Facebook


เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม(ฉบับที่..)พ.ศ.....(มาตรการกำหนดให้ใช้สกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่สกุลเงินไทยในการคำนวณรายได้รายจ่ายและกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียม)(ร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมFunctional Currency)

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 110 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

กระทรวงการคลังได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เนื่องจากบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 กำหนดให้บริษัทสามารถจัดทำบัญชี หลักฐาน และเอกสารประกอบการลงบัญชี เป็นภาษาต่างประเทศและระบุเป็นเงินตราต่างประเทศ พร้อมทั้งให้เลือกชำระภาษีเป็นเงินตราต่างประเทศได้แล้ว แต่ในการคำนวณกำไรสุทธิและภาษีเงินได้ของบริษัทที่ได้รับอนุมัติให้จัดทำบัญชี หลักฐาน และเอกสารประกอบการลงบัญชี เป็นภาษาต่างประเทศและระบุเป็นเงินตราต่างประเทศดังกล่าวยังคงต้องคำนวณค่าของธุรกรรมที่เป็นเงินตราต่างประเทศทั้งหมดเป็นเงินตราไทย กรณีจึงเป็นการสร้างภาระและต้นทุนการดำเนินงาน ทั้งยังก่อให้เกิดกำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มิได้เกิดจากการดำเนินงานที่แท้จริง อีกทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการในการคำนวณเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชี สมควรกำหนดให้บริษัทที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เงินตราต่างประเทศสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงานสามารถใช้เงินสกุลดังกล่าวในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ พร้อมทั้งกำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการคำนวณเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานการบัญชี 

ในการนี้ กรมสรรพากรจึงขอเชิญชวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมายดังกล่าวตามแบบฟอร์มการให้ความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม Functional Currency ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน 2561 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2561   

 

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    หลักการอันเป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่จะตราขึ้น


                       1. กำหนดให้กรณีบริษัทที่ได้รับอนุมัติให้จัดทำบัญชี หลักฐาน และเอกสารประกอบการลงบัญชี เป็นภาษาต่างประเทศหรือระบุเป็นเงินตราสกุลที่ใช้ในการดำเนินงานซึ่งมิใช่เงินตราไทยแล้ว ให้ใช้ภาษาต่างประเทศหรือเงินตราสกุลที่ใช้ในการดำเนินงานซึ่งมิใช่เงินตราไทยดังกล่าวตั้งแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับอนุมัติ และต้องใช้ตลอดไปจนกว่าจะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนแปลงได้


                       2.กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าของเงินตรา ทรัพย์สิน หนี้สิน และรายการอื่น ๆ ในงบการเงิน ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีอนุมัติ เป็นเงินตราสกุลที่ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้มีหลักเกณฑ์รองรับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีแรกเมื่อบริษัทได้รับอนุมัติให้ใช้เงินตราสกุลอื่นที่มิใช่เงินตราไทยเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงานแล้ว


                       3.กำหนดให้การคำนวณเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีเป็นเงินตราไทย โดยแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการคำนวณเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้อง ตามแบบใดแบบหนึ่งที่กำหนดในร่างพระราชบัญญัติ เป็นให้คิดคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชีได้ ทั้งนี้ เพื่อให้รองรับกรณีมาตรฐานการบัญชีที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในอนาคต


                       4.กำหนดให้การคำนวณเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่ในวันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีเป็นเงินตราไทย โดยแก้ไขเพิ่มเติมจากที่กำหนดให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยหลังสุดที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อและขาย เป็นให้คิดคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชีได้ ทั้งนี้ เพื่อให้รองรับกรณีมาตรฐานการบัญชีมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในอนาคต


                       5.กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณราคาทรัพย์สินอื่นนอกจากสินค้าให้ถือตามราคาทุน ถ้าราคาทุนเป็นเงินตราสกุลอื่นที่มิใช่เงินตราสกุลที่ใช้ในการดำเนินงาน ให้คำนวณมูลค่าเป็นเงินตราที่ใช้ในการดำเนินงานตามอัตราที่ได้ซื้อขายเงินตราสกุลอื่นที่มิใช่เงินตราสกุลที่ใช้ในการดำเนินงานนั้น ราคาทุนดังกล่าวอาจลดลงได้โดยการหักค่าชดเชยรายจ่ายที่เป็นทุน แต่ห้ามมิให้ตีราคาลดลง ส่วนการตีราคาเพิ่มขึ้น ให้กระทำได้เท่าที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร       


    6.กำหนดให้ผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอันเนื่องมาจากการคำนวณตามมาตรา 8/1 หรือจากการคำนวณมูลค่าของเงินตราสกุลที่ใช้ในการดำเนินงานเป็นเงินตราไทยเพื่อชำระภาษี มิให้ถือเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้


    7.กำหนดหลักเกณฑ์ในการชำระภาษี สำหรับบริษัทที่ใช้เงินตราสกุลที่ใช้ในการดำเนินงานซึ่งมิใช่เงินตราไทย ให้ชำระภาษีเป็นเงินตราไทย โดยให้คำนวณค่าตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ในช่วงระยะเวลาของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้คำนวณภาษีนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ชำระเป็นเงินตราต่างประเทศสกุลอื่น


     



    สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหา


                       สืบเนื่องจากบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 กำหนดให้บริษัทสามารถจัดทำบัญชี หลักฐาน และเอกสารประกอบการลงบัญชี เป็นภาษาต่างประเทศและระบุเป็นเงินตราต่างประเทศ พร้อมทั้งให้เลือกชำระภาษีเป็นเงินตราต่างประเทศได้แล้ว แต่ในการคำนวณกำไรสุทธิและภาษีเงินได้ของบริษัทที่ได้รับอนุมัติให้จัดทำบัญชี หลักฐาน และเอกสารประกอบการลงบัญชี เป็นภาษาต่างประเทศและระบุเป็นเงินตราต่างประเทศดังกล่าวยังคงต้องคำนวณค่าของธุรกรรมที่เป็นเงินตราต่างประเทศทั้งหมดเป็นเงินตราไทย กรณีจึงเป็นการสร้างภาระและต้นทุนการดำเนินงาน ทั้งยังก่อให้เกิดกำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มิได้เกิดจากการดำเนินงานที่แท้จริง อีกทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการในการคำนวณเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชี สมควรกำหนดให้บริษัทที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เงินตราต่างประเทศสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงานสามารถใช้เงินสกุลดังกล่าวในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ พร้อมทั้งกำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการคำนวณเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานการบัญชี


     



    • ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานั้น


                         เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการคำนวณรายได้ รายจ่าย และกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียม โดยกำหนดให้บริษัทที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เงินตราต่างประเทศสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงานซึ่งมิใช่เงินตราไทย สามารถใช้เงินสกุลดังกล่าวในการจัดทำบัญชี หลักฐาน และเอกสารประกอบการลงบัญชี ซึ่งเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียม รวมทั้งการคำนวณรายได้ รายจ่าย และกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ปิโตรเลียมพร้อมทั้งกำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการคำนวณเงินตรา หนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่มีมูลค่าเป็นเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานการบัญชี อันจะทำให้เกิดความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และลดต้นทุนของผู้ประกอบการในการดำเนินการ อีกทั้งยังมีผลให้การจัดเก็บภาษีมีความสอดคล้องกับผลการประกอบกิจการที่แท้จริงด้วย


       

ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail