Facebook


ร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมและสนุบสนุนการวิจัยสุขภาพ พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 240 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

พ.ศ. ....

หลักการ

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

เหตุผล

กฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติได้นิยามคำว่า”สุขภาพ” ให้มีขอบเขตที่กว้างขวางกว่าคำว่า”

สาธารณสุข” กล่าวคือ สุขภาพหมายถึง ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทาง

สังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมกันอย่างสมดุล การที่จะสร้างสุขภาพให้เกิดขึ้นแก่บุคคล ชุมชน และสังคมได้นั้น

จำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การวิจัยสุขภาพของประเทศให้ครอบคลุมทุกมิติของ

สุขภาพอย่างเป็นองค์รวม มีทิศทางการวิจัยสุขภาพที่ชัดเจนและบูรณาการเป็นเอกภาพ รวมทั้งมีการบริหาร

งานวิจัยที่มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าการลงทุนการวิจัย อันจะนำความรู้จากการวิจัยที่สามารถสะท้อนให้เห็น

ช่องว่างการพัฒนา ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างครบวงจรในการสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน

นอกจากนั้นยังสามารถนำใช้งานเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภคและหรือ

ผู้รับบริการสุขภาพ เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพของประเทศ จึงจำเป็นต้องตรา

พระราชบัญญัตินี้

 

ร่าง

พระราชบัญญัติ

ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

พ.ศ. ....

...................................................

...................................................................................................................................

โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

................................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ พ.ศ. ....”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้

“การวิจัยสุขภาพ” หมายความว่า การศึกษาค้นคว้าโดยการทดลอง สำรวจ ตามหลัก

วิชาการเพื่อให้ได้ข้อมูลหรือความรู้ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา

และทางสังคม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านสุขภาพ เพื่อพัฒนาระบบ

ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ หรือเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ ได้แก่

(๑) การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสังคมวิทยาเกี่ยวกับสุขภาพ

(๒) การวิจัยทางคลินิก

(๓) การวิจัยระบบสุขภาพ รวมทั้งการวิจัยเพื่อพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ

(๔) การวิจัยและพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ

(๕) การวิจัยอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

“คณะกรรมการติดตามประเมินผล” หมายความว่า คณะกรรมการติดตามประเมินผลการ

ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

“กองทุน” หมายความว่า กองทุนส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

หมวด ๑

คณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

มาตรา ๖ ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ ประกอบด้วย

(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานกรรมการ

(๒) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนแปดคน ได้แก่ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงการคลังปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา

(๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนแปดคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ได้รับการสรรหาที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ทางการวิจัย ในด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ด้านการแพทย์ ด้านสาธารณสุข ด้านระบบสุขภาพ ด้านประเมินผลด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสังคมวิทยาที่เกี่ยวกับสุขภาพ และด้านคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ด้านละหนึ่งคน

ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการได้ตามความจำเป็น

หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาและพิจารณาคัดเลือกกรรมการตาม (๓) เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี

แต่งตั้ง ให้เป็นไปตามระเบียบหรือประกาศที่รัฐมนตรีกำหนดโดยการเสนอแนะของคณะกรรมการ

มาตรา ๗ กรรมการตามมาตรา ๖ (๓) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์และมีอายุไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับแต่งตั้ง

(๓) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออกหรือให้ออกจากราชการหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือจากหน่วยงานของเอกชนเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือเพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

(๔) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๕) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลายโดยทุจริต

(๖) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง แต่ไม่รวมถึงกรณีเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

มาตรา ๘ กรรมการตามมาตรา ๖ (๓) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี

ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งแทนตนจะเข้ารับหน้าที่ และให้ดำเนินการสรรหาเพื่อแต่งตั้งกรรมการแทนก่อนวันครบวาระไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน

ในกรณีที่กรรมการตามวรรคหนึ่งพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้ดำเนินการเลือกสรรหา

เพื่อแต่งตั้งกรรมการภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งกรรมการนั้นว่างลง และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งอยู่ใน

ตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระที่เหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จะไม่

ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้ และในกรณีนี้ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกินสองวาระ

มาตรา ๙ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๘ กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรี

แต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) คณะกรรมการมีมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ

(๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๕) เป็นผู้มีพฤติกรรมที่อาจขัดหรือแย้งกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

(๖) ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗

มาตรา ๑๐ คณะกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

(๑) กำหนดขอบเขต ลำดับความสำคัญ แผนงานและทิศทางของการวิจัยสุขภาพ ให้สอดคล้องกับนโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติและแผนพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะแผนการพัฒนาด้านสุขภาพและสาธารณสุข และปัจจัยที่ส่งผลต่อความมั่นคงด้านสุขภาพทั้งระดับประเทศและระดับพื้นที่

(๒) กำหนดแนวทางและจัดสรรทุนสนับสนุนการวิจัยสุขภาพที่สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ใน

(๓) ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัย ชุมชน ท้องถิ่น หน่วยงานหรือองค์กรอื่นให้ได้รับงบประมาณหรือเงินอุดหนุนเพื่อการวิจัยสุขภาพจากกองทุน หรือแหล่งทุนอื่น

(๔) ส่งเสริมและสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้ที่ได้จากผลงานวิจัยไปยังผู้ใช้งาน การบริหารจัดการงานวิจัยสุขภาพเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในทางนโยบายและการปฏิบัติ และกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์จากงานวิจัย

(๕) เสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถของนักวิจัย สนับสนุนการศึกษาอบรมของกำลังคนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยสุขภาพ และสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการวิจัยสุขภาพ

(๖) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับการวิจัยสุขภาพ

(๗) กำหนดนโยบาย กฎระเบียบ หลักเกณฑ์การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษา การนำเงินกองทุนไปจัดหาผลประโยชน์

(๘) อนุมัติแผนงาน แผนการลงทุน แผนการเงิน และงบประมาณประจำปีสำหรับการดำเนินงานของสำนักงาน

(๙) กำหนดนโยบาย วางระเบียบ ข้อบังคับ เพื่อการบริหาร และควบคุมดูแล การดำเนินงานของสำนักงาน

(๑๐) กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้อำนวยการ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนด และตามข้อเสนอของคณะกรรมการ

(๑๑) กำหนดสัดส่วนทุนสนับสนุนวิจัยสุขภาพอย่างเหมาะสมและเพียงพอ

(๑๒) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

มาตรา ๑๑ การประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม และจัดให้มีการประชุมอย่างน้อยทุกสามเดือนหรือไม่น้อยกว่าสี่ครั้งในแต่ละปีงบประมาณ

ในการปฏิบัติหน้าที่ กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องที่คณะกรรมการพิจารณา ให้กรรมการผู้นั้นแจ้งให้ที่ประชุมทราบและให้ที่ประชุมพิจารณาว่ากรรมการผู้นั้นสมควรจะอยู่ในที่ประชุมและมีมติในการประชุมเรื่องนั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดการวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ๑๒ คณะกรรมการมีอำ นาจแต่งตั้งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการ และมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้

มาตรา ๑๓ ประธานกรรมการ กรรมการ ที่ปรึกษา และคณะอนุกรรมการ ย่อมได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

หมวด ๒

คณะกรรมการติดตามประเมินผลการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

มาตรา ๑๔ ให้มีคณะกรรมการติดตามประเมินผลการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งประกอบด้วยผู้มีความรู้และประสบการณ์สูงด้านการวิจัยสุขภาพเป็นประธานกรรมการ และ

ผู้มีความรู้และประสบการณ์สูงด้านการวิจัยสุขภาพจำนวนสี่คน ด้านการติดตามประเมินผลจำนวนสองคน เป็นกรรมการ รวมเป็นจำนวนเจ็ดคน และผู้อำนวยการเป็นเลขานุการ

ให้นำมาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ มาใช้บังคับกับคณะกรรมการติดตามประเมินผลโดยอนุโลม

หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาคณะกรรมการติดตามประเมินผล เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยการเสนอแนะของคณะกรรมการ

มาตรา ๑๕ ประธานกรรมการและกรรมการของคณะกรรมการติดตามประเมินผล อยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี

ประธานกรรมการและกรรมการของคณะกรรมการติดตามประเมินผลซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

มาตรา ๑๖ คณะกรรมการติดตามประเมินผล มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(๑) ประเมินความสอดคล้องของนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพที่

คณะกรรมการกำหนด การให้ทุนของสำนักงาน ความก้าวหน้าของแผนงานวิจัยที่ได้รับทุนจากสำนักงาน และการบรรลุเป้าหมายของการวิจัยสุขภาพ

(๒) ติดตามและประเมินผลการบริหารกองทุน

(๓) รายงานผลการปฏิบัติงานอื่น ๆ ของสำนักงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการ

หมวด ๓

สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ

มาตรา ๑๗ ให้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น

ให้สำนักงานมีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่พนักงานและลูกจ้างของสำนักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าว

มาตรา ๑๘ ให้สำนักงานมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(๑) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการกำหนดยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้านการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยสุขภาพเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณาโดยใช้ข้อมูลเชิงวิชาการ และประสานความร่วมมือกับเครือข่ายวิจัยในประเทศและต่างประเทศ

(๒) ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ บริหารจัดการทุนวิจัยสุขภาพเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถของนักวิจัย สนับสนุนการศึกษาอบรมของกำลังคนที่เกี่ยวกับการวิจัยสุขภาพ

(๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับการวิจัยสุขภาพ ตลอดจนการพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยตามแนวทางที่คณะกรรมการกำหนด

(๔) ผลักดันการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม

(๕) รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ คณะกรรมการติดตามประเมินผล และเป็นสำนักงานธุรการในการสรรหากรรมการตามมาตรา ๖ (๓)

(๖) จัดทำแผนการติดตามประเมินผลการวิจัยสุขภาพ เสนอคณะกรรมการติดตามประเมินผลเพื่อพิจารณา

(๗) บริหารกองทุนตามระเบียบ ประกาศหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

(๘) จัดทำรายงานการเงินการบัญชีของสำนักงาน และเสนอแผนงาน แผนการลงทุนแผนการเงิน และงบประมาณประจำปี ต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา

(๙) ประสานงานกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่น เพื่อให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณ หรือได้รับ

เงินอุดหนุนเพื่อการวิจัยสุขภาพผ่านกองทุนตามที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ

(๑๐) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่น หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการมอบหมาย

มาตรา ๑๙ ให้สำนักงานมีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบเขตแห่งอำนาจหน้าที่ตาม

มาตรา ๑๘ และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง

(๑) การถือกรรมสิทธิ์ หรือมีสิทธิครอบครอง หรือมีทรัพย์สิทธิต่างๆ สร้าง ซื้อ ว่าจ้าง รับจ้าง จัดหา ขาย จำหน่าย เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม รับจำนำ รับจำนอง แลกเปลี่ยน โอน รับโอน หรือดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งในและนอกราชอาณาจักร ตลอดจนรับทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้

(๒) เข้าร่วมกิจการกับบุคคลอื่นหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด เพื่อประโยชน์แก่การพัฒนางานด้านการวิจัยสุขภาพ

(๓) กู้หรือยืมเงินภายในราชอาณาจักร

(๔) ให้กู้หรือให้ยืมเงิน โดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สิน เพื่อประโยชน์แก่การพัฒนาการวิจัยสุขภาพ

(๕) ว่าจ้างหรือมอบให้บุคคลใดประกอบกิจการส่วนใดส่วนหนึ่งของสำนักงาน

มาตรา ๒๐ ให้สำนักงานมีผู้อำนวยการคนหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้ง เป็นผู้รับผิดชอบการบริหารงานของสำนักงานขึ้นตรงต่อคณะกรรมการ มีหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งงานของสำนักงาน และเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างในสำนักงาน โดยอาจมีรองผู้อำนวยการตามจำนวนที่คณะกรรมการกำหนดเป็นผู้ช่วย สั่งและปฏิบัติงานตามที่ผู้อำนวยการมอบหมายก็ได้

ให้คณะกรรมการเป็นผู้คัดเลือกเพื่อแต่งตั้งและถอดถอนผู้อำนวยการ

ในการจ้างและแต่งตั้งผู้อำนวยการ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาไม่น้อยกว่าห้าคน โดยต้องมีกรรมการตามมาตรา ๖ (๓) อย่างน้อยสองคนร่วมเป็นกรรมการสรรหาด้วย และออกประกาศหรือข้อบังคับในเรื่องนี้ นอกจากนี้ ผู้รับการสรรหาเป็นผู้อำนวยการจะต้องไม่เป็นกรรมการในคณะกรรมการหรือคณะกรรมการติดตามประเมินผล และมีอายุไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ในวันยื่นใบสมัคร ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาอาจเสนอชื่อผู้มีความเหมาะสมมากกว่าหนึ่งชื่อก็ได้กรรมการสรรหาไม่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้อำนวยการให้กรรมการสรรหาประชุมกันเองเพื่อเลือกประธานกรรมการสรรหา และเลือกอีกคนหนึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหา

ให้สำนักงานทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการในการดำเนินการสรรหาและคัดเลือกผู้อำนวยการ

มาตรา ๒๑ ผู้อำนวยการต้องเป็นผู้สามารถทำงานเต็มเวลาให้แก่สำนักงาน และต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์และมีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับแต่งตั้ง

(๓) เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์เหมาะสมกับกิจการของสำนักงาน และมีคุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด

(๔) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ (๓) (๔) (๕) หรือ (๖)

มาตรา ๒๒ ผู้อำนวยการมีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

นอกจากพ้นตำแหน่งตามวาระแล้ว ให้ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗

(๔) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๕) ขาดการประชุมคณะกรรมการเกินสองครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร

(๖) ถูกเลิกสัญญาจ้าง

เมื่อตำแหน่งผู้อำนวยการว่างลงและยังไม่มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการคนใหม่ หรือในกรณีผู้อำนวยการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นการชั่วคราว ให้คณะกรรมการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการ

ให้ผู้รักษาการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้อำนวยการ

มาตรา ๒๓ ผู้อำนวยการ มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(๑) บริหารกิจการของสำนักงาน ตามกฎหมาย นโยบาย มติ ข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการ

(๒) ควบคุมดูแลงานโดยทั่วไปของสำนักงาน

(๓) วางระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงาน โดยไม่ขัดหรือแย้งกับ นโยบาย มติ ข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการ

(๔) ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะรัฐมนตรี คณะกรรมการ และคณะกรรมการติดตามประเมินผลมอบหมาย

มาตรา ๒๔ ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้แทนของสำนักงาน และเพื่อการนี้ ผู้อำนวยการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อบังคับว่าด้วยระเบียบปฏิบัติงานที่คณะกรรมการวางขึ้นนั้น ถ้ามีข้อความจำกัดอำนาจผู้อำนวยการในการทำนิติกรรมไว้ประการใด ให้รัฐมนตรีประกาศข้อบังคับที่มีข้อความเช่นว่านั้นในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๒๕ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงาน เรียกว่า “กองทุนส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ” เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานของสำนักงาน ประกอบด้วย

(๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นรายปี

(๒) เงินอุดหนุนจากหน่วยงาน องค์กรในประเทศหรือต่างประเทศ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ

(๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้

(๔) เงินและทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของสำนักงาน

(๕) รายได้จากการดำเนินกิจการของสำนักงาน รวมทั้งผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา

(๖) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕)

รัฐบาลพึงจัดสรรเงินอุดหนุนตาม (๑) ให้แก่สำนักงานโดยตรงเป็นจำนวนที่เพียงพอต่อการดำเนินการตามภารกิจและอำนาจหน้าของคณะกรรมการและสำนักงาน

มาตรา ๒๖ บรรดารายได้ของสำนักงานและกองทุนตามมาตรา ๒๕ ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ทรัพย์สินของสำนักงานไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีและบุคคลใดจะยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้สำนักงานในเรื่องทรัพย์สินของสำนักงานมิได้

บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สำนักงานได้มาโดยมีผู้บริจาคให้หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยน จากรายได้ตามมาตรา ๒๕ (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖) ของสำนักงาน ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงาน

บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สำนักงานได้มาโดยใช้เงินรายได้ตามมาตรา ๒๕ (๑) ให้ตกเป็นที่ราชพัสดุ แต่สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์ได้

การใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารของสำนักงาน รวมถึงบรรดาที่ราชพัสดุที่สำนักงานได้รับอนุญาตใช้ประโยชน์ ได้รับยกเว้นการจัดเก็บค่าเช่า ค่าธรรมเนียมการจัดให้เช่าหรือค่าธรรมเนียมการจัดหาประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ

มาตรา ๒๗ การบัญชีของสำนักงาน ให้จัดทำตามหลักสากลตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง

มาตรา ๒๘ ให้สำนักงานจัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการ ส่งผู้สอบบัญชีตรวจสอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีทุกปี

ในทุกรอบปี ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลภายนอกตามที่คณะกรรมการ

แต่งตั้งด้วยความเห็นชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงิน

และทรัพย์สินของสำนักงาน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าว เป็นไปตาม

วัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด แล้วทำรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อ

คณะกรรมการ

มาตรา ๒๙ ทุกๆ ปี ให้สำนักงานจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการ โดยแสดงงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีรับรองว่าถูกต้อง พร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งแสดงผลงานของสำนักงานในปีที่ล่วงมาด้วย และให้คณะกรรมการเสนอรายงานประจำปีดังกล่าวต่อ

รัฐมนตรีเพื่อทราบ

บทเฉพาะกาล

-------------------------

มาตรา ๓๐ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน ตลอดจนเงินงบประมาณ กองทุน

เพื่อการพัฒนาระบบสาธารณสุข และรายได้ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติสถาบันวิจัย

ปรับปรุง ๒๗มิถุนายน ๒๕๖๐

๑๐

ระบบสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไปเป็นของสำนักงานตาม

พระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๓๑ ให้พนักงานและลูกจ้างของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติ

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นพนักงานและลูกจ้างของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้

พนักงานและลูกจ้างดังกล่าวดำรงตำแหน่งและได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้าง รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตาม

ตำแหน่งและอัตราเงินเดือนหรือค่าจ้างเดิมที่ดำรงและได้รับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ถือว่า

เวลาทำงานของบุคคลดังกล่าวเป็นเวลาทำงานติดต่อกันกับเวลาทำงานในสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขนับแต่

วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

กรณีที่สำนักงานเลิกหรือยุบตำแหน่ง หรือลักษณะงานใหม่ของสำนักงานมีความแตกต่างจาก

ตำแหน่งเดิมในสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ให้พนักงานและลูกจ้างของสถาบันวิจัยมีสิทธิขอลาออกจากงาน

โดยให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและให้ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วย

การคุ้มครองแรงงาน

มาตรา ๓๒ ให้คณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติสถาบันวิจัย

ระบบสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า

จะได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน

หนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ให้คณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพตามมาตรา ๖ ปฏิบัติหน้าที่

คณะกรรมการติดตามประเมินผลการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง

ตามมาตรา ๑๔ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๓๓ ให้ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและ

สนับสนุนการวิจัยสุขภาพ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๓๔ ให้นำบรรดาข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตาม

พระราชบัญญัติสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้

ใช้บังคับได้ต่อไปโดยอนุโลม จนกว่าจะได้มีการออกประกาศ คำสั่ง ข้อบังคับหรือระเบียบตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

.............................................

นายกรัฐมนตรี

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    ๑.นิยามของ “การวิจัยสุขภาพ” หมายความว่า การศึกษาค้นคว้าโดยการทดลอง สำรวจ ตามหลักวิชาการเพื่อให้ได้ข้อมูลหรือความรู้ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญาและทางสังคม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อพัฒนาระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ หรือเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ ได้แก่ 


    (๑)การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสังคมวิทยาเกี่ยวกับสุขภาพ 


    (๒)การวิจัยทางคลินิก


    (๓)การวิจัยระบบสุขภาพ รวมทั้งการวิจัยเพื่อพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ


    (๔)การวิจัยและพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ  


    (๕)การวิจัยอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด    


    ๒.มีคณะกรรมการ ๒ คณะ เพื่อทำหน้าที่ให้ครอบคลุมทุกด้าน คือ


    ๒.๑ คณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ ทำหน้าที่ในการกำหนดแผนงาน ทิศทางของการสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ ให้สอดคล้องกับนโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติและแผนพัฒนาประเทศ รวมทั้งจัดสรรทุนสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ และควบคุมกำกับสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ  


    ๒.๒ คณะกรรมการติดตามประเมินผลการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ  ทำหน้าที่ในการประเมินความสอดคล้องของนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ และติดตามประเมินผลการบริหารกองทุน ทั้งนี้ เพื่อให้การวิจัยสุขภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อันจะทำให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนมีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 


    ๓.จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพโดยโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน งบประมาณจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข  เพื่อทำหน้าที่จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ ผลักดันการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม และบริหารกองทุน


    ๔.มีกองทุนส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน  



    พระราชบัญญัติสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบสาธารณสุข ซึ่งมีขอบเขตการดำเนินงานเฉพาะ “การศึกษา ค้นคว้า วิจัยกิจการด้านสาธารณสุข โดยสัมพันธ์กับศาสตร์ด้านอื่น เช่น สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การแพทย์ เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา หรือพฤติกรรมศาสตร์ เพื่อให้กิจการด้านสาธารณสุขสามารถพัฒนาไปอย่างมีระบบ และสามารถแก้ปัญหาสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ”  โดยขอบเขตการดำเนินงานเช่นนี้ ทำให้ไม่ครอบคลุมถึงการวิจัยการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสังคมวิทยาเกี่ยวกับสุขภาพ การวิจัยทางคลินิก และการวิจัยและพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ  


    เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงควรมีกฎหมายที่ครอบคลุมวิจัยด้านสุขภาพโดยรวม และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินงานดังกล่าวโดยเฉพาะ ไม่ว่าทางด้านนโยบาย ด้านงบประมาณ และด้านการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์


     



    • กฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติได้นิยามคำว่า”สุขภาพ” ให้มีขอบเขตที่กว้างขวางกว่าคำว่า “สาธารณสุข” กล่าวคือ สุขภาพหมายถึง ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมกันอย่างสมดุล การที่จะสร้างสุขภาพให้เกิดขึ้นแก่บุคคล ชุมชน และสังคมได้นั้น จำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การวิจัยสุขภาพของประเทศให้ครอบคลุมทุกมิติของสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม  มีทิศทางการวิจัยสุขภาพที่ชัดเจนและบูรณาการเป็นเอกภาพ รวมทั้งมีการบริหารงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าการลงทุนการวิจัย อันจะนำความรู้จากการวิจัยที่สามารถสะท้อนให้เห็นช่องว่างการพัฒนา ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างครบวงจรในการสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนั้นยังสามารถนำใช้งานเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภคและหรือผู้รับบริการสุขภาพ เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยสุขภาพของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


       

ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail