนดให้มีกรรมการ กสทช. จำนวน ๗ คน                   ซึ่งแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกิจการกระจายเสียง ด้านกิจการโทรทัศน์ ด้านกิจการโทรคมนาคม      ด้านวิศวกรรม ด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านการคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยไม่ต้องมีการระบุความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของกรรมการ กสทช. ในแต่ละด้าน               โดยจำกัดไว้เพียงด้านละหนึ่งคน และเพิ่มเติมบทบัญญัติให้มีความเชื่อมโยงกับมาตรา ๑๔/๑ ทั้งนี้ เพื่อเปิดกว้างให้มีกรรมการ กสทช. ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาและเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา ๑๔/๑ ที่กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้กำหนดลักษณะของความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของกรรมการ กสทช. ที่จะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช.      


       


      มาตราที่แก้ไขเพิ่มเติม: มาตรา ๖


       


                         ๔.๒ การแก้ไขคุณสมบัติกรรมการ กสทช.


       


                               ๔.๒.๑ การแก้ไขมาตรา ๗ ข. (๗) เดิมกำหนดว่า “เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุด                    ว่ากระทำความผิดใด” แก้ไขเป็น “เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก” ทั้งนี้ เพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกันกับองค์กรอิสระอื่นตามรัฐธรรมนูญ


       


      มาตราที่แก้ไขเพิ่มเติม: มาตรา ๗ ข. (๗)


       


                               ๔.๒.๒ การแก้ไขมาตรา ๗ ข. (๑๒) เดิมกำหนดว่า “เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนหรือนิติบุคคลอื่นใดบรรดาที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๑๕” ปรับย้ายไปเป็นมาตรา ๘ (๔) “ไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนหรือนิติบุคคลอื่นใดบรรดาที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม


       


      มาตราที่แก้ไขเพิ่มเติม: มาตรา ๘ (ยกเลิกมาตรา ๗ ข. (๑๒) เดิม)


       


                         ๔.๓ การแก้ไขเพิ่มเติมผู้มีสิทธิเข้ารับการสรรหาเพื่อเป็นกรรมการ กสทช.


       


        การกำหนดให้มีการปรับระดับ/ตำแหน่งของแต่ละสาขาอาชีพให้มีมาตรฐาน/ระดับที่เท่ากันในทุกสาขาอาชีพ เพื่อไม่ให้มีความลักลั่นกัน และเสนอให้มีการปรับเพิ่มกรณีผู้สมัครประกอบอาชีพอื่นที่ยังไม่ได้มีการระบุในมาตรานี้เพื่อความชัดเจนและไม่ต้องให้มีการเทียบเคียง เช่น กรณีผู้สมัครเป็นผู้พิพากษา/ตุลาการ                ทั้งนี้ จึงเสนอให้แก้ไขปรับปรุง ดังนี้


       


            ๔.๓.๑   เดิมไม่มีบัญญัติกรณีผู้สมัครเป็นผู้พิพากษา/ตุลาการ จึงเสนอเพิ่มเติมว่า       “รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดี ผู้พิพากษา รองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญรองหัวหน้าศาลทหารกลาง หรือรองอธิบดีอัยการ”


       


            ๔.๓.๒   กรณีผู้สมัครเป็นนายทหารหรือนายตำรวจ ซึ่งเดิมกำหนดว่า “เป็นหรือเคยเป็นนายทหารหรือนายตำรวจที่มียศตั้งแต่พันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอก หรือพันตำรวจเอก” แก้ไขเป็น “เป็นหรือเคยเป็นนายทหารหรือนายตำรวจที่มียศตั้งแต่พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรี”


       


            ๔.๓.๓   กรณีผู้สมัครที่มีประสบการณ์การทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและประสบการณ์ด้านการบริหารกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเดิมกำหนดไว้ “ไม่น้อยกว่าสิบปี”แก้ไขเป็น “ไม่น้อยกว่ายี่สิบปี


       


      มาตราที่แก้ไขเพิ่มเติม: มาตรา ๑๔/๒


       


                         ๔.๔ การแก้ไขกระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการ กสทช.


       


                     เดิมกำหนดให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาบุคคลเป็นจำนวนสองเท่า (จำนวน ๑๔ คน)แล้วส่งรายชื่อให้วุฒิสภาคัดเลือกให้เหลือ ๗ คน โดยไม่มีการกำหนดเรื่องการลงคะแนนเสียงของวุฒิสภาจึงเป็นประเด็นปัญหากระบวนการสรรหา กสทช. ครั้งที่ผ่านมาดังนั้น จึงเสนอแก้ไขให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นกรรมการ กสทช. (จำนวน ๗ คน) แล้วดำเนินการส่งให้วุฒิสภา                  ให้ความเห็นชอบรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ และผู้ได้รับการสรรหาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ตลอดจนกำหนดวิธีการลงคะแนนของคณะกรรมการสรรหา และกำหนดขั้นตอนการดำเนินการกรณีวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหา            แต่ละรายด้วย ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมดดังกล่าวเป็นมาตรฐานเดียวกันกับองค์กรอิสระอื่นตามรัฐธรรมนูญ


       


      มาตราที่แก้ไขเพิ่มเติม: มาตรา ๑๕-๑๘/๑ (ยกเลิกมาตรา ๑๕-๑๘ เดิม)


       


                    ๔.๕ ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (เฉพาะที่เกี่ยวกับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ)


       


                         ความเห็นอื่นๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช.


       


       


       


       


       


       


       


       


       

         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail