Facebook


ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 1410 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์
โดยที่ในปัจจุบันสถานประกอบกิจการได้นำสารเคมีอันตรายมาใช้ในวิธีการที่หลากหลาย แตกต่างกันไปตามชนิดและปริมาณของสารเคมีอันตราย ซึ่งสารเคมีอันตรายแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติและอันตรายแตกต่างกัน เพื่อให้ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายได้รับความปลอดภัยในการทำงาน ประกอบกับร่างมาตรา ๖ และร่างมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    หลักการ

    กำหนดมาตรฐานให้นายจ้างดำเนินการในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย

    เหตุผล

    โดยที่ในปัจจุบันสถานประกอบกิจการได้นำสารเคมีอันตรายมาใช้ในวิธีการที่หลากหลาย แตกต่างกันไปตามชนิดและปริมาณของสารเคมีอันตราย ซึ่งสารเคมีอันตรายแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติและอันตรายแตกต่างกัน เพื่อให้ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายได้รับความปลอดภัยในการทำงาน ประกอบกับร่างมาตรา ๖ และร่างมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. .... ได้บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานให้นายจ้างดำเนินการในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้


    ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น ๑๐ หมวด ๓๙ มาตรา ประกอบด้วย

    หมวด ๑ ข้อมูลความปลอดภัยสารเคมีอันตราย (มาตรา ๓)
    หมวด ๒ ฉลากและป้าย (มาตรา ๔ ถึงมาตรา ๗)
    หมวด ๓ การฝึกอบรมและการปฏิบัติงาน (มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๑๑)
    หมวด ๔ การคุ้มครองความปลอดภัย (มาตรา ๑๒ ถึงมาตรา ๑๘)
    หมวด ๕ การเก็บรักษา การบรรจุ และการถ่ายเทสารเคมีอันตราย (มาตรา ๑๙ ถึงมาตรา ๒๗)
    หมวด ๖ การขนถ่าย การเคลื่อนย้าย หรือการขนส่ง (มาตรา ๒๘ ถึงมาตรา ๒๙)
    หมวด ๗ การกำจัดกากสารเคมีอันตราย (มาตรา ๓๐)
    หมวด ๘ การควบคุมระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย (มาตรา ๓๑ ถึงมาตรา ๓๓)
    หมวด ๙ การดูแลสุขภาพอนามัย (มาตรา ๓๔ ถึงมาตรา ๓๕)
    หมวด ๑๐ การควบคุมและปฏิบัติการกรณีมีเหตุฉุกเฉิน (มาตรา ๓๖ ถึงมาตรา ๓๙)


    • สาระสำคัญของร่างฯ
    • เป็นการกำหนดมาตรฐานให้นายจ้างดำเนินการในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ดังนี้
    • ข้อ ๑
    • ๑. แจ้งจำนวน ปริมาณ และรายละเอียดข้อมูลความปลอดภัยสารเคมีอันตรายที่นายจ้างมีไว้ครอบครอง
    • ข้อ ๒
    • ๒. จัดให้ลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายได้รับการฝึกอบรม
    • ข้อ ๓
    • ๓. จัดให้มีสถานที่และอุปกรณ์ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในบริเวณที่ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย
    • ข้อ ๔
    • ๔. ควบคุม ดูแล ให้ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายใช้หรือสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ในกรณีที่ลูกจ้างไม่ใช้หรือไม่สวมใส่อุปกรณ์นั้น ให้นายจ้างสั่งลูกจ้างหยุดการทำงานทันที จนกว่าลูกจ้างจะได้ใช้หรือสวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าว
    • ข้อ ๕
    • ๕. วิธีการกำจัดสารเคมีอันตราย
    • ข้อ ๖
    • ๖. จัดให้มีการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้างในกรณีที่มีการทำงานเกี่ยวกับสารเคมี
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • ข้อ ๑
    • ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศ
      ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    • ข้อ ๒
    • ข้อ ๒ ในกฎกระทรวงนี้
      สารเคมีอันตราย หมายความว่า ธาตุ สารประกอบ หรือสารผสม ซึ่งอยู่ในรูปของของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ที่มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างรวมกัน ดังต่อไปนี้
      (๑) มีพิษ กัดกร่อน ระคายเคือง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ การก่อมะเร็ง การเปลี่ยนแปลง
      ทางพันธุกรรม เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือสุขภาพอนามัย หรือทำให้ถึงแก่ความตาย
      (๒) เป็นตัวทำปฏิกิริยาที่รุนแรง เป็นตัวเพิ่มออกวิเจนหรือไวไฟ ซึ่งอาจทำให้เกิดการระเบิดหรือไฟไหม้
      ทั้งนี้ ตามรายชื่อและปริมาณที่อธิบดีประกาศกำหนด
      ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย หมายความว่า ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายที่กำหนดให้มีอยู่ได้ในบรรยากาศแวดล้อมในการทำงานที่ลูกจ้างซึ่งมีสุขภาพปกติสามารถสัมผัสหรือได้รับเข้าสู่ร่างกายได้ทุกวันตลอดเวลาที่ทำงานโดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
      การทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย หมายความว่า การกระทำใด ๆ ซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างได้รับสารเคมีอันตราย และหมายความรวมถึง การผลิต การติดฉลาก การห่อหุ้ม การเคลื่อนย้าย การเก็บรักษา การถ่ายเท การขนถ่าย การขนส่ง การกำจัด การทำลาย การเก็บสารเคมีอันตรายที่ไม่ใช้แล้ว รวมทั้งการบำรุงรักษา การซ่อมแซม และการทำความสะอาดเครื่องมือ ตลอดจนภาชนะบรรจุสารเคมีอันตราย
      ผลิต หมายความว่า ทำ ผสม ปรุง ปรุงแต่ง เปลี่ยนรูป แปรสภาพ และหมายความรวมถึงการบรรจุ และแบ่งบรรจุ
      มีไว้ในครอบครอง หมายความว่า การมีไว้เพื่อตนเองหรือผู้อื่นไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย ขนส่ง ใช้ หรือเพื่อประการอื่นใด และรวมถึงการทิ้งไว้ หรือปรากฏอยู่ในบริเวณที่ครอบครองด้วย
      เส้นใย หมายความว่า สารที่มีลักษณะเรียวยาวคล้ายเส้นด้าย มีต้นกำเนิดจากแร่ พืช สัตว์ หรือใยสังเคราะห์
      ฝุ่น หมายความว่า อนุภาคของของแข็งที่สามารถฟุ้ง กระจาย ปลิวหรือลอยอยู่ในอากาศได้
      ละออง หมายความว่า อนุภาคของของเหลวที่สามารถลอยอยู่ในอากาศได้
      ก๊าซ หมายความว่า ของไหลมีปริมาตรหรือรูปทรงไม่แน่นอนที่สามารถฟุ้งกระจายและ
      เปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหรือของแข็งได้ โดยการเพิ่มความดันหรือลดอุณหภูมิ
      ไอ หมายความว่า ก๊าซที่เกิดขึ้นจากสารเคมีอันตรายที่เป็นของเหลวหรือของแข็ง
      ในสภาวะปกติ
      ฟูม หมายความว่า อนุภาคของของแข็งที่สามารถลอยตัวอยู่ในอากาศได้ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของไอ
    • ข้อ ๓
    • ข้อ ๓ ให้นายจ้างที่มีไว้ในครอบครองซึ่งสารเคมีอันตรายจัดทำบัญชีรายชื่อสารเคมีอันตราย พร้อมทั้งแจ้งจำนวน ปริมาณ และรายละเอียดข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีอันตรายต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองl
      ในกรณีที่นายจ้างมีไว้ในครอบครองซึ่งสารเคมีอันตรายก่อนวันที่อธิบดีประกาศกำหนด
      ให้ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ประกาศ
      ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญเกี่ยวกับจำนวน ปริมาณ และข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีอันตรายที่มีไว้ในครอบครอง ให้นายจ้างแจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง
      การแจ้งจำนวน ปริมาณ และรายละเอียดข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีอันตรายที่มีไว้ในครอบครอง และการแจ้งการเปลี่ยนแปลงจำนวน ปริมาณ และข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีอันตรายตามวรรคสาม ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด
    • ข้อ ๔
    • ข้อ ๔ ให้นายจ้างปิดฉลากที่เป็นภาษาไทยมีขนาดใหญ่พอสมควร อ่านง่าย คงทน ไว้ที่ หีบห่อบรรจุภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มสารเคมีอันตราย และฉลากนั้นต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับรายการ ดังต่อไปนี้
      (๑) ชื่อผลิตภัณฑ์
      (๒) ชื่อสารเคมีอันตราย
      (๓) ภาพจำลองแสดงถึงอันตราย (Hazard pictograms)
      (๔) คำสัญญาณ (Signal words)
      (๕) ข้อความแสดงอันตราย (Hazard statements)
      (๖) ข้อสนเทศที่เป็นข้อควรระวัง (Precautionary information)
      ในกรณีที่ไม่สามารถปิดฉลากตามวรรคหนึ่งได้เนื่องจากขนาดหรือลักษณะของหีบห่อบรรจุภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มสารเคมีอันตราย ให้นายจ้างกำหนดวิธีการที่มีประสิทธิภาพเพื่อแสดงให้ลูกจ้างได้รู้ถึงรายละเอียดของสารเคมีอันตรายตามวรรคหนึ่ง ณ บริเวณที่มีการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายนั้น
    • ข้อ ๕
    • ข้อ ๕ ให้นายจ้างจัดให้มีป้ายเพื่อเตือนอันตราย ห้าม หรือบังคับให้ปฏิบัติเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ชัดเจน ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง
    • ข้อ ๖
    • ข้อ ๖ ให้นายจ้างปิดประกาศหรือจัดทำป้ายแจ้งข้อความเกี่ยวกับอันตรายและมาตรการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากสารเคมีอันตรายที่ต้องการควบคุมเป็นพิเศษตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
    • ข้อ ๗
    • ข้อ ๗ ให้นายจ้างปิดประกาศหรือจัดทำป้ายแจ้งข้อความว่า ห้ามสูบบุหรี่ รับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่ม ประกอบอาหาร หรือเก็บอาหาร ด้วยตัวอักษรขนาดที่เห็นได้ชัดเจนไว้ ณ บริเวณสถานที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย สถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย หรือในยานพาหนะขนส่งสารเคมีอันตราย และจะต้องควบคุมดูแลมิให้มีการฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว
    • ข้อ ๘
    • ข้อ ๘ ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายได้รับการฝึกอบรมให้ทราบและเข้าใจถึงอันตรายที่เกี่ยวกับสารเคมีอันตราย มาตรการความปลอดภัย และมาตรการหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้และการบำรุงรักษาอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลก่อนเข้ารับหน้าที่ เปลี่ยนแปลงหน้าที่ เปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต หรือเปลี่ยนแปลงสารเคมีอันตรายที่ใช้ และบันทึกผลการอบรม หลักฐานการฝึกอบรม เก็บไว้ในสถานประกอบกิจการ พร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบได้ตลอดเวลาทำการ
    • ข้อ ๙
    • ข้อ ๙ ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างทราบและเข้าใจข้อมูลความปลอดภัยสารเคมีอันตราย ข้อความ เครื่องหมายต่างๆ ในเอกสาร คู่มือ ฉลาก ป้าย และข่าวสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้
    • ข้อ ๑๐
    • ข้อ ๑๐ ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างทราบและเข้าใจวิธีการในการทำงานที่ถูกต้องและปลอดภัย รวมทั้งต้องจัดให้มีมาตรการควบคุมลูกจ้างให้ปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าว ในการนี้ให้นายจ้างจัดทำคู่มือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติและขั้นตอนในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย คำแนะนำลูกจ้างเกี่ยวกับการป้องกันอันตราย ความหมายของข้อมูลที่มีบนฉลากและเอกสารข้อมูลความปลอดภัยสารเคมีอันตราย
      ให้นายจ้างปิดข้อความแสดงขั้นตอนและวิธีการทำงานตามวรรคหนึ่งไว้ ณ บริเวณที่ลูกจ้างปฏิบัติงาน
    • ข้อ ๑๑
    • ข้อ ๑๑ ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามวิธีการทำงานที่ถูกต้องและปลอดภัยตามคู่มือการปฏิบัติงานที่นายจ้างจัดทำขึ้นตามข้อ ๑๐ และเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ลูกจ้างต้องบรรเทาเหตุและแจ้งให้หัวหน้างานทราบทันที
    • ข้อ ๑๒
    • ข้อ ๑๒ ในบริเวณที่ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ให้นายจ้างจัดให้มีสภาพและคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้
      (๑) ถูกสุขลักษณะ สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย พื้นที่ปฏิบัติงานต้องเรียบ สม่ำเสมอ ไม่ลื่น และไม่มีวัสดุเกะกะกีดขวางทางเดิน
      (๒) มีระบบระบายอากาศแบบทั่วไป หรือแบบที่ทำให้สารเคมีอันตรายเจือจาง หรือแบบที่มีเครื่องดูดอากาศเฉพาะที่ที่เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตรายโดยให้มีออกซิเจนในบรรยากาศไม่ต่ำกว่าร้อยละสิบเก้าจุดห้าโดยปริมาตร
      (๓) มีระบบป้องกันและกำจัดอากาศเสียโดยใช้ระบบระบายอากาศเฉพาะที่ ระบบเปียก
      การปิดคลุม หรือระบบอื่นเพื่อมิให้มีสารเคมีอันตรายในบรรยากาศเกินปริมาณที่กำหนด และป้องกันมิให้อากาศเสียที่ระบายออกเป็นอันตรายต่อผู้อื่น
    • ข้อ ๑๓
    • ข้อ ๑๓ ในบริเวณที่ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ให้นายจ้างจัดให้มีสถานที่และอุปกรณ์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยตามรายการ ดังต่อไปนี้
      (๑) ที่ชำระล้างสารเคมีอันตรายที่ลูกจ้างสามารถใช้ได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน อย่างน้อยต้องมีที่ล้างตาและฝักบัวชำระล้างร่างกายจากสารเคมีอันตราย
      (๒) ที่ล้างมือและล้างหน้า ไม่น้อยกว่าหนึ่งที่ต่อลูกจ้างสิบห้าคนและให้เพิ่มจำนวนขึ้นตามสัดส่วนของลูกจ้าง ส่วนที่เกินเจ็ดคนให้ถือเป็นสิบห้าคน
      (๓) ห้องอาบน้ำเพื่อใช้ชำระล้างร่างกายไม่น้อยกว่าหนึ่งห้องต่อลูกจ้างสิบห้าคนและให้เพิ่มจำนวนขึ้นตามสัดส่วนของลูกจ้าง ส่วนที่เกินเจ็ดคนให้ถือเป็นสิบห้าคน ทั้งนี้ จะต้องจัดของใช้ที่จำเป็นสำหรับการชำระล้างสารเคมีอันตรายออกจากร่างกายให้เพียงพอและใช้ได้ตลอดเวลา
      (๔) อุปกรณ์และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับการปฐมพยาบาลลูกจ้างที่ได้รับอันตรายจากสารเคมีอันตราย
      (๕) อุปกรณ์ดับเพลิงที่เหมาะสมกับสารเคมีอันตรายแต่ละชนิดและเพียงพอสำหรับการผจญเพลิงเบื้องต้น
      (๖) ชุดทำงานเฉพาะสำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย และที่เก็บชุดทำงานเฉพาะที่ใช้แล้วให้เหมาะสมกับสารเคมีอันตรายประเภทนั้น
    • ข้อ ๑๔
    • ข้อ ๑๔ ให้นายจ้างจัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตามลักษณะอันตรายและความรุนแรงของสารเคมีอันตราย หรือลักษณะของงานให้ลูกจ้างใช้หรือสวมใส่เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดแก่ชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง
      อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นไปตามมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือมาตรฐานอื่นที่อธิบดีประกาศกำหนด
    • ข้อ ๑๕
    • ข้อ ๑๕ นายจ้างต้องควบคุมดูแลให้ลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายใช้หรือสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตามข้อ ๑๕ ในกรณีที่ลูกจ้างไม่ใช้หรือไม่สวมใส่อุปกรณ์นั้นให้นายจ้างสั่งลูกจ้างหยุดการทำงานทันที จนกว่าลูกจ้างจะได้ใช้หรือสวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าว
    • ข้อ ๑๖
    • ข้อ ๑๖ นายจ้างต้องดูแลสถานที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายและตรวจสอบอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยที่จัดไว้ ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยตลอดเวลา
    • ข้อ ๑๗
    • ข้อ ๑๗ ห้ามมิให้นายจ้างยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ลูกจ้างหรือบุคคลใดเข้าพักอาศัย หรือพักผ่อนในสถานที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย สถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย หรือในยานพาหนะขนส่งสารเคมีอันตราย
    • ข้อ ๑๘
    • ข้อ ๑๘ ในกรณีที่มีการร้องเรียนหรือมีปัญหาด้านความไม่ปลอดภัยในการทำงาน
      ให้นายจ้างที่มีไว้ในครอบครองซึ่งสารเคมีอันตรายดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหากพบว่ามีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือสุขภาพอนามัย ให้ดำเนินการแก้ไขให้เกิดความปลอดภัยโดยไม่ชักช้า
    • ข้อ ๑๙
    • ข้อ ๑๙ ให้นายจ้างจัดสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตรายให้มีสภาพและคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้
      (๑) สร้างสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตรายด้วยวัสดุทนไฟที่สามารถทนไฟได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงในกรณีที่เป็นสารเคมีอันตรายทั่วไป หรือสามารถทนไฟได้ไม่น้อยกว่าสามชั่วโมงในกรณีที่เป็นสารเคมีอันตรายที่มีคุณสมบัติไวไฟ ระเบิดได้ เป็นตัวเติมออกซิเจนหรือไวต่อการทำปฏิกิริยา และมีพื้นที่เรียบ
      ไม่ขรุขระ ไม่เปียก ไม่ลื่น สามารถรับน้ำหนักได้ และไม่ดูดซับสารเคมีอันตราย รวมทั้งต้องดูแลปรับปรุงสถานที่มิให้ชำรุด ผุ กร่อน และรักษาความสะอาดพื้นมิให้มีเศษขยะ เศษวัสดุ หรือสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิง
      (๒) มีระยะห่างจากบริเวณที่ลูกจ้างทำงานในระยะที่ปลอดภัย
      (๓) มีทางเดินภายในและภายนอกกว้างเพียงพอที่จะนำเครื่องมือและอุปกรณ์ดับเพลิง
      มาใช้ได้อย่างสะดวก ไม่มีสิ่งกีดขวาง และให้มีมาตรการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยตลอดทาง
      (๔) มีทางเข้าออกสถานที่เก็บสารเคมีอันตรายไม่น้อยกว่าสองทาง ใช้ประตูทนไฟและเป็นชนิดเปิดออกสู่ภายนอก และปิดกุญแจห้องทุกครั้งเมื่อไม่มีการปฏิบัติงาน
      (๕) มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม และปลอดภัยแก่ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานและจัดการป้องกันมิให้อากาศที่ระบายออกเป็นอันตรายแก่ผู้อื่น
      (๖) มีการป้องกันสาเหตุที่อาจทำให้เกิดอัคคีภัยในบริเวณสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย เช่น ประกายไฟ เปลวไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้า การเสียดสี ท่อร้อน การลุกไหม้ได้เอง เป็นต้น
      (๗) จัดทำเขื่อน กำแพง ทำนบ ผนัง หรือสิ่งอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายกัน เพื่อกักมิให้สารเคมีอันตรายที่เป็นของเหลวไหลออกภายนอกบริเวณสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย และมีรางระบายสารเคมีอันตรายที่รั่วไหลไปยังที่ที่สามารถรวบรวมเพื่อนำไปกำจัดอย่างปลอดภัย เพื่อไม่ให้มีการสะสมตกค้าง โดยรางระบายต้องแยกจากระบบระบายน้ำ
      (๘) จัดทำรั้วล้อมรอบสถานที่เก็บสารเคมีอันตรายที่อยู่นอกอาคาร
      (๙) มีป้ายข้อความว่า สถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย ห้ามเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ปิดประกาศไว้ที่ทางเข้าสถานที่นั้นให้เห็นได้ชัดเจนตลอดเวลา
      (๑๐) มีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงอันตรายของสารเคมีอันตรายให้เห็นได้ชัดเจนตลอดเวลา
      (๑๑) มีแผนผังแสดงที่ตั้งของอุปกรณ์ดับเพลิง อุปกรณ์ผจญเพลิง อุปกรณ์ที่ใช้ในกรณีฉุกเฉินติดไว้บริเวณทางเข้าออกให้เห็นได้ชัดเจนตลอดเวลา
    • ข้อ ๒๐
    • ข้อ ๒๐ ให้นายจ้างเก็บรักษาสารเคมีอันตรายตามมาตรฐานการเก็บรักษาทางวิชาการเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากสารเคมีอันตราย
    • ข้อ ๒๑
    • ข้อ ๒๑ ให้นายจ้างจัดให้มีมาตรการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากสารเคมีอันตรายในบริเวณสถานที่เก็บสารเคมีอันตราย รวมทั้งมาตรการในการแก้ไขเยียวยาอันตรายที่เกิดขึ้นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
    • ข้อ ๒๒
    • ข้อ ๒๒ ให้นายจ้างจัดทำบัญชีรายชื่อ และปริมาณสารเคมีอันตรายทุกชนิดที่จัดเก็บ
      ในสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตรายแต่ละแห่งอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งตามปีปฏิทิน
    • ข้อ ๒๓
    • ข้อ ๒๓ ให้นายจ้างดำเนินการเกี่ยวกับหีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มสารเคมีอันตราย ดังต่อไปนี้
      (๑) ใช้วัสดุที่แข็งแรง ไม่ชำรุด ผุ กร่อน และสามารถเคลื่อนย้ายหรือขนส่งได้ด้วยความปลอดภัย สามารถรองรับความดันของสารเคมีอันตรายได้ในสภาพการใช้งานปกติ มีอุปกรณ์นิรภัยเพื่อระบายความดันให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้ในกรณีเกิดความดันผิดปกติ
      (๒) บรรจุสารเคมีอันตรายไม่เกินพิกัดที่กำหนดไว้สำหรับภาชนะนั้น
      (๓) ตรวจสอบ และบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัยตลอดเวลา หากพบว่ามีสารเคมีอันตรายรั่วไหล หรือคาดว่าจะรั่วไหลออกมา ต้องทำการแยกเก็บไว้ต่างหากในที่ที่ปลอดภัยและทำความสะอาดสิ่งรั่วไหลโดยเร็ว รวมทั้งทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย
      (๔) มีมาตรการป้องกันไม่ให้ยานพาหนะหรือสิ่งอื่นใดชน หรือกระแทกหีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มที่มีสารเคมีอันตรายบรรจุอยู่
      (๕) ควบคุมดูแลหีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มที่มีสารเคมีอันตรายบรรจุมิให้เปิด
      ทิ้งไว้ เว้นแต่ เพื่อการตรวจสอบหรือใช้ประโยชน์
    • ข้อ ๒๔
    • ข้อ ๒๔ การบรรจุสารเคมีอันตรายที่มีคุณสมบัติไวไฟ หรือระเบิดได้ ต้องห่างจากแหล่งความร้อนและแหล่งที่ก่อให้เกิดประกายไฟในระยะที่ปลอดภัย หากสารเคมีอันตรายที่บรรจุอยู่ในภาชนะหรือวัสดุห่อหุ้มทำให้ผิวภายนอกของภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มสารเคมีอันตรายนั้นมีความร้อนต้องมีฉนวนหุ้มโดยรอบ ในกรณีที่ไม่สามารถทำฉนวนหุ้มโดยรอบได้ ให้จัดทำป้ายเตือน
      การต่อท่อหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ากับภาชนะบรรจุ หากมีลิ้นปิดเปิด ต้องจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่ผู้ปฏิบัติงานสามารถปิดเปิดได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉิน
    • ข้อ ๒๕
    • ข้อ ๒๕ การถ่ายเทสารเคมีอันตรายไปยังภาชนะหรือเครื่องมืออื่น นายจ้างต้องติดชื่อสารเคมีอันตรายและสัญลักษณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยบนภาชนะหรือเครื่องมือที่บรรจุใหม่ด้วย
    • ข้อ ๒๖
    • ข้อ ๒๖ นายจ้างต้องเก็บหีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มสารเคมีอันตรายที่ใช้แล้วซึ่งปนเปื้อนและยังมิได้กำจัด ให้อยู่ในที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับชนิดของสารเคมีอันตราย
    • ข้อ ๒๗
    • ข้อ ๒๗ ให้นายจ้างปฏิบัติต่อหีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มสารเคมีอันตรายที่ปนเปื้อนและไม่ต้องการใช้แล้ว ดังต่อไปนี้
      (๑) ไม่ใช้บรรจุสิ่งของอื่น
      (๒) เก็บรวบรวมไว้ในภาชนะหรือในที่ที่ปลอดภัยนอกบริเวณที่ลูกจ้างทำงาน
      (๓) กำจัดโดยวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับชนิดของสารเคมีอันตราย
    • ข้อ ๒๘
    • ข้อ ๒๘ ให้นายจ้างปฏิบัติเกี่ยวกับการขนถ่าย เคลื่อนย้าย หรือขนส่งสารเคมีอันตรายดังต่อไปนี้
      (๑) มีมาตรการป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่น ฟูม ไอ ละออง หรือเส้นใย รวมทั้งการกระเด็น หก ล้น รั่ว ไหล หรือตกหล่นของสารเคมีอันตราย
      (๒) ตรวจสอบยานพาหนะที่ใช้ในการขนถ่าย เคลื่อนย้าย หรือขนส่งสารเคมีอันตรายให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมที่จะปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย
      (๓) จัดให้มีคู่มือหรือข้อปฏิบัติในการแก้ไขปัญหากรณีฉุกเฉินเป็นภาษาไทยเก็บไว้ในยานพาหนะ พร้อมที่จะนำไปใช้ได้ทันที และจัดให้มีการฝึกอบรมและฝึกซ้อมวิธีการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแก่ลูกจ้างอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบได้
      (๔) จัดให้มีเครื่องดับเพลิงที่มีคุณสมบัติสามารถดับเพลิงจากสารเคมีอันตรายตามความเหมาะสม และจัดให้มีหน้ากากป้องกันสารเคมีอันตรายหรือเครื่องช่วยหายใจตามความจำเป็นของชนิดสารเคมีอันตราย ติดไว้ในยานพาหนะที่บรรทุกสารเคมีอันตรายอย่างเพียงพอพร้อมที่จะใช้ได้ทันที
      (๕) หีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มสารเคมีอันตรายต้องยึดแน่นกับฐานรองรับและยานพาหนะเพื่อมิให้เคลื่อนที่หรือลอยตัวได้ ฐานรองรับและยานพาหนะต้องมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักของหีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มรวมกับน้ำหนักของสารเคมีอันตรายในอัตราสูงสุดไม่เกินน้ำหนักที่จะบรรทุกได้
      (๖) ห้ามบรรทุกสารเคมีอันตรายที่อาจเกิดปฏิกิริยาต่อกันไว้รวมกัน เว้นแต่ได้จัดให้มีมาตรการขนส่งที่ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
    • ข้อ ๒๙
    • ข้อ ๒๙ ในการส่งสารเคมีอันตรายโดยใช้ท่อ ให้นายจ้างปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
      (๑) ใช้ท่อและข้อต่อที่แข็งแรงไม่ชำรุด ผุ กร่อน และต้องดูแลรักษามิให้ ผุ กร่อน รั่ว หรือชำรุด
      (๒) ติดตั้งหรือวางในลักษณะที่มีการป้องกันที่จะไม่ทำให้เกิดการชำรุดเสียหายอันเนื่องจากการชน หรือการกระแทกจากยานพาหนะ หรือสิ่งอื่นใด
      (๓) ในกรณีฝังไว้ใต้ดินหรือใต้น้ำ ต้องใช้ท่อหรือข้อต่อประเภทที่ทนทานต่อการกัดกร่อนและต้องมีเครื่องหมายแสดงตำแหน่งของท่อเป็นระยะตลอดแนวให้เห็นได้โดยชัดเจน
      (๔) ในกรณีใช้ส่งสารเคมีอันตรายต่างชนิดกันต้องใช้ท่อที่มีสีหรือทาสีต่างกัน และทำเครื่องหมายแสดงความแตกต่างให้เห็นได้ชัดเจน
      (๕) ใช้ฉนวนกันความร้อนหุ้มท่อส่งสารเคมีอันตรายที่มีความร้อนทำให้ผิวภายนอกท่อมีอุณหภูมิสูงขึ้น
      (๖) วางท่อส่งสารเคมีอันตรายที่มีคุณสมบัติไวไฟหรือระเบิดได้ ให้มีระยะห่างที่เพียงพอและปลอดภัยจากแหล่งความร้อนหรือแหล่งที่ก่อให้เกิดประกายไฟ และให้ต่อสายดินที่ท่อนั้นด้วย
    • ข้อ ๓๐
    • ข้อ ๓๐ ให้นายจ้างกำจัดกากสารเคมีอันตราย ด้วยวิธีการที่ปลอดภัยโดยการเผา การฝัง หรือการใช้สารเคมีเพื่อให้มีการสลายตัว หรือโดยวิธีอื่น
    • ข้อ ๓๑
    • ข้อ ๓๑ ให้นายจ้างจัดให้มีระบบป้องกันและควบคุม เพื่อมิให้มีระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตรายเกินขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
    • ข้อ ๓๒
    • ข้อ ๓๒ ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย และส่งรายงานผลการตรวจวัดให้แก่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบผลการตรวจวัด
      หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจวัด การวิเคราะห์ผลการตรวจวัด หรือสถานที่บริการตรวจวัดและวิเคราะห์ปริมาณของสารเคมีอันตรายตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
    • ข้อ ๓๓
