Facebook


ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาเมืองพ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 4379 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ร่าง

 

 

พระราชบัญญัติ

 

 

การพัฒนาเมือง

 

 

.. ....

 

 

                       

 

 

 

 

...................................

 

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    หลักการ

    ให้มีกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาเมือง

    เหตุผล

    โดยที่ปัจจุบันยังไม่มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ชัดเจนแน่นอนในการดำเนินการเพื่อพัฒนาเมืองอันเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในสาระสำคัญ รวมทั้งยังไม่มีหน่วยงานและกลไกที่จะให้การส่งเสริมและสนับสนุนโดยตรงเพื่อให้การพัฒนาเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในพื้นที่เมืองภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และเป็นการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนในระหว่างการดำเนินการพัฒนาเมือง อีกทั้งเมื่อพัฒนาเมืองแล้วเสร็จ สภาพเมืองที่น่าอยู่ก็อันเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมในระยะยาว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • มาตรา ๑
    • พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการพัฒนาเมือง พ.ศ. ....
    • มาตรา ๒
    • พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    • มาตรา ๓
    • ในพระราชบัญญัตินี้
      การพัฒนาเมือง หมายความว่า การก่อสร้าง ปรับปรุง ฟื้นฟู บูรณะ หรือพัฒนาที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หรือสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่เมือง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในพื้นที่เมืองภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
      พื้นที่เมือง หมายความว่า พื้นที่ภายในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
      เขตพื้นที่พัฒนา หมายความว่า เขตพื้นที่เมืองที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดให้เป็นพื้นที่เพื่อดำเนินการพัฒนาเมือง
      พื้นที่สีเขียว หมายความว่า พื้นที่ที่มีไม้ยืนต้นเป็นองค์ประกอบโดยมี
      ความหนาแน่นไม่น้อยกว่าห้าสิบต้นต่อไร่ ทั้งนี้ ไม้ยืนต้นดังกล่าวเมื่อโตเต็มที่จะมีทรงพุ่มไม่น้อยกว่าห้าเมตรและมีขนาดเส้นรอบลำต้นไม่น้อยกว่าห้าสิบเซนติเมตร
      องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมายความว่า องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
      กองทุน หมายความว่า กองทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมือง
      คณะกรรมการนโยบาย หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเมือง
      สำนักงาน หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเมือง
      เลขาธิการ หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเมือง
      รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๔
    • ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
    • หมวด ๑
    • คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเมือง
    • มาตรา ๕
    • ให้มีคณะกรรมการนโยบายคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการนโยบาย
      การพัฒนาเมือง ประกอบด้วย
      (๑) รัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ
      (๒) ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ และผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
      เป็นกรรมการ
      (๓) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตามข้อเสนอแนะของรัฐมนตรีจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและผลงานเป็นที่ประจักษ์ด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม การผังเมือง สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ และกฎหมาย สาขาละหนึ่งคน เป็นกรรมการ
      ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้เลขาธิการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
    • มาตรา ๖
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีสัญชาติไทยและมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
      (๑) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
      (๒) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
      (๓) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
    • มาตรา ๗
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี
      เมื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้ดำเนินการแต่งตั้งใหม่ภายในหกสิบวัน ในระหว่างที่ยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่
      กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
    • มาตรา ๘
    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) ลาออก
      (๓) คณะรัฐมนตรีให้ออกตามข้อเสนอแนะของรัฐมนตรีเพราะเหตุบกพร่องต่อหน้าที่มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ
      (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖
    • มาตรา ๙
    • ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
      ให้คณะกรรมการนโยบายประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในหกสิบวัน เว้นแต่วาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่น้อยกว่าเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้ ในการนี้ ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
    • มาตรา ๑๐
    • การประชุมคณะกรรมการนโยบายต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
      ในการประชุมคณะกรรมการนโยบาย ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
      การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่ง
      ในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
    • มาตรา ๑๑
    • ให้คณะกรรมการนโยบายมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
      (๑) จัดทำนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางการพัฒนาเมืองทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
      (๒) ส่งเสริม สนับสนุน และประสานการปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางการพัฒนาเมือง
      (๓) เสนอแนะหรือให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง
      (๔) ให้ความเห็นชอบให้สำนักงานดำเนินการพัฒนาเมืองตามคำขอขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
      (๕) ประเมินผลการพัฒนาเมืองตามนโยบายและแนวทางการพัฒนาเมือง
      (๖) กำหนดแผน กลยุทธ์ และแนวทางการบริหารงานของสำนักงาน
      (๗) ออกข้อบังคับว่าด้วยการจัดองค์กร การเงิน การบริหารงานบุคคล
      การบริหารงานทั่วไป การพัสดุ การตรวจสอบภายใน รวมตลอดทั้งการสงเคราะห์และสวัสดิการต่าง ๆ ของสำนักงาน และข้อบังคับอื่นตามพระราชบัญญัตินี้
      (๘) อนุมัติแผนการดำเนินงาน แผนการใช้จ่ายเงินและงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสำนักงาน
      (๙) ควบคุมการบริหารงานและการดำเนินการของสำนักงานให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
      (๑๐) ปฏิบัติการอื่นที่จำเป็นหรือเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเมืองตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
      การจัดทำนโยบายและแนวทางการพัฒนาเมืองตาม (๑) และการประเมินผลการพัฒนาเมืองตาม (๕) คณะกรรมการนโยบายต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกอบการพิจารณาด้วย
      ข้อบังคับตาม (๗) เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
    • มาตรา ๑๒
    • คณะกรรมการนโยบายมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมายได้
      การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นำมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    • หมวด ๒
    • สำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเมือง
    • มาตรา ๑๓
    • ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเมืองขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ
      สำนักงานมีฐานะเป็นนิติบุคคล
    • มาตรา ๑๔
    • ให้สำนักงานมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดใกล้เคียง และจะตั้งสาขาขึ้น ณ ที่อื่นใดก็ได้
    • มาตรา ๑๕
    • กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วย
      การคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่พนักงานและลูกจ้างของสำนักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน
    • มาตรา ๑๖
    • ให้สำนักงานมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
      (๑) รับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการนโยบาย
      (๒) ส่งเสริม สนับสนุน และประสานการปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางการพัฒนาเมือง
      (๓) ให้คำปรึกษาแนะนำหรือข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
      (๔) ดำเนินการพัฒนาเมืองตามคำขอขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเมื่อได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบาย
      (๕) ติดตามผลการปฏิบัติตามนโยบาย แนวทาง ตลอดจนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองต่อคณะกรรมการนโยบาย
      (๖) ศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์และวิจัยเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเมือง
      (๗) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง และมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ
      (๘) ก่อตั้งสิทธิหรือทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน
      (๙) จัดทำรายงานประจำปีแสดงผลการปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางการพัฒนาเมืองในรอบปีที่ผ่านมา ผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการนโยบายและสำนักงาน ผลการประเมินการปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางการพัฒนาเมืองในรอบปีที่ผ่านมา ปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบายและแนวทางการพัฒนาเมืองและปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายและสำนักงาน และข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคดังกล่าว เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
      (๑๐) ปฏิบัติงานอื่นใดที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเมืองหรือตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานหรือตามที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมาย
      รายงานตาม (๙) ให้เสนอรัฐสภาเพื่อทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ และให้เผยแพร่ต่อประชาชนผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศของสำนักงานและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ด้วย
      กำหนดเวลาตามวรรคสองให้หมายถึงวันในสมัยประชุมของรัฐสภา
    • มาตรา ๑๗
    • ให้สำนักงานมีเลขาธิการคนหนึ่งซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจากบุคคลที่คณะกรรมการนโยบายคัดเลือก
    • มาตรา ๑๘
    • ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
      (๑) มีสัญชาติไทย
      (๒) มีอายุไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์
      (๓) สามารถทำงานให้แก่สำนักงานได้เต็มเวลา
    • มาตรา ๑๙
    • ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ
      (๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
      (๒) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
      (๓) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษหรือพ้นระยะเวลารอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้ว
      (๔) เป็นข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือของราชการส่วนท้องถิ่น
      (๕) เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
      (๖) เป็นกรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง
      (๗) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือจากหน่วยงานของเอกชน เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
    • มาตรา ๒๐
    • อัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของเลขาธิการให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
    • มาตรา ๒๑
    • เลขาธิการอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี
      เลขาธิการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
    • มาตรา ๒๒
    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) ลาออก
      (๓) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๘ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๙
      (๔) เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา ๒๙
      (๕) รัฐมนตรีให้ออกตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการนโยบาย เพราะบกพร่องหรือทุจริตต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ
    • มาตรา ๒๓
    • ให้เลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้าง และรับผิดชอบ
      ในการดำเนินกิจการทั้งปวงของสำนักงาน
      ในการบริหารกิจการของสำนักงาน เลขาธิการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการนโยบาย
    • มาตรา ๒๔
    • ให้มีรองเลขาธิการตามจำนวนที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดเพื่อช่วยเลขาธิการในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่เลขาธิการมอบหมาย
    • มาตรา ๒๕
    • เลขาธิการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
      (๑) บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยพนักงานและลูกจ้าง ตลอดจนให้พนักงานหรือลูกจ้างออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามข้อบังคับ
      ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด แต่ถ้าเป็นพนักงานตำแหน่งรองเลขาธิการ ผู้บริหารระดับสูง และผู้ตรวจสอบภายใน ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายก่อน
      (๒) วางระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของสำนักงานโดยไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับหรือมติที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
    • มาตรา ๒๖
    • ในการปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการจะมอบอำนาจให้พนักงานกระทำการใดแทนก็ได้ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
      ให้ผู้ได้รับมอบอำนาจตามวรรคหนึ่งมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับเลขาธิการในเรื่องที่ได้รับมอบอำนาจนั้น
    • มาตรา ๒๗
    • ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนสำนักงาน เพื่อการนี้ เลขาธิการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดกระทำการแทนก็ได้ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
    • มาตรา ๒๘
    • ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งรองเลขาธิการคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการ ในกรณีที่ไม่มี
      รองเลขาธิการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งพนักงานของสำนักงานคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการ
      ให้ผู้รักษาการแทนเลขาธิการตามวรรคหนึ่งมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับเลขาธิการ
    • มาตรา ๒๙
    • เลขาธิการต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญากับสำนักงานหรือ
      ในกิจการที่กระทำให้แก่สำนักงาน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นเพื่อประโยชน์ในการลงทุนโดยสุจริตในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่กระทำการอันมีส่วนได้เสียเช่นว่านั้น ไม่เกินอัตราตามข้อบังคับที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
      ในกรณีที่บุพการี คู่สมรส ผู้สืบสันดาน หรือบุพการีของคู่สมรสของเลขาธิการกระทำการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเลขาธิการมีส่วนได้เสียในกิจการของสำนักงาน
      ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีที่เลขาธิการได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายให้เป็นกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่สำนักงานเป็นผู้ถือหุ้น
    • มาตรา ๓๐
    • นิติกรรมใดที่ทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามมาตรา ๒๙ ไม่มีผลผูกพันสำนักงาน
    • มาตรา ๓๑
    • ให้สำนักงานวางและรักษาไว้ซึ่งบัญชีที่เป็นไปตามหลักสากลและสอดคล้องกับระบบการบัญชีที่กระทรวงการคลังได้วางไว้
    • มาตรา ๓๒
    • ให้สำนักงานจัดให้มีการตรวจสอบภายในเป็นประจำ
      ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่น้อยกว่าสามคนเป็นคณะกรรมการนโยบายตรวจสอบ เพื่อเสนอความเห็นเกี่ยวกับผลการตรวจสอบภายในต่อคณะกรรมการนโยบาย
      ในการตรวจสอบภายใน ให้ผู้ตรวจสอบภายในรายงานผลการตรวจสอบโดยตรงต่อคณะกรรมการนโยบายตรวจสอบ
      ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณา
      ทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับกับการประชุมของคณะกรรมการนโยบายตรวจสอบโดยอนุโลม
    • มาตรา ๓๓
    • ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้สอบบัญชีอิสระที่สำนักงาน
      การตรวจเงินแผ่นดินให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของสำนักงาน
    • มาตรา ๓๔
    • ให้ผู้สอบบัญชีรายงานผลการสอบบัญชีต่อคณะกรรมการนโยบาย
      เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี และให้สำนักงานเผยแพร่งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้วภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีรับทราบ
    • หมวด ๓ การพัฒนาเมือง
    • ส่วนที่ ๑ บททั่วไป
    • มาตรา ๓๕
    • การพัฒนาเมืองต้องสอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ในที่ดินตามที่กำหนดไว้ในผังเมือง และต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนและชุมชนในพื้นที่เมืองและเขตพื้นที่พัฒนา การบำรุงรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและการบำรุงรักษาศิลปวัฒนธรรมในเขตพื้นที่พัฒนา การพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และชีวอนามัยของประชาชน การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ การอนุรักษ์พลังงาน และนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางการพัฒนาเมือง
      ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด เพื่อให้พื้นที่เมืองมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สมดุล และยั่งยืน
    • มาตรา ๓๖
    • เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นสมควรดำเนินการพัฒนาเมือง
      ในบริเวณใด หรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากประชาชนหรือชุมชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นหรือคณะกรรมการนโยบายเสนอแนะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการพัฒนาเมือง
      ในบริเวณใด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเห็นว่ามีความเหมาะสมและเป็นไปได้ที่จะดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าว ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นของเจ้าของที่ดินและผู้อยู่อาศัยในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่พัฒนาซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเพื่อประกอบการพิจารณา
      ในการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นตามวรรคหนึ่ง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณากำหนดวิธีดำเนินการให้เหมาะสมตามควรแก่กรณี เพื่อให้บุคคลตามวรรคหนึ่งสามารถ
      เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้มากที่สุด และจะจัดกี่วิธีหรือกี่ครั้งก็ได้
      องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปเพื่อประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้ แต่การพิจารณาให้คำนึงถึงความคิดเห็นเบื้องต้นของบุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นหลัก
    • มาตรา ๓๗
    • ก่อนการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้อง
      ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุผลความจำเป็นที่ต้องพัฒนาเมืองในเขตพื้นที่พัฒนาและแนวทางที่จะดำเนินการโดยส่งไปยังที่อยู่ที่ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนของเจ้าของที่ดินและผู้อยู่อาศัยในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่พัฒนาซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับก่อนการรับฟังความคิดเห็นเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน และให้ปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นด้วย
      เมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันส่งข้อมูลตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าบุคคลดังกล่าวได้รับข้อมูลนั้นแล้ว
      ในกรณีคณะกรรมการนโยบายเสนอแนะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการพัฒนาเมืองในเขตพื้นที่พัฒนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะขอให้สำนักงานเป็นผู้ร่วมจัดทำข้อมูลตามวรรคหนึ่งด้วยก็ได้
    • มาตรา ๓๘
    • เมื่อได้รับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นแล้ว หากเห็นว่ามีความจำเป็นต้องดำเนินการพัฒนาเมืองในเขตพื้นที่พัฒนาดังกล่าวต่อไป ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเมืองในเขตพื้นที่พัฒนานั้น
      รายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้ อย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายละเอียดในเรื่องดังต่อไปนี้
      (๑) รูปแบบหรือแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม
      (๒) งบประมาณและระยะเวลาดำเนินการ
      (๓) ผลที่คาดว่าจะได้รับและความคุ้มค่า
      (๔) ผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของที่ดินและผู้อยู่อาศัยในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่พัฒนาและต่อประชาชนทั่วไปในระหว่างดำเนินการพัฒนา
      (๕) แนวทางในการป้องกัน แก้ไขหรือเยียวยาผลกระทบตาม (๔)
      ในการศึกษาความเป็นไปได้ตามวรรคหนึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะขอให้สำนักงานเป็นผู้ดำเนินการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายก็ได้
      ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเผยแพร่ผลการศึกษาความเป็นไปได้ตามวรรคหนึ่งต่อประชาชน โดยอย่างน้อยให้ปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น และให้ส่งสรุปผลการศึกษาดังกล่าวไปยังที่อยู่ที่ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนของเจ้าของที่ดินและผู้อยู่อาศัยในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่พัฒนาซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับด้วย
      ให้นำความในมาตรา ๓๗ วรรคสอง มาใช้บังคับกับการส่งสรุปผลการศึกษาตามมาตรานี้ด้วยโดยอนุโลม
    • มาตรา ๓๙
    • ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ส่งสรุปผลการศึกษาความเป็นไปได้ไปยังเจ้าของที่ดินและผู้อยู่อาศัยในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่พัฒนาซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดประชุมชี้แจงรายละเอียดและรับฟังความคิดเห็นของบุคคลดังกล่าวเกี่ยวกับผลการศึกษาความเป็นไปได้
      ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งหนังสือเชิญประชุมไปยังที่อยู่ที่ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนของเจ้าของที่ดินและผู้อยู่อาศัยในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่พัฒนาซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
      ให้นำความในมาตรา ๓๗ วรรคสอง มาใช้บังคับกับการส่งหนังสือเชิญประชุมตามมาตรานี้ด้วยโดยอนุโลม
    • มาตรา ๔๐
    • ในกรณีที่ปรากฏในการประชุมตามมาตรา ๓๙ ว่ามีเจ้าของที่ดินหรือ
      ผู้อยู่อาศัยในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่พัฒนาซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คัดค้านการพัฒนาเมืองในเขตพื้นที่พัฒนาหรือคัดค้านแนวทางการพัฒนาเมืองที่เสนอไว้ในผลการศึกษาความเป็นไปได้ แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นว่าสมควรดำเนินการพัฒนาเมืองในเขตพื้นที่พัฒนาดังกล่าวต่อไปตามแนวทางที่เสนอไว้ในผลการศึกษาความเป็นไปได้ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เจ้าของที่ดินและผู้อยู่อาศัยในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่พัฒนา
      ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นลงประชามติว่าสมควรพัฒนาเมืองตามแนวทางที่เสนอไว้ในผลการศึกษาความเป็นไปได้ดังกล่าวหรือไม่
      ถ้าผู้มีสิทธิลงประชามติให้ความเห็นชอบให้ดำเนินการพัฒนาเมืองตามแนวทางที่เสนอไว้ในผลการศึกษาความเป็นไปได้ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนผู้มีสิทธิลงประชามติทั้งหมดตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้มีสิทธิลงประชามติเห็นชอบให้ดำเนินการพัฒนาเมืองตามแนวทางที่เสนอไว้ในผลการศึกษาความเป็นไปได้
      การลงประชามติตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการลงประชามติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    • มาตรา ๔๑
    • ในกรณีที่ผู้มีสิทธิลงประชามติเห็นชอบให้ดำเนินการพัฒนาเมืองตามแนวทางที่เสนอไว้ในผลการศึกษาความเป็นไปได้ แต่มีเหตุจำเป็นที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่อาจดำเนินการพัฒนาเมืองในเขตพื้นที่พัฒนาได้ชั่วคราว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจขยายระยะเวลาดำเนินการพัฒนาเมืองตามแนวทางที่เสนอไว้ในผลการศึกษาความเป็นไปได้ออกไปก่อนได้ แต่ต้องไม่เกินสี่ปีนับแต่วันที่มีการลงประชามติ
      เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้การลงประชามติเป็นอันสิ้นผล หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดำเนินการพัฒนาเมืองในเขตพื้นที่พัฒนาเพื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว
      ต้องดำเนินการตามมาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ ใหม่
    • มาตรา ๔๒
    • ในกรณีดังต่อไปนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองโดยไม่ดำเนินการตามมาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ ก็ได้
      (๑) ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในเขตพื้นที่พัฒนาทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเป็นที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีอำนาจใช้ประโยชน์
      (๒) ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่พัฒนาทั้งหมด อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจซึ่งได้ให้ความเห็นชอบกับแนวทางการพัฒนาเมือง
      ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอแล้ว
      (๓) เขตพื้นที่พัฒนาที่เจ้าของที่ดินและผู้อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดมีหนังสือยินยอมให้พัฒนาพื้นที่นั้นได้
    • มาตรา ๔๓
    • ในกรณีที่ไม่มีผู้คัดค้านการพัฒนาเมืองที่เสนอไว้ในผลการศึกษาความเป็นไปได้ตามมาตรา ๓๙ หรือผู้มีสิทธิลงประชามติเห็นชอบให้ดำเนินการพัฒนาเมืองตามแนวทางที่เสนอไว้ในผลการศึกษาความเป็นไปได้ตามมาตรา ๔๐ วรรคสอง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตัดสินใจดำเนินการพัฒนาเมืองตามมาตรา ๔๒ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการพัฒนาเมืองตามแนวทางที่เสนอไว้ในผลการศึกษาความเป็นไปได้ หรือผลการตัดสินใจตามมาตรา ๔๒ แล้วแต่กรณี
    • ส่วนที่ ๒
    • การสนับสนุนการพัฒนาเมือง
    • มาตรา ๔๔
    • เมื่อได้รับประชามติเห็นชอบให้ดำเนินการได้แล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจขอให้สำนักงานเป็นผู้ดำเนินการก็ได้
      การขอให้สำนักงานเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาเมือง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • มาตรา ๔๕
    • เมื่อได้รับคำร้องขอ และสำนักงานเห็นว่ามีความเป็นไปได้และคุ้มค่า
      ที่จะดำเนินการพัฒนาเมืองตามคำขอ ให้สำนักงานจัดทำรายละเอียดดังต่อไปนี้เสนอต่อ
      คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพิจารณา
      (๑) ผลการศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้และความคุ้มค่าที่จะดำเนินการพัฒนาเมืองตามคำขอ
      (๒) แผนผังแสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินและรายการประกอบแผนผังสำหรับเขตพื้นที่พัฒนาที่ได้รับความเห็นชอบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
      (๓) แผนการจัดให้ได้มาซึ่งที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาเขตพื้นที่พัฒนา
      (๔) แผนการก่อสร้างหรือปรับปรุงเขตพื้นที่พัฒนา
      (๕) แบบการก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารในเขตพื้นที่พัฒนา (ถ