Facebook


ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล พ.ศ. .... (เปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 1-30 มิ.ย. 2561)

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 279 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

 

 

ทั้งนี้ สามารถตอบแบบสอบถามออนไลน์ได้ที่ 

https://www.research.net/r/J29QYYB

 

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

          โดยที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้มีการปฏิรูปประเทศเพื่อให้ประเทศมีการพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุล ขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ รวมถึงให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโดยให้มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม และให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมากและได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตและการประกอบธุรกิจของประชาชน โดยต่างมีอุปกรณ์สื่อสารและมีการใช้งานเทคโนโลยีอย่างแพร่หลาย แต่สำหรับการทำงานและการบริการภาครัฐที่ผ่านมากลับยังไม่สามารถพัฒนาการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกกับประชาชนซึ่งมีความพร้อมใช้งานเทคโนโลยีอยู่แล้วได้ ดังนั้น เพื่อให้มีกฎหมายในการขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และเพื่อยกระดับการดำเนินงานภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ระบบการทำงานและข้อมูลสามารถเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานของรัฐได้อย่างมั่นคงปลอดภัย มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เปิดเผยและโปร่งใส ประชาชนได้รับความสะดวกในการรับบริการ และสามารถตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้



    สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหา
      การบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชนของหน่วยงานภาครัฐ สามารถจำแนกสภาพปัญหาหลักออกเป็น ๒ ประการ ประการแรกคือ ปัญหาการขาดการเชื่อมโยงข้อมูลภายในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อปัญหาประการที่สอง คือ ปัญหาความด้อยประสิทธิภาพของการดำเนินงานภาครัฐในการให้บริการประชาชน ดังนี้
     ๑. ปัญหาการขาดการเชื่อมโยงข้อมูลภายในหน่วยงานภาครัฐ
       ๑.๑ ปัญหาเกี่ยวกับระบบเครือข่ายเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ
               ข้อมูลที่มีการจัดเก็บภายในหน่วยงานภาครัฐมักจะมีการจัดเก็บที่ไม่เป็นระบบหรือมีระบบการจัดเก็บที่มีความแตกต่างกันในแต่ละหน่วยงาน นอกจากนี้ การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน ประกอบกับมาตรฐานการจัดทำและจัดเก็บข้อมูลที่ไม่เหมือนกันยิ่งทำให้การเชื่อมโยงฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงานทำได้ยากมากขึ้น เกิดความล่าช้า ซ้ำซ้อน และสิ้นเปลืองงบประมาณ 
       ๑.๒ ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล
              หน่วยงานภาครัฐยังมีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่
    ไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและดูแลระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐที่ขาดความต่อเนื่องและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังพบว่าบุคลากรภาครัฐโดยทั่วไปยังขาดความรู้และทักษะพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT literacy) ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม เนื่องจากยังไม่มีการเตรียมความพร้อมของบุคลากรให้มีทักษะและความรู้ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
     ๒ ปัญหาความด้อยประสิทธิภาพของการดำเนินงานภาครัฐในการให้บริการประชาชน
       ๒.๑ ปัญหาการมอบอำนาจเพื่อลดขั้นตอนในการติดต่อราชการของประชาชน
               การลดขั้นตอนในกระบวนงานของส่วนราชการเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ระบบการให้บริการประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก และรวดเร็วขึ้น แต่แนวทางดังกล่าวมีอุปสรรคในทางปฏิบัติเนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการมอบอำนาจในปัจจุบันไม่เอื้อให้เกิดการกระจายอำนาจในการพิจารณาอนุมัติ อนุญาตต่างๆ 
      ๒.๒ ปัญหาเกี่ยวกับทัศนคติในการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่รัฐในการให้บริการประชาชน
               ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ยังเคยชินกับการปฏิบัติงานในรูปแบบเดิมๆ และมักจะไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาและปรับวิธีการปฏิบัติงานของตนให้ทันสมัยและเท่าทันความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สภาพดังกล่าวส่งผลให้ภาครัฐขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้และมีศักยภาพในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ระบบการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศภาครัฐเกิดผลสัมฤทธิ์ในการให้บริการประชาชน
      ๒.๓ ปัญหาเกี่ยวกับการขอจัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการของภาครัฐ
             ปัจจุบันในแต่ละปีงบประมาณของการขอจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐในแต่ละโครงการจะมีการขอเรื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการสื่อสาร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แฝงอยู่ในโครงการต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณและอาจอ้างว่ามีภารกิจบางงานที่เกี่ยวข้องและต้องการอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อการจัดเก็บข้อมูล โดยเมื่อได้อุปกรณ์มาแล้วกลับใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ



    •      เครื่องมือสำคัญประการหนึ่งที่จะสนับสนุนให้การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลเกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นรูปธรรมคือกฎหมาย ซึ่งจะมีสภาพบังคับและมีความยั่งยืนกว่าการขับเคลื่อนผ่านนโยบายหรือแม้แต่มติคณะรัฐมนตรี และกฎหมายที่ว่านี้ คือ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล พ.ศ. .... โดยเป็นกฎหมายที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการปฏิรูปประเทศในด้านการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๗ และมาตรา ๒๕๘ ข.(๑) และ (๒) ที่บัญญัติให้มีการปฏิรูปประเทศเพื่อให้ประเทศมีการพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุล ขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ รวมถึงให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโดยให้มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม และให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมากและได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตและการประกอบธุรกิจของประชาชน โดยต่างมีอุปกรณ์สื่อสารและมีการใช้งานเทคโนโลยีอย่างแพร่หลาย แต่สำหรับการทำงานและการบริการภาครัฐที่ผ่านมากลับยังไม่สามารถพัฒนาการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกกับประชาชนซึ่งมีความพร้อมใช้งานเทคโนโลยีอยู่แล้วได้ ดังนั้น เพื่อให้มีกฎหมายในการขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และเพื่อยกระดับการดำเนินงานภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ระบบการทำงานและข้อมูลสามารถเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานของรัฐได้อย่างมั่นคงปลอดภัย มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เปิดเผยและโปร่งใส ประชาชนได้รับความสะดวกในการรับบริการ และสามารถตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

  •      (๑) กำหนดให้มีคณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง เป็นกรรมการ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเป็นเลขานุการ ทั้งนี้กำหนดให้คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลหรือรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีมติสั่งการหรือยับยั้งการดำเนินการของหน่วยงานใดที่ไม่เป็นไปตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ตลอดจนจัดทำมาตรฐานและหลักเกณฑ์ตามที่พระราชบัญญัติกำหนด รวมทั้งกำกับและติดตามการดำเนินงานของศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางแห่งชาติ และศูนย์ข้อมูลกลางของข้อมูลเปิดภาครัฐ



         (๒) กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ดำเนินการตามภารกิจที่กำหนดในแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล จัดทำหรือปรับปรุงแผนปฏิบัติการหรือแผนงานที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลโดยเร็ว



        (๓) กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลและบริการในรูปแบบดิจิทัล (Digitization) ดังนี้
             (๓.๑) หน่วยงานของรัฐต้องจัดทำหรือแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยต้องเป็นไปตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
             (๓.๒) ให้หน่วยงานของรัฐร้องขอข้อมูลระหว่างกันได้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ภายในหน่วยงาน ในกรณีที่มีหน่วยงานอื่นจัดทำข้อมูลดิจิทัลทั้งหมดหรือบางส่วนไว้แล้ว
             (๓.๓) ให้หน่วยงานของรัฐที่มีการจัดทำกระบวนการหรือการดำเนินงานทางดิจิทัลเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและการให้บริการประชาชน ต้องจัดทำกระบวนการหรือการดำเนินงานทางดิจิทัลนั้นให้ทำงานร่วมกันได้ เพื่อความสอดคล้องและเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกัน
            (๓.๔) กรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียม ค่าบริการ ค่าปรับ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดจากประชาชน ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีระบบการชำระเงินทางดิจิทัลเพิ่มอีก ช่ องทางหนึ่ง ทั้งนี้สามารถตกลงกับหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นให้จัดเก็บเงินแทนหน่วยงานตนเองได้
            (๓.๕) หน่วยงานของรัฐต้องมีระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด



       (๔) กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ (Integration) ดังนี้
            (๔.๑) หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการแลกเปลี่ยนหรือเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลระหว่างกัน โดยให้มีศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางแห่งชาติเพื่อรองรับและสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
            (๔.๒) หน่วยงานของรัฐผู้รับข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงระหว่างกัน ต้องใช้ข้อมูลโดยสุจริต และต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และมาตรการป้องกันมิให้ข้อมูลถูกเปิดเผย ลอกเลียน แก้ไข ปรับเปลี่ยน ทำให้เสียหาย หรือถูกทำลายโดยมิชอบหรือโดยไม่ได้รับอนุญาต
            (๔.๓) ต้องมีการจัดทำระบบบริการดิจิทัลภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว เพื่อเชื่อมโยงไปยังบริการดิจิทัลของหน่วยงานของรัฐ โดยหน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการให้รองรับการเชื่อมโยงดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงปลอดภัยจากจุดเดียว
           (๔.๔) ให้เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต รับจดทะเบียน รับจดแจ้ง หรือรับแจ้ง ที่จะต้องดำเนินการให้หน่วยงานของรัฐที่ออกเอกสารราชการ ส่งข้อมูลหรือสำเนาเอกสารราชการทางดิจิทัลมาเพื่อประกอบการพิจารณาหรือดำเนินการ โดยหน่วยงานของรัฐที่ส่งข้อมูลหรือสำเนาเอกสารห้ามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทำสำเนาจากหน่วยงานของรัฐที่ขอเอกสาร และหากมีการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ถือว่าได้มีการยื่นเอกสารตามกฎหมายแล้ว
           (๔.๕) หน่วยงานของรัฐสามารถขอเชื่อมโยงหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างกันเพื่อนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผลเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินได้ ถึงแม้มีกฎหมายอื่นกำหนดห้าม
    มิให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล แต่หากเป็นการเปิดเผยโดยสุจริตและเป็นการเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐที่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายนั้น
           (๔.๖) ในกรณีเกิดสถานการณ์เร่งด่วนฉุกเฉินหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ และจำเป็นต้องเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ตามกฎหมายระหว่างหน่วยงานของรัฐ ให้คณะกรรมการมีอำนาจพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในกรณีนี้ได้



       (๕) กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐในรูปแบบดิจิทัล (Open Government Data) ดังนี้
            (๕.๑) หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลดิจิทัลต่อสาธารณะ โดยจัดส่งหรือเชื่อมโยงข้อมูลที่จะเปิดเผยมาแสดงไว้ที่ศูนย์ข้อมูลกลางของข้อมูลเปิดภาครัฐได้ แต่ไม่กระทบข้อมูลของหน่วยงานของรัฐที่มีกฎหมายอื่นกำหนดให้มีการเผยแพร่หรือเปิดเผยด้วยวิธีการอย่างอื่น
            (๕.๒) คณะกรรมการอาจประกาศเผยแพร่รายชื่อหน่วยงานของรัฐผู้ครอบครองหรือรายชื่อชุดข้อมูลที่มีคุณค่าสูง เพื่อให้มีการเผยแพร่ข้อมูลนั้นที่ศูนย์ข้อมูลกลางของข้อมูลเปิดภาครัฐได้โดยทันทีหรือภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดก็ได้



         (๖) ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ให้แล้วเสร็จภายในห้าปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้หน่วยงานนั้นทำแผนเสนอคณะกรรมการเพื่อเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป เว้นแต่กรณีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หน่วยงานของรัฐต้องไม่เรียกเอกสารสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองนิติบุคคล บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี หนังสือรับรองการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจากบุคคลที่ต้องการเป็นผู้ค้ากับภาครัฐ เว้นแต่บุคคลดังกล่าวมิได้มีข้อมูลปรากฏอยู่ในระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ในกรณีคณะกรรมการเห็นว่าบริการของหน่วยงานของรัฐใดมีผลกระทบอย่างมากต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน คณะกรรมการอาจประกาศกำหนดรายชื่อหน่วยงานของรัฐ ระบบงาน และประเภทบริการที่ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้เร็วกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ก็ได้

    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail