Facebook



ร่าง พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 5209 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ร่าง

พระราชบัญญัติ

ข้อมูลข่าวสารของราชการ (ฉบับที่ ..)

พ.ศ. ....

                  

 

……………………………………..

……………………………………..

……………………………………..

 

……………………………………………………………………………………………………………………………………...............................................................

 

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ

 

…………………………………………………………………………………………………………………………………….....................................................................

 

มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป

 

มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ      พ.ศ. ๒๕๔๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“การดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารของราชการโดยหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดหลักเกณฑ์ในการดำเนินการไว้โดยเฉพาะ และมีมาตรฐานในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการแก่ประชาชนหรือมีหลักประกันในการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้”

 

มาตรา ๔  ให้เพิ่มบทนิยามคำว่า “ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ” ระหว่างบทนิยามคำว่า “ข้อมูลข่าวสารของราชการ” และ “หน่วยงานของรัฐ” ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

“ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ รับทราบ หรือตรวจสอบได้โดยไม่จำเป็นต้องร้องขอ

 

มาตรา ๔/๑ ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่อ
อย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา
ศาลเฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี สำนักงานอัยการสูงสุด หน่วยงานอิสระของรัฐรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ องค์การมหาชนตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาของรัฐซึ่งไม่เป็นส่วนราชการและอยู่ในกำกับของรัฐ องค์กรควบคุม
การประกอบวิชาชีพ และหน่วยงานหรือองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐในทำนองเดียวกันไม่ว่าจะได้รับงบประมาณแผ่นดินหรือไม่ก็ตาม”

 

มาตรา ๔/๒ ให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า “คนต่างด้าว” ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

 

มาตรา ๕  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร
ของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการที่เป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้    ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

(๑) ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นแย้งและคำสั่ง   ที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว

(๒) นโยบายหรือการตีความที่ไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา ๗ (๔)

(๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีที่กำลังดำเนินการ

(๔) คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน

(๕) สิ่งพิมพ์ที่ได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตรา ๗ วรรคสอง

(๖) สัญญาและการบริหารสัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน
สัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทำบริการสาธารณะหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
สัญญาอนุญาต และใบอนุญาตที่มีลักษณะเป็นการอนุญาตให้ประกอบกิจการที่เป็นบริการสาธารณะและเงื่อนไขของการประกอบกิจการนั้น

(๗) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้ระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ ราย งานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการพิจารณาไว้ด้วย

(๘) ข้อมูลข่าวสารสาธารณะอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

 

มาตรา ๕/๑  ให้ยกเลิกวรรคสี่ของมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

 

มาตรา ๖  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๙/๑ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร
ของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

“มาตรา ๙/๑ ให้หน่วยงานของรัฐเผยแพร่หรือเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ
ตามมาตรา ๗ และมาตรา ๙ โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย”

 

มาตรา ๗  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

มาตรา ๑๐ บทบัญญัติมาตรา ๗ มาตรา ๙ และมาตรา ๙/๑ ไม่กระทบถึงข้อมูลข่าวสาร
ของราชการที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้มีการเผยแพร่หรือเปิดเผยด้วยวิธีการอย่างอื่น

 

มาตรา ๘  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

มาตรา ๑๑ นอกจากข้อมูลข่าวสารของราชการที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา หรือที่จัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ หรือที่มีการจัดให้ประชาชนได้ค้นคว้าตามมาตรา ๒๖ แล้ว ถ้าบุคคลใดขอข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการและคำขอของผู้นั้นระบุข้อมูลข่าวสารที่ต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามควร ให้หน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบจัดหาข้อมูลข่าวสารนั้นให้แก่ผู้ขอภายในเวลาอันสมควร แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่
ได้รับคำขอ เว้นแต่ผู้นั้นขอจำนวนมากหรือบ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

ข้อมูลข่าวสารของราชการใดมีสภาพที่อาจบุบสลายง่าย  หน่วยงานของรัฐจะขอขยายเวลาในการจัดหาให้หรือจะจัดทำสำเนาให้ในสภาพอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ข้อมูลข่าวสารนั้นก็ได้

ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐจัดหาให้ตามวรรคหนึ่งต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่แล้วในสภาพที่พร้อมจะให้ได้ มิใช่เป็นการต้องไปจัดทำ วิเคราะห์ จำแนก รวบรวม จัดให้มีขึ้นใหม่ หรือแปลเป็นภาษาต่างประเทศ เว้นแต่เป็นการแปรสภาพเป็นเอกสารจากข้อมูลข่าวสารที่บันทึกไว้ในระบบการบันทึกภาพหรือเสียง  ระบบคอมพิวเตอร์  หรือระบบอื่นใด  ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด  แต่ถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่ากรณีที่ขอนั้นมิใช่การแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า  และเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพสำหรับ   ผู้นั้นหรือเป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ  หน่วยงานของรัฐจะจัดหาข้อมูลข่าวสารนั้นให้ก็ได้

บทบัญญัติวรรคสามไม่เป็นการห้ามหน่วยงานของรัฐที่จะจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการใดขึ้นใหม่ให้แก่ผู้ร้องขอ หากเป็นการสอดคล้องด้วยอำนาจหน้าที่ตามปกติของหน่วยงานของรัฐนั้นอยู่แล้ว

ให้นำความในมาตรา ๙ วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับแก่การจัดหาข้อมูลข่าวสารให้
ตามมาตรานี้ โดยอนุโลม

คำขอตามวรรคหนึ่งให้จัดทำเป็นภาษาไทยและยื่นต่อหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองหรือควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารนั้น

 

มาตรา ๙  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร
ของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

มาตรา ๑๑/๑ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง ให้หน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารประจำหน่วยงานซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐนั้น โดยมีอำนาจหน้าที่จัดวางระบบการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการของหน่วยงาน และให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ตามที่ได้รับคำขอ

ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ขอคำปรึกษาจากคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารประจำหน่วยงานตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารประจำหน่วยงานดำเนินการให้แล้วเสร็จ
ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ  ทั้งนี้ ให้นับรวมกำหนดเวลาตามมาตรานี้เข้ากับกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่งด้วย ”

 

มาตรา ๑๐  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสามของมาตรา ๑๓  แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

เมื่อความปรากฏแก่คณะกรรมการว่ากรณีที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการตามวรรคหนึ่งเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการโดยไม่ชอบ หรือไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้คณะกรรมการแจ้งไปยังผู้บังคับบัญชา ผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ผู้กำกับดูแล หรือผู้ควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นเพื่อสั่งการหรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่หรือลงโทษทางวินัยต่อไป

 

มาตรา ๑๑  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๔/๑ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร
ของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

“มาตรา ๒๔/๑ ในกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการด้วยการเชื่อมโยงหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานของรัฐ หากข้อมูลข่าวสารนั้นมีข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลรวมอยู่ด้วย หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องจัดให้มีระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสาร
ส่วนบุคคลเพื่อป้องกันมิให้มีการนำไปใช้หรือเปิดเผยโดยไม่เหมาะสมหรือเป็นผลร้ายต่อเจ้าของข้อมูล
หรือเพื่อป้องกันการทำให้เสียหาย ถูกทำลาย ถูกเรียกดู สืบค้น เชื่อมโยง ใช้ เปิดเผย ทำสำเนา
หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่มีสิทธิ หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอย่างน้อยต้องมีหลักเกณฑ์ในเรื่อง ดังต่อไปนี้

(๑) การเข้าถึงและการใช้งานสารสนเทศ อุปกรณ์ ระบบ และสถานที่

(๒) การจัดให้มีระบบสารสนเทศและระบบสำรองของสารสนเทศซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
และจัดทำแผนเตรียมพร้อมกรณีฉุกเฉิน ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้สามารถใช้งานสารสนเทศได้ตามปกติอย่างต่อเนื่อง

(๓) การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านสารสนเทศอย่างสม่ำเสมอ

(๔) หลักเกณฑ์อื่นที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

 

มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

 

มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๒๗ ให้มีคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ประกอบด้วยรัฐมนตรี            ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน ปลัดกระทรวงทุกกระทรวง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจากภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกเก้าคนเป็นกรรมการ

มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“(๒) ให้คำแนะนำ และคำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ และประชาชน เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ตามที่ได้รับคำขอ รวมทั้งการดำเนินการใด ๆ ในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ

 

มาตรา ๑๔/๑  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๓/๑) ของมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

“(๓/๑) เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดนโยบาย
หรือปรับปรุงพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้”

 

มาตรา ๑๕  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๘/๑ มาตรา ๒๘/๒ และมาตรา ๒๘/๓
แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

มาตรา ๒๘/๑  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

   (๑) มีสัญชาติไทย

   (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์

 (๓) ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรรมการบริหาร
พรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง

   (๔) ไม่เป็นผู้มีความผิดปกติทางจิตอันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน

   (๕) ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยถึงไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากหน่วยงานของรัฐ
หรือให้ออกจากหน่วยงานของเอกชนเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

   (๖) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิด
ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

มาตรา ๒๘/๒  ให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการสรรหา ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เป็นกรรมการสรรหา

ให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็นเลขานุการ
และข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการแต่งตั้งอีกไม่เกินสองคน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ให้นำความในมาตรา ๓๑ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะกรรมการสรรหาโดยอนุโลม

มาตรา ๒๘/๓  คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่สรรหาและคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสม
ที่จะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชนจำนวนเก้าคน ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านนิติศาสตร์ ด้านรัฐศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ
ด้านสื่อสารมวลชน ด้านละหนึ่งคน

ในการสรรหาและคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง อาจมาจากการเสนอชื่อ
โดยกรรมการสรรหาหรือสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือการรับสมัครจากบุคคลทั่วไปก็ได้

เมื่อคณะกรรมการสรรหาได้ดำเนินการสรรหาและคัดเลือกบุคคลที่จะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิครบจำนวนแล้ว ให้เสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกต่อประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการพิจารณา
และเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้งต่อไป

หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการสรรหากำหนด

ให้นำความในมาตรานี้ไปใช้บังคับกับการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง
ตามมาตรา ๒๙ โดยอนุโลม”

 

มาตรา ๑๖  ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

มาตรา ๒๙  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๗ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง ผู้ที่พ้นจากตำแหน่งแล้วอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้แต่ต้องไม่เกินสองวาระ

ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้ดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง และให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระ
ที่เหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่แต่งตั้งแทนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้คณะกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้ดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นการล่วงหน้าได้ โดยเริ่มดำเนินการสรรหาก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน แต่ต้อง
ไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวัน และในระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒินั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่

มาตรา ๑๗  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสี่ของมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร
ของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

“ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ให้ผู้อุทธรณ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคำวินิจฉัยนั้น”

 

มาตรา ๑๘  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 

 

..............................................

 

         นายกรัฐมนตรี

ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยกำหนดให้มีสถานะเป็นกฎหมายกลางในเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารของราชการ มีบทบาทการใช้บังคับที่กว้างยิ่งขึ้นครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทุกประเภท และบุคคลทั้งหมดทั้งผู้ที่มีสัญชาติไทยและคนต่างด้าว กำหนดหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารสาธารณะไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ โดยเพิ่มเติมประเภทของข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รวมทั้งกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ชัดเจนและมีคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารประจำหน่วยงานเพื่อให้การพิจารณาคำขอเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างเป็นระบบ ตลอดจนปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการให้มีความเหมาะสมเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น



    พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้วซึ่งบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งยังขาดหลักเกณฑ์ในการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการได้อย่างแท้จริง



    • เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาธารณะ

  • (๑) กำหนดให้กฎหมายข้อมูลข่าวสารเป็นกฎหมายที่มีสถานะเป็นกฎหมายกลาง หากกฎหมายอื่นใดกำหนดวิธีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้แทน


    (๒) เพิ่มบทนิยามคำว่า ข้อมูลข่าวสารสาธารณะเพื่อให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ 


    (๓) แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า หน่วยงานของรัฐเพื่อให้ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทุกประเภท


    (๔) แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของบุคคลต่างด้าว เพื่อให้สิทธิบุคคลต่างด้าวเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเหมาะสม


    (๕) กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการที่เป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้โดยไม่ต้องร้องขอ  และแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้


    (๖) กำหนดวิธีการเผยแพร่หรือเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาหรือที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้


    (๗) กำหนดระยะเวลาในการพิจารณาเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามที่ได้รับคำขอให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น  รวมถึงกำหนดให้มีคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารประจำหน่วยงานเพื่อจัดวางระบบการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร


    ของราชการและทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการตามที่หน่วยงานของรัฐได้รับคำขอ และกำหนดมาตรการบังคับสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ


    (๘) กำหนดหลักเกณฑ์ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลกรณีที่มี


    การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานของรัฐ


    (๙) ให้ยกเลิกบทบัญญัติมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ เนื่องจากหลักการซ้ำซ้อนกับพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๖


    (๑๐) แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ


    (๑๑) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการเพื่อให้มี


    ความเหมาะสมกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน


    (๑๒) กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการในระหว่างที่ตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่างลง


    (๑๓) กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดได้ 

    • ๑. ปัญหา อุปสรรคการปฏิบัติตามร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
    • ๒. ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail