Facebook


ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. .... (กำหนดรับฟังความคิดเห็น 18 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน 2560) Fax : 0 2618 3371 E-mail : property_right.hearing@fpo.go.th

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 6241 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

เหตุผลความจำเป็น

        เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการสร้างแรงจูงใจและความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนหรือนักธุรกิจที่จะนำเงินลงทุนหรือเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศให้สามารถมีทรัพย์อิงสิทธิได้ นอกเหนือจากการมีกรรมสิทธิ์หรือการมีสิทธิการเช่าในอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น เนื่องจาก

         1.1 ปัจจุบันการเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เป็นการทั่วไป ระยะเวลาการเช่าไม่เกิน 30 ปี และสามารถต่อเวลาได้อีกครั้งละไม่เกิน 30 ปี ส่วนพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 เป็นการเช่าโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมเท่านั้น ระยะเวลาการเช่าตั้งแต่ 30 ปี แต่ไม่เกิน 50 ปี และสามารถต่อเวลาการเช่าได้อีก 50 ปี

         1.2 การเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าตายสัญญาเช่าจะระงับ อีกทั้งห้ามการเช่าช่วง โอนสิทธิการเช่า และการนำสิทธิการเช่า ไปเป็นหลักประกัน ส่วนการเช่าตามพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 มีบทบัญญัติรองรับการนำสิทธิการเช่าไปเป็นประโยชน์ในเรื่องต่าง ๆ ในลักษณะทรัพยสิทธิ เช่น การนำสิทธิการเช่าไปเป็นหลักประกัน การให้เช่าช่วง สิทธิการเช่าสามารถตกทอดแก่ทายาทได้ แต่กำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่สามารถใช้กรณีการเช่าเพื่อที่อยู่อาศัยได้ รวมทั้งผู้เช่าจะไม่สามารถทำการดัดแปลงหรือต่อเติมทรัพย์สินที่เช่าได้ หากต้องการดัดแปลงหรือต่อเติม ทรัพย์สินต้องได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าก่อน

         ดังนั้น เพื่อให้สามารถใช้อสังหาริมทรัพย์ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น จึงอาจจำเป็น ต้องยกร่างกฎหมายขึ้นเป็นการเฉพาะ สำหรับการกำหนดทรัพย์อิงสิทธิ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดข้างต้น

ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

               กำหนดทรัพย์อิงสิทธิหรือสิทธิการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ขึ้นใหม่ โดยสามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินได้ตามที่กฎหมายกำหนดภายในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อไม่ก่อให้เกิดความสับสนระหว่างสิทธิการเช่าตามกฎหมายปัจจุบันกับทรัพย์อิงสิทธิตามร่างกฎหมายนี้



    ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. .... ไม่มีการแบ่งโครงสร้างหมวดของกฎหมาย



    •      (1) กำหนดให้เจ้าของทรัพย์สินสามารถขอจดทะเบียนทรัพย์สินของตน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์อิงสิทธิ โดยมีการออกหนังสือรับรองทรัพย์อิงสิทธิ


           (2) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือรับรองทรัพย์อิงสิทธิ โดยอย่างน้อยต้องแสดงรายละเอียด ชื่อตัว และชื่อสกุล หรือชื่อนิติบุคคลที่มีทรัพย์อิงสิทธิ ระยะเวลาทรัพย์ อิงสิทธิ และรายละเอียดอสังหาริมทรัพย์ที่มีทรัพย์อิงสิทธิ และหากมีการแก้ไขรายการที่จดทะเบียนต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนด้วย


           (3) กำหนดให้ผู้ที่มีทรัพย์อิงสิทธิสามารถให้เช่า ขายหรือโอนให้ผู้อื่นได้ โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน โดยทรัพย์อิงสิทธิที่มีการให้เช่า ขายหรือโอนจะมีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี นับจากวันที่มีการจดทะเบียนทรัพย์อิงสิทธิ และกำหนดให้ทรัพย์อิงสิทธิตกทอดแก่ทายาทได้ จนกระทั่งครบกำหนดระยะเวลาที่จดทะเบียน ให้ผู้ที่มีทรัพย์อิงสิทธิคนสุดท้ายจะส่งมอบทรัพย์อิงสิทธิคืนให้แก่เจ้าของทรัพย์สิน


           (4) กำหนดให้ผู้ที่มีทรัพย์อิงสิทธิสามารถดัดแปลง ต่อเติม ปลูกโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างได้ โดยมิจำต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของทรัพย์สิน และให้การดัดแปลง ต่อเติม หรือปลูกสร้างไว้ตกเป็นกรรมสิทธิของเจ้าของทรัพย์สิน เว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา


           (5) กรณีเกิดภัยอันตรายแก่ตัวอสังหาริมทรัพย์ ให้ผู้ที่มีทรัพย์อิงสิทธิจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อปัดป้องภยันตรายแก่อสังหาริมทรัพย์ที่มีบุคคลภายนอกรุกล้ำเข้ามา หรือมาอ้างเรียกร้องสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งเหนืออสังหาริมทรัพย์ที่มีทรัพย์อิงสิทธินั้น โดยให้ผู้ที่มีทรัพย์อิงสิทธิเป็นผู้มีหน้าที่จัดการและให้แจ้งเหตุให้เจ้าของทรัพย์สินทราบโดยพลัน


           (6) กำหนดให้นำบทบัญญัติ ในประมวลกฎหมายที่ดินในหมวด ๔ การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน และหมวด ๖ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม มาใช้บังคับโดยอนุโลม


           (7) กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามกฎหมายเนื่องจากการจดทะเบียนและการออกหนังสือรับรอง อยู่ในความรับผิดชอบของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย

ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail
         

     


1 ความคิดเห็น

  • ลิงค์ความคิดเห็น รวินันท์ ภู่วัฒนกุล วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย รวินันท์ ภู่วัฒนกุล

    เป็นความริเริ่มที่ดีมากค่ะ ปัจจุบันการนำอสังหาริมทรัพย์ไปพัฒนาผ่านการเช่ายังทำได้ไม่สะดวกนัก และยังรู้สึกไม่มั่นใจเพราะไม่มีการรับรองสิทธิที่ชัดเจน รวมถึงในบมบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็กำหนดกรอบการทำทรัพย์ที่เช่าไปใช้ในหลายจุด เห็นว่าถ้าพรบ.นี้ใช้บังคับจริงน่าจะทำให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในไทยขยายตัวขึ้น