Facebook


ร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 318 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ร่าง

 

พระราชบัญญัติ

 

การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ

 

พ.ศ. ....

 

_______________________

 

                  

 

........................................

 

........................................

 

.........................................

 

 

 

..................................................................................................................................................................................................................................................

 

 

 

โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ

 

..................................................................................................................................................................................................................................................

 

 

 

มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ. ....

 

 

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

 

 

                    มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัตินี้

 

นโยบายสาธารณะหมายความว่า แนวทางในการดำเนินการของรัฐในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และการเมือง การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด การพัฒนาท้องถิ่น การผังเมือง และชุมชนเมือง แผนงานและโครงการพัฒนาของหน่วยงานรัฐที่จัดทำขึ้นตามแนวทางในการดำเนินการของรัฐ หรือโดยวิธีการให้สัมปทาน หรืออนุญาตให้บุคคลอื่นทำ และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชน

 

กระบวนการนโยบายสาธารณะหมายความว่า การจัดทำและดำเนินนโยบายสาธารณะโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ได้แก่ การริเริ่ม การให้และรับรู้ข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น การร่วมดำเนินการ การร่วมติดตามประเมินผล และการร่วมตรวจสอบการดำเนินนโยบายสาธารณะ รวมทั้ง การพิจารณา แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนโยบายสาธารณะ

 

หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ และหน่วยงานที่ได้รับสัมปทานหรือได้รับอนุญาตให้จัดทำนโยบายสาธารณะ

 

ผู้มีส่วนได้เสีย หมายความว่า ผู้ซึ่งอาจได้รับประโยชน์ ได้รับความเสียหาย หรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายสาธารณะ

 

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหมายความว่า ผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชน องค์กรภาคประชาชน หรือหน่วยงานของรัฐ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานนโยบายสาธารณะ และบุคคลอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

 

การมีส่วนร่วมของประชาชน หมายความว่า การที่หน่วยงานของรัฐเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้เสีย ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ

 

ฉันทามติ หมายความว่า ผลที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและมีการสื่อสารสองทางระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับหน่วยงานของรัฐเพื่อร่วมกันหาทางออกในประเด็นต่าง ๆ โดยวิธีการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด

 

คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ

 

กรรมการหมายความว่า กรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ

 

“คณะกรรมการสรรหา” หมายความว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ

 

รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หมายความว่า รัฐมนตรีที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการหรืองานของหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในการดำเนินนโยบายสาธารณะ

 

 

 

มาตรา ๔  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจในการออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

 

                   กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

 

 

 

                   มาตรา ๕  ในกรณีที่มีกฎหมายใดบัญญัติเรื่องการมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะไว้ การดำเนินการเรื่องการมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะตามกฎหมายนั้นให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่กรณีที่กฎหมายนั้นได้กำหนดเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะไว้โดยเฉพาะและมีมาตรฐานในการดำเนินการไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

หมวด ๑

 

สิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ

 

_______________________

 

                  

 

                        มาตรา ๖  ประชาชนย่อมมีสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะตามพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

                   มาตรา ๗  หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้เสียต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

 

 

 

                   มาตรา ๘  ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ในขั้นตอนต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ดังต่อไปนี้

 

(๑)  การให้ข้อมูลและการรับข้อมูลจากประชาชน

 

(๒)  การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

 

(๓)  การมีส่วนร่วมในการริเริ่ม จัดทำหรือปฏิบัติตามนโยบายสาธารณะ

 

(๔)  การมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผลนโยบายสาธารณะ

 

(๕)  การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ

 

(๖)  การมีส่วนร่วมในการพิจารณา แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนโยบายสาธารณะ

 

                   การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการในการมีส่วนร่วมตามที่คณะกรรมการกำหนด

 

 

 

มาตรา ๙  หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะที่อาจมีผลกระทบ

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอาจยื่นคำร้องให้หน่วยงานของรัฐตามวรรคหนึ่งจัดให้มีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ หาก

พิจารณาเห็นว่าอาจมีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและชุมชน โดยหน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการตามคำร้องโดยไม่ชักช้า

 

 

                   มาตรา ๑๐  หน่วยงานของรัฐต้องนำฉันทามติจากการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา ๙ ไปใช้ประกอบการตัดสินใจในกระบวนการนโยบายสาธารณะ หากมีการดำเนินงานใดที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน คุณภาพสังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพอนามัย หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันหรือมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อชดเชยให้กับผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามกระบวนการนโยบายสาธารณะดังกล่าว และมาตรการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมโดยส่วนรวม

 

 

 

                    มาตรา ๑๑  ในกรณีที่จะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการนโยบายสาธารณะ ก่อนดำเนินการดังกล่าวหน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับข้อมูลหรือข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้อย่างทั่วถึงและในระยะเวลาที่เพียงพอ

 

                   (๑)  สาระสำคัญของนโยบายสาธารณะ

 

                   (๒)  เหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ

 

                   (๓)  สถานที่ วิธีการ ขั้นตอน และระยะเวลาที่จะดำเนินการ

 

                   (๔)  ผลกระทบของการดำเนินการ ทั้งผลดีและผลเสียที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งมาตรการป้องกันหรือแก้ไขในกรณีที่อาจเกิดผลเสียหรือผลกระทบ

 

                   (๕)  การวิเคราะห์ความคุ้มค่าเมื่อพิจารณาจากผลกระทบตามมาตรา ๑๑ (๔)

 

                   (๖)  รายละเอียดอื่นที่จะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างเพียงพอเกี่ยวกับการดำเนินงานของนโยบายสาธารณะ

 

การดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของรัฐด้วย

 

ให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการของหน่วยงานของรัฐในการจัดหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริง และการเผยแพร่ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงแก่ประชาชนตามวรรคหนึ่ง

 

 

 

มาตรา ๑๒  เมื่อหน่วยงานของรัฐได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นแล้วให้หน่วยงานของรัฐประกาศการตัดสินใจให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป โดยในประกาศดังกล่าวต้องแสดงถึงเหตุผล
ความจำเป็น มาตรการในการป้องกันหรือเยียวยา การแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ความคุ้มค่าของนโยบายสาธารณะ และทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ประกาศดังกล่าวต้องกระทำโดยเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

 

 

 

                   มาตรา ๑๓  เมื่อได้มีการประกาศตามมาตรา ๑๒ แล้ว หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติและดำเนินกระบวนการนโยบายสาธารณะตามที่ได้ประกาศไปแล้ว

 

                  

 

มาตรา ๑๔  ในระหว่างการดำเนินกระบวนการนโยบายสาธารณะ หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินนโยบายสาธารณะและเผยแพร่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบ

 

เมื่อดำเนินกระบวนการนโยบายสาธารณะเสร็จสิ้นแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินการและเผยแพร่ต่อสาธารณะ

 

การจัดทำรายงานตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องจัดทำและเผยแพร่ปีละหนึ่งครั้ง และรายงานดังกล่าวต้องประกอบด้วย

 

(๑)  การมีส่วนร่วมของประชาชน

 

(๒)  ผลกระทบที่มีต่อประชาชนและชุมชน

 

(๓)  มาตรการป้องกันหรือเยียวยา หรือการดำเนินการแก้ไขปัญหาและผลกระทบ

 

 

 

                   มาตรา ๑๕  ผู้มีส่วนได้เสียใดเห็นว่านโยบายสาธารณะใด ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และมิได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันหรือเยียวยา หรือดำเนินการแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้มีส่วนได้เสียนั้นสามารถยื่นคำร้องต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรการป้องกันหรือแก้ไขเยียวยา ผลกระทบที่เกิดจากกระบวนการนโยบายสาธารณะตามมาตรา ๑๐ ได้

 

                   ในกรณีที่การดำเนินการตามนโยบายสาธารณะใดก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อคุณภาพสังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชน ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อให้พิจารณา แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนโยบายสาธารณะนั้นได้

 

                   หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่พิจารณาดำเนินการตามคำร้องตามวรรคหนึ่ง และวรรคสองโดยไม่ชักช้า ในการนี้อาจแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและหาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยให้หน่วยงานของรัฐประกาศการตัดสินใจให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปตามมาตรา ๑๒

 

 

 

มาตรา ๑๖  ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามคำร้องของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามมาตรา ๙ และผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา ๑๕ ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าวยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยได้เมื่อพ้นสามสิบวัน นับแต่วันยื่นคำร้อง

 

หากกรณีที่ผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่าประชาชนได้รับผลกระทบจากการดำเนินกระบวนการนโยบายสาธารณะเกินกว่ามาตรการที่ได้ประกาศไว้ตามมาตรา ๑๒ ให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ทราบประกาศนั้น

 

ให้คณะกรรมการวินิจฉัยคำร้องตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่รับคำร้อง ในกรณีที่เหตุจำเป็นให้ขยายเวลาออกไปได้ แต่ต้องแสดงเหตุผล และรวมเวลาทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินหกสิบวัน

 

 

 

มาตรา ๑๗  ในการวินิจฉัยคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา ๑๖ หากคณะกรรมการเห็นว่าหน่วยงานของรัฐสมควรแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนโยบายสาธารณะ ให้คณะกรรมการส่งความเห็นไปยังหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาประกอบการตัดสินใจ

 

เมื่อหน่วยงานของรัฐได้รับความเห็นจากคณะกรรมการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาและจัดทำประกาศการตัดสินใจให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็นจากคณะกรรมการ

 

 

 

                   มาตรา ๑๘  ในกรณีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตามมาตรา ๑๖ หรือประกาศของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๑๗ ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธินำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป

 

 

 

หมวด ๒

 

คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ

 

_______________________

 

 

 

มาตรา ๑๙  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะประกอบด้วย

 

(๑)  นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธาน

 

(๒)  ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ

 

(๓)  ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนสองคนซึ่งมาจากการเลือกกันเองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด เป็นกรรมการ

 

(๔)  ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ได้รับการสรรหาจากนักวิชาการผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวนห้าคน เป็นกรรมการ

 

(๕)  ผู้แทนองค์กรชุมชนและผู้แทนจากภาคประชาชนซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ได้รับสรรหาจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมห้าคน
เป็นกรรมการ

 

ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเลขานุการคณะกรรมการและให้เลขานุการคณะกรรมการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

 

 

 

มาตรา ๒๐  กรรมการตามมาตรา ๑๙ (๔) และ (๕) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

 

(๑)  มีสัญชาติไทย

 

(๒)  มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์

 

(๓)  ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี

 

(๔)  ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

 

(๕)  ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

 

                   (๖)  ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้ทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

 

                   (๗)  ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น

 

                   (๘)  ไม่เป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้มีตำแหน่งใด ในพรรคการเมือง

 

 

 

มาตรา ๒๑  ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

 

(๑) พิจารณาวินิจฉัยคำร้อง กำกับดูแล ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะตามพระราชบัญญัตินี้

 

(๒) พิจารณาวินิจฉัยมาตรฐานเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกระบวนการนโยบายสาธารณะของกฎหมายอื่นตามมาตรา ๕

 

(๓) ส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนหรือองค์กรทางสังคมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มเครือข่าย และพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชน

 

(๔) กำหนดขอบเขต ประเภท ชนิด และลักษณะของนโยบายสาธารณะที่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัตินี้

 

(๕) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการมีส่วนร่วมของประชาชนตามพระราชบัญญัตินี้

 

(๖) เสนอแนะหน่วยงานของรัฐในการตราและการปรับปรุงกฎหมาย กฎ หรือระเบียบของหน่วยงานของรัฐ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย กฎ หรือระเบียบดังกล่าว

 

(๗) เสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในการตรากฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้

 

(๘) สนับสนุนและให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ

 

(๙) ให้คำปรึกษาหรือให้ความช่วยเหลือประชาชนในการใช้สิทธิ เพื่อดำเนินคดีทางศาล ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐมิได้ปฏิบัติตามหลักการที่คณะกรรมการกำหนด หรือมิได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะ  และในกรณีที่เห็นสมควร คณะกรรมการอาจเสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือใช้สิทธิทางศาลแทนประชาชนได้

 

(๑๐) จัดทำรายงานการประเมินผลการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

 

(๑๑) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย และกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานดังกล่าว ทั้งนี้ ให้มีองค์ประกอบของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งราชการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และประชาชนมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน

 

(๑๒) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

 

 

 

                   มาตรา ๒๒ การสรรหากรรมการตามมาตรา ๑๙ (๔) และ (๕) ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการสรรหาซึ่งประกอบด้วย ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานกรรมการร่วมภาคเอกชน ๓ สถาบัน (กกร.) ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย

 

                   ให้คณะกรรมการสรรหาประชุมกันเองเพื่อเลือกกรรมการสรรหาคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหา และให้เลขานุการคณะกรรมการเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหา

 

                   ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเลขานุการในการดำเนินการสรรหา

 

 

 

                   มาตรา ๒๓  ให้คณะกรรมการสรรหากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการตามมาตรา ๑๙ (๔) และ (๕) โดยคำนึงถึงตัวแทนของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เช่น เกษตร แรงงาน องค์กรภาค
ประชาสังคม องค์กรพัฒนาชุมชน ภาคเอกชน ภาคบริการ องค์กรวิชาชีพ และสื่อมวลชน  ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงสัดส่วนระหว่างหญิงและชายด้วย

 

                   ก่อนที่กรรมการตามมาตรา ๑๙ (๔) หรือ (๕) แล้วแต่กรณี จะครบวาระดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหากรรมการตามมาตรา ๑๙ (๔) หรือ (๕) จากผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐ เพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง

 

                   ในกรณีที่มีกรรมการเหลืออยู่ไม่ครบตามองค์ประกอบหรือจำนวนที่กำหนด ให้กรรมการเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้  เว้นแต่มีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด ให้ดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งให้ครบตามจำนวนต่อไป

 

 

 

                   มาตรา ๒๔  กรรมการตามมาตรา ๑๙ (๓) (๔) และ (๕) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้


 

 

                   มาตรา ๒๕  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการตามมาตรา ๑๙ (๓) (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

 

                   (๑)  ตาย

 

                   (๒)  ลาออก

 

                   (๓)  ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐

 

                   (๔)  กรรมการไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่มีอยู่มีมติให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะเหตุมีความประพฤติเสื่อมเสียในการปฏิบัติหน้าที่

 

                   เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และให้ถือว่าคณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่

 

 

 

                   มาตรา ๒๖  การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

 

                   ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

 

                   ในกรณีที่ไม่อาจนัดประชุมได้ ให้กรรมการมากกว่ากึ่งหนึ่ง ลงชื่อเพื่อขอให้เลขานุการทำการเรียกประชุมได้

 

                   การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ใช้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันอย่างรอบคอบ แทนการลงคะแนนก่อน แต่หากไม่อาจใช้กระบวนการดังกล่าวได้ ให้วินิจฉัยชี้ขาดโดยถือเอาเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

 

 

 

มาตรา ๒๗  ให้คณะกรรมการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีอำนาจเรียกบุคคลใดมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็น หรือให้ส่งเอกสาร หลักฐานใด ๆ รวมทั้งอาจขอตรวจดูเอกสารหลักฐานที่อยู่ในครอบครอง ณ ที่ทำการหรือในหน่วยงาน และตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ได้

 

 

 

หมวด ๓

 

การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ

 

_______________________

 

 

 

มาตรา ๒๘  ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะขึ้นในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

 

 

 

มาตรา ๒๙  ให้สำนักงานมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

 

                   (๑)  รับผิดชอบงานธุรการและงานวิชาการของคณะกรรมการ

 

                   (๒)  ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินนโยบายสาธารณะ

 

               (๓)  ส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานของรัฐในการให้ความรู้ในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน  และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายสาธารณะ

 

                   (๔)  ศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์และวิจัยเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินนโยบายสาธารณะ

 

                   (๕)  รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายสาธารณะ

 

(๖)  ดำเนินการเผยแพร่ผลงานวิชาการ และให้ความรู้และการศึกษาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินนโยบายสาธารณะแก่หน่วยงานของรัฐและประชาชน

 

(๗)  ติดตามและประเมินการดำเนินการด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ

 

                   (๘)  จัดทำรายงานประจำปีแสดงผลงานและอุปสรรคในการดำเนินงานของคณะกรรมการและสำนักงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

 

                   (๙)  ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายอื่น หรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

 

 

 

หมวด ๔

 

บทกำหนดโทษ

 

_______________________

 

 

 

                   มาตรา ๓๐  ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อมิให้มีการดำเนินการหรือทำให้การดำเนินการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะไม่อาจดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 

 

                   มาตรา ๓๑  ผู้ใดอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามพระราชบัญญัตินี้ไปบิดเบือนเพื่อประโยชน์ในทางมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 

 

                   มาตรา ๓๒  ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการตามมาตรา ๒๗ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

 

 

 

บทเฉพาะกาล

 

_______________________

 

                  

 

                   มาตรา ๓๓  ในระยะเริ่มแรก ให้คณะกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ประกอบด้วยกรรมการตามมาตรา ๑๙ () และ (๒) เป็นคณะกรรมการ เพื่อดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ และดำเนินการคัดเลือกตามมาตรา ๑๙ (๓) ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ

 

                   ให้คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๒๒ ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการและดำเนินการสรรหากรรมการตามมาตรา ๑๙ (๔) และ (๕) ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ

 

                   มาตรา ๓๔  ให้นำบรรดาข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาใช้บังคับกับการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม

 

 

 

มาตรา ๓๕  โครงการของรัฐที่เริ่มดำเนินการไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และได้เริ่มดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ ให้ดำเนินการตามระเบียบดังกล่าวต่อไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ

 

 

 

 

 

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 

 

 

................................

 

    นายกรัฐมนตรี

 

 

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง


    ปัจจุบันยังขาดกฎหมายที่มีประสิทธิผลในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในกระบวนการนโยบายสาธารณะ การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อตนหรือชุมชนท้องถิ่น การจัดทำยุทธศาสตร์ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะชัดเจน




    • เพื่อรับรองให้บุคคลมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะ การจัดทำยุทธศาสตร์ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมืองและการมีส่วนร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะ และให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดกระบวนการนโยบายสาธารณะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ. .... ขึ้น



  • เป็นการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ดังนี้


               ๓.๑   หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนนโยบายสาธารณะ ให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างทั่วถึงก่อนที่จะดำเนินกระบวนนโยบายสาธารณะและประกาศการตัดสินใจให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป โดยในประกาศดังกล่าวต้องแสดงถึงเหตุผล ความจำเป็น มาตรการในการป้องกันหรือเยียวยา การแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ความคุ้มค่าของนโยบายสาธารณะ และทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด โดยหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติและดำเนินกระบวนการนโยบายสาธารณะตามที่ได้ประกาศไปแล้ว โดยเคร่งครัด และในระหว่างการดำเนินกระบวนการนโยบายสาธารณะ หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินนโยบายสาธารณะและเผยแพร่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบ


              ๓.๒   ในกรณีที่ผู้มีส่วนได้เสียใดเห็นว่านโยบายสาธารณะใด ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน และมิได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันหรือเยียวยา หรือมิได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้มีส่วนได้เสียนั้นสามารถยื่นคำร้องต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรการป้องกันหรือแก้ไขเยียวยา ผลกระทบที่เกิดจากกระบวนการนโยบายสาธารณะ หรือในกรณีที่การดำเนินการตามนโยบายสาธารณะใดก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อคุณภาพสังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชน ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อให้พิจารณา แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนโยบายสาธารณะนั้นได้


              ๓.๓   หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่พิจารณาดำเนินการตามคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียโดยไม่ชักช้า ในการนี้อาจแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและหาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้หากหน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามคำร้อง ผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าวยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยได้ ส่วนกรณีผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่าประชาชนได้รับผลกระทบจากการดำเนินกระบวนการนโยบายสาธารณะเกินกว่ามาตรการที่ได้ประกาศไว้ ให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยได้เช่นกัน และให้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธินำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป ในกรณีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ


               ๓.๔   กำหนดให้มีคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ โดยมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ ได้แก่ การกำกับดูแล ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พิจารณาวินิจฉัยมาตรฐานเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกระบวนการนโยบายสาธารณะของกฎหมายอื่น เสนอแนะหน่วยงานของรัฐในการตราและการปรับปรุงกฎหมาย กฎ หรือระเบียบของหน่วยงานของรัฐ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย กฎ หรือระเบียบดังกล่าว เป็นต้น ทั้งคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีอำนาจเรียกบุคคลใดมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็น หรือให้ส่งเอกสาร หลักฐานใด ๆ ได้ และในการนี้ได้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะขึ้นในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรับผิดชอบงานด้านธุรการและด้านอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป


               ๓.๕   กำหนดให้มีบทกำหนดโทษ โดยกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำการใด ๆ เพื่อมิให้มีการดำเนินการหรือทำให้การดำเนินการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะไม่อาจดำเนินการได้ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ รวมถึงกรณีอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนไปบิดเบือนเพื่อประโยชน์ในทางมิชอบด้วย


               ๓.๖   กำหนดให้มีบทเฉพาะกาล ดังนี้


                  ๓.๖.๑   ในระยะเริ่มแรก ให้คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งเท่านั้น เพื่อดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการและคัดเลือกผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้คณะกรรมการสรรหาซึ่งประกอบด้วย ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานกรรมการร่วมภาคเอกชน ๓ สถาบัน (กกร.) ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานที่ประชุมอธิการบดี   แห่งประเทศไทย และประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์             และวิธีการและดำเนินการสรรหา ดังนี้


                                  (๑)  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ได้รับการสรรหาจากนักวิชาการผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน


                                  (๒)  กรรมการที่มาจากผู้แทนองค์กรชุมชนและผู้แทนจากภาคประชาชนซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ได้รับการสรรหาจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน


                       ๓.๖.๒   ให้นำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาใช้บังคับกับการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม รวมถึงให้นำมาใช้กับโครงการของรัฐที่เริ่มดำเนินการไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ดำเนินการตามระเบียบดังกล่าวต่อไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ

    • โดยจะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเรียงตามรายมาตราทั้ง ๓๕ มาตราของร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของ

    • โดยจะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเรียงตามรายมาตราทั้ง ๓๕ มาตราของร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ. ....

         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail