Facebook


ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 25 สิงหาคม 2560)

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 717 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

          โดยที่ปัจจุบันกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มีข้อจำกัดหรือ อุปสรรคบางประการในการบังคับใช้กฎหมาย ประกอบกับการทำสัญญาในรูปแบบของธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาที่อยู่คนละประเทศเป็นจำนวนมาก เพื่อให้กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมทั้งปรับปรุงกลไก ในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ชัดเจนและสอดคล้องกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

              แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔ ดังต่อไปนี้


              (๑) เพิ่มบทนิยามคำว่า “ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ” “ผู้อำนวยการ” และ “สำนักงาน” และแก้ไขบทนิยามคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓)


              (๒) แก้ไขเพิ่มเติมกรณีที่ถือว่ามีการจัดทำข้อความเป็นหนังสือในกรณีที่กฎหมายกำหนดผลทางกฎหมายหากการใดไม่มีการทำเป็นหนังสือ และเพิ่มเงื่อนไขที่ถือว่าได้มีการลง ลายมือชื่อ รวมทั้งเงื่อนไขที่จะถือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับเป็นของผู้ส่งข้อมูล (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๖ (๑))


              (๓) กำหนดหลักเกณฑ์การทำสัญญาผ่านการติดต่อสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ การห้ามมิให้ปฏิเสธความสมบูรณ์หรือการบังคับใช้ของสัญญาที่ทำโดยการโต้ตอบระหว่างระบบ แลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ และกำหนดเงื่อนไขในการถอนการแสดงเจตนา ในการลงข้อมูลผิดพลาดโดยบุคคลธรรมดาและส่งผ่านระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ (เพิ่มมาตรา ๑๓/๑ มาตรา ๑๓/๒ และมาตรา ๑๗/๑)


              (๔) แก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขที่ถือว่าเป็นลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๖ (๔))


              (๕) แก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขในการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้การประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นกิจการที่ต้องแจ้งให้ทราบ ขึ้นทะเบียน หรือได้รับใบอนุญาต รวมทั้งกำหนดเพิ่มให้สานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นผู้รับผิดชอบ ในการควบคุมดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓๒)


              (๖) กาหนดหลักเกณฑ์ในการแจ้ง การขึ้นทะเบียน การขอรับใบอนุญาต ในการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งบทกาหนดโทษในกรณีฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๔๔ และ มาตรา ๔๕ และเพิ่มมาตรา ๓๓/๑ มาตรา ๓๔/๑ มาตรา ๓๔/๒ และมาตรา ๔๔/๑)


              (๗) เพิ่มการกำหนดให้ศาลหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญนาหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้กับกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล หรือในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท (เพิ่มมาตรา ๓๕ วรรคสาม)


              (๘) แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเพิ่มวิธีการประชุมโดยวิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ และเพิ่มมาตรา ๔๑ วรรคสี่)


     


              (๙) กำหนดให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดรายละเอียดของแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จัดทำขึ้น (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๔๓ และเพิ่มมาตรา ๔๓/๑)



              เนื่องจากการดำเนินงานด้านการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ของประเทศ และการผลักดันให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนสามารถปรับระบบการให้บริการในแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านมา เมื่อมองภาพรวมของประเทศแล้วพบว่า ยังขาดการวางโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่เป็น Soft Infrastructure ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้นสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคงปลอดภัย และได้มาตรฐานสากล ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) และธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ



    • ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมาย
    •           เพื่อช่วยยกระดับการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Doing Business) โดย World Bank เนื่องจากปัจจัยที่ใช้ในการประเมินมีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานของรัฐและเอกชนสามารถนำระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการให้บริการแก่นักลงทุนได้ จึงจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายเพื่อเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำธุรกรรมแทนกระบวนการในแบบกระดาษ อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในการตัดสินใจเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย

  • สาระสำคัญของร่างกฎหมาย
  •           ๑. ปรับปรุงเกณฑ์การลงลายมือชื่อในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยเปิดช่องให้สามารถพิจารณาจากวิธีการที่ใช้ในการลงลายมือชื่อนั้นเองและพยานหลักฐานอื่นได้ นอกเหนือจากการพิจารณาวิธีการที่น่าเชื่อถือที่กำหนดในปัจจุบัน


              ๒. เพิ่มเติมบทบัญญัติเพื่อรองรับการทำสัญญาผ่านระบบข้อมูลอัตโนมัติ ตามแนวทางของ United Nations Convention on the Use of Electronic Communications in International Contracts


              ๓. เพิ่มเติมบทบัญญัติเพื่อรองรับกรณีการ Input Error ตามแนวทางของ UnitedNations Convention on the Use of Electronic Communications in International Contracts


              ๔. เพิ่มเติมบทบัญญัติเพื่อกำหนดให้ชัดเจนว่าการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นการทั่วไปไม่เฉพาะเจาะจงถึงยบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ให้มีผลเป็นการเชิญชวนให้ทำคำเสนอ ตามแนวทางของ United Nations Convention on theUse of Electronic Communications in International Contracts


              ๕. กำหนดให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการกำกับดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อไม่ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐแห่งใดแห่งหนึ่งดูแลเป็นการเฉพาะ


              ๖. กำหนดให้ธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ประเภทขึ้นทะเบียนมีกระบวนการตรวจสอบแบบ Pre Audit แทน Post Audit เพื่อให้กำกับดูแลให้ธุรกิจบริการมีความน่าเชื่อถือ รวมทั้งปรับกระบวนการในการกำกับดูแลในขั้นตอนตาง ๆ ทั้งในส่วนการแจ้งให้ทราบ การขึ้นทะเบียน และการอนุญาตให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


              ๗. ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการกำกับดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และมีการปรับบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ให้มีการประกันสิทธิประชาชนในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่มากขึ้นตามข้อกังวลของภาคส่วนต่าง ๆ


              ๘. กำหนดให้ชัดเจนว่าธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ รวมถึงการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐประเภทใดบ้าง เพื่อให้นำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้บังคับได้ แต่ปรับให้กรณีการดำเนินงานของศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีและการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทสามารถเลือกดำเนินการตามความเหมาะสมกับอำนาจหน้าที่ของตน 


              ๙. ปรับองค์ประกอบคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ประกอบด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อคล่องตัวในการทำงาน พร้อมทั้งปรับอำนาจหน้าที่คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้รับกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    • สรุปผลการรับฟังความคิดเห็น
    •          ๑. ในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ)) ได้นำข้อมูลและผลการรับฟังความคิดเห็นดังต่อไปนี้ มาใช้ประกอบการพิจารณา


                    ๑.๑  รายงานความเห็นและข้อเสนอแนะของ คณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔


                    ๑.๒ สรุปการรับฟังความคิดเห็นงานสัมมนา หัวข้อ “ร่วมปฏิรูปกฎหมาย ร่วมให้ความเห็น เพื่อเดินหน้าประเทศไทย” จัดโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ชื่อในขณะนั้น) เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๘ ซึ่งความคิดเห็นที่ได้จากการรับฟังได้ถูกหยิบยกขึ้นเพื่อนำเสนอในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับความคิดเห็นของทุกภาคส่วน


                   ๑.๓ สรุปการรับฟังความคิดเห็นงานสัมมนา หัวข้อ “การมีส่วนร่วมในการจัดทำร่างกฎหมายเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล (กฎหมายเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล)” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘ ซึ่งได้เปิดเวทีให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งรัฐและเอกชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายทั้ง ๑๐ ฉบับ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงในชั้นการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา


                   ๑.๔ สรุปการรับฟังความคิดเห็นงานสัมมนา หัวข้อ “Workshop on the UN Electronic Communications Convention: a legal tool to promote cross-border electronic commerce” ซึ่งเป็นการจัดงานร่วมกันระหว่างสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ภายใต้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ชื่อในขณะนั้น)  คณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL) และคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก (ESCAP) เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๘ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายที่สนับสนุนและส่งเสริมการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนตามอนุสัญญาว่าด้วยการใช้การติดต่อสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในสัญญาระหว่างประเทศที่กำหนดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations Convention on The Use of Electronic Communications in International Contracts หรือ UN e-Communications Convention) รวมทั้งแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ


                ๒. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือขอให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในชั้นการให้ความเห็นชอบหลักการของร่างฯ โดยคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐได้มีความเห็นและข้อสังเกต ดังต่อไปนี้


                   ๒.๑ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นชอบหลักการของร่างฯ โดยไม่มีความเห็นหรือข้อสังเกตเพิ่มเติม


                   ๒.๒ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติ โดยมีข้อสังเกต ดังนี้


                         (๑) เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในส่วนของอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ยังขาดความชัดเจนว่ามีอำนาจในการกำหนดนโยบาย แผน และมาตรการเพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ เพียงใด หรือมีอำนาจเพียงการเสนอแนะต่อคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากในมาตรา ๓๗ (๑) ระบุว่า “จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ...” แต่ใน (๑๑) ระบุว่า “กำหนดนโยบายและทิศทางด้านการเงิน การคลัง การลงทุน มาตรการในการจัดหาพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ลดกฎเกณฑ์ที่เป็นปัญหาอุปสรรคอันส่งผลกระทบต่อการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มกลไกก่อให้เกิดความรวดเร็วในการดำเนินงานกับทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน” โดยไม่ได้ระบุว่า นโยบายที่คณะกรรมการกำหนดขึ้นภายใต้อำนาจหน้าที่ใน (๑๑) นี้  ต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ


                        (๒) อำนาจหน้าที่ที่กำหนดมาตรา ๓๗ (๑๒) ที่ระบุว่า “กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติโครงการที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนในกิจการของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานโครงการดังกล่าว” นั้น อาจมีปัญหาในภาคปฏิบัติ เนื่องจากสิ่งที่เป็น “กิจการของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” นั้นค่อนข้างกว้างขวางมาก และการใช้อำนาจตามข้อนี้ อาจทับซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหรือหน่วยงานอื่น (ทั้งในระดับกระทรวง กรม หน่วยงานที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติฯ หรืออื่น ๆ) บ้างหรือไม่


               ๓. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ)) ได้พิจารณาความเห็นและข้อสังเกตดังกล่าวแล้ว ได้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างฯ ในประเด็นข้อสังเกตสรุปได้ดังนี้


                   (๑) แก้ไขร่างมาตรา ๑๙ เดิม และร่างมาตรา ๒๐ เดิม โดยแก้ไขอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จัดทำขึ้น ทั้งนี้ ในการจัดทำนโยบายดังกล่าวต้องสอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทั้งให้มีการรายงานข้อมูลและปัญหาเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ


                   (๒) ตัดอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการเงิน การคลัง การลงทุน มาตรการในการจัดหาพัสดุ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ อำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติโครงการที่เป็นการร่วมทุนระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนในกิจการของรัฐที่เกี่ยวกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมออก (ร่างมาตรา ๓๗ (๑๑) และ (๑๒)) เนื่องจากมีหน่วยงานอื่นมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลเรื่องดังกล่าวไว้โดยเฉพาะแล้ว (ร่างมาตรา ๑๘ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓๗)

         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail
         

     


1 ความคิดเห็น

  • ลิงค์ความคิดเห็น ฐิชา วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย ฐิชา

    คณะกรรมการอำนวยการด้านกฎหมาย ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ๓ สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยเห็นด้วยในหลักการของร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ ในการปรับแก้ไขกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความชัดเจน และสอดคล้องกับUNCITRAL มากขึ้น เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศให้มีความเป็นสากลเทียบเท่านานาอารยประเทศ
    อย่างไรก็ตามกกร. มีความเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ ยังขาดความชัดเจนในหลายประเด็นจึงใคร่ขอเสนอแก้ไขปรับปรุงในประเด็นดังนี้

    ๑. บทนิยาม
    กกร. เห็นด้วยกับการเพิ่มเติมนิยามตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น กกร. จึงขอเสนอให้มีการปรับแก้ไขบทนิยามอื่นที่นอกจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วย ได้แก่ บทนิยามของคำว่า “ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์” เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างมากและรวดเร็ว ดังนั้น การกำหนดบทนิยามของคำว่า “ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า อักษร อักขระ ตัวเลข เสียงหรือสัญลักษณ์อื่นใดที่สร้างขึ้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งนำมาใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น และเพื่อแสดงว่าบุคคลดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น อาจไม่เพียงพอต่อเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีการปรับแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์” ให้กว้างมากยิ่งขึ้นด้วย เพื่อครอบคลุมและรองรับเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    ๒. ขอบเขตการบังคับใช้
    กกร. มีข้อสังเกตว่า การดำเนินการให้เป็นไปตามความในมาตรา ๘ ของร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ อาจไม่ทันต่อยุคสมัย และสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆ มีการพัฒนาและเจริญก้าวหน้าไปมาก จึงอาจทำให้การประกอบธุรกิจ การติดต่อสื่อสาร หรือการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เกิดขึ้นได้โดยง่าย สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และอาจมีการพัฒนารูปแบบการทำนิติกรรมสัญญาให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นเพื่อให้สอดรับกับเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
    กกร. จึงใคร่ขอให้พิจารณาทบทวนถ้อยคำที่แก้ไขเพิ่มเติมให้สามารถรองรับและครอบคลุมการติดต่อสื่อสาร การทำธุรกรรม และนิติกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ทันต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

    ๓. การแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาด
    กกร. เห็นด้วยกับการเพิ่มหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขให้บุคคลธรรมดาสามารถถอนการแสดงเจตนาในกรณีที่มีการลงข้อมูลผิดพลาดผ่านระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติหากระบบดังกล่าวไม่มีช่องทางให้แก้ไขข้อผิดพลาด ตามมาตรา ๑๗/๑ ของร่างพระราชบัญญัติฯ นั้นอย่างไรก็ตาม ในบางกรณีเจ้าของระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติก็ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดได้ทันท่วงทีเช่นกัน ดังนั้น หลักเกณฑ์การถอนการแสดงเจตนาตามมาตราดังกล่าว จึงควรกำหนดให้ครอบคลุมถึงกรณีที่เจ้าของระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติใส่ข้อมูลผิดพลาดลงในระบบของตนเองด้วย โดยการตัดคำว่า “ของผู้อื่น” ออก

    ๔. ขั้นตอนการจดแจ้งการประกอบ ธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
    โดยหลักแล้วร่างพระราชบัญญัติฯ นี้บัญญัติขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการประกอบธุรกิจในเชิงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น การกำหนดหลักการ และขั้นตอนต่าง ๆ จึงควรเอื้อต่อผู้ประกอบการในการปฏิบัติตามอย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจในเชิงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันซึ่งได้กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจดแจ้ง จดทะเบียน หรือขอใบอนุญาตในแต่ละกฎหมายแยกต่างหากจากกันนั้น เป็นการสร้างภาระต่อการประกอบธุรกิจเกินสมควร ดังนั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด กกร.จึงใคร่ขอให้ทบทวนระบบการจดแจ้ง จดทะเบียน และขอใบอนุญาต ให้สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น เมื่อได้จดแจ้ง ขึ้นทะเบียน หรือขอใบอนุญาตตามร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้แล้ว ก็ไม่ต้องจดแจ้ง ขึ้นทะเบียน หรือขอใบอนุญาตตามกฎหมายในลักษณะเดียวกันอีก
    นอกจากนี้ในกรณีของการจดแจ้งตามมาตรา ๓๓ ของร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ได้มีการกำหนดเงื่อนไขหรืออำนาจในบางประการ ที่เป็นผลทำให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจรายนั้น ต้องเลิกกิจการได้ ซึ่งมีระดับความเข้มงวดไม่แตกต่างกับระบบการจดทะเบียนจึงอาจเป็นการสร้างภาระให้กับการประกอบธุรกิจเกินสมควร

    สำนักอำนวยการด้านกฎหมาย กกร.

    ๒๓ ส.ค. ๒๕๖๐