    • ข้อ ๓๓ ในกรณีที่ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ทำงานหรือสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตรายมีระดับเกินขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายตามที่อธิบดีประกาศกำหนดตามข้อ ๓๑ ให้นายจ้างดำเนินการเพื่อลดระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายมิให้เกินขีดจำกัดดังกล่าว โดยใช้มาตรการกำจัดหรือควบคุมสารเคมีอันตรายทางวิศวกรรม การบริหารจัดการสภาพแวดล้อม และการป้องกันอันตรายส่วนบุคคลด้วยวิธีการที่เหมาะสม
    • ข้อ ๓๔
    • ข้อ ๓๔ ให้นายจ้างจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้างในกรณีที่มีการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด และส่งรายงานผลการประเมินดังกล่าวให้แก่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบผล
      ในกรณีที่ผลการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้างอยู่ในระดับที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ให้นายจ้างนำผลการประเมินไปใช้ในการวางแผนการตรวจสุขภาพลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง และการเฝ้าระวังสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง
    • ข้อ ๓๕
    • ข้อ ๓๕ ให้นายจ้างเก็บรายงานผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายไว้อย่างน้อยห้าปีในสถานประกอบกิจการ พร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบได้
    • ข้อ ๓๖
    • ข้อ ๓๖ ให้นายจ้างซึ่งมีสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองตามรายชื่อและปริมาณที่อธิบดีประกาศกำหนดประเมินความเสี่ยงในการก่อให้เกิดอันตรายและจัดทำรายงานการประเมินความเสี่ยงนั้นอย่างน้อยห้าปีต่อหนึ่งครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญเกี่ยวกับสถานที่ครอบครอง รายชื่อ ปริมาณ หรือกระบวนการผลิตสารเคมีอันตราย ทั้งนี้ ให้ส่งรายงานต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบผลการประเมิน
      การประเมินความเสี่ยงและการจัดทำรายงานการประเมินความเสี่ยงให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด
    • ข้อ ๓๗
    • ข้อ ๓๗ ให้นายจ้างที่มีสารเคมีอันตรายตามข้อ ๓๕ จัดทำแผนปฏิบัติการกรณีมีเหตุฉุกเฉินของสถานประกอบกิจการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด และเก็บไว้ ณ สถานประกอบกิจการพร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบได้ ทั้งนี้ ต้องปรับปรุงแผนให้ทันสมัยและฝึกซ้อมตามแผนอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
    • ข้อ ๓๘
    • ข้อ ๓๘ ให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมลูกจ้างที่เข้าไปควบคุมและระงับเหตุอันตรายตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด และทำการฝึกอบรมทบทวนอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และเก็บหลักฐานการอบรมพร้อมที่จะให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบได้
    • ข้อ ๓๙
    • ข้อ ๓๙ ในกรณีที่สารเคมีอันตรายรั่วไหล ฟุ้งกระจาย เกิดอัคคีภัย หรือเกิดการระเบิด นายจ้างต้องสั่งให้ลูกจ้างทุกคนที่ทำงานในบริเวณนั้น หรือบริเวณใกล้เคียงหยุดทำงานทันที และออกไปให้พ้นรัศมีที่อาจได้รับอันตราย พร้อมทั้งให้นายจ้างดำเนินการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและระงับเหตุทันที
      ในกรณีที่การเกิดเหตุตามวรรคหนึ่งอาจส่งผลกระทบถึงประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงให้นายจ้างดำเนินการให้มีการเตือนอันตรายให้ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบทราบทันที
      ให้นายจ้างแจ้งการเกิดเหตุตามวรรคหนึ่งเป็นหนังสือให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายทราบทันที และรายงานสาเหตุแห่งภยันตรายนั้น ตลอดจนการดำเนินการป้องกันและแก้ไขภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เกิดเหตุ
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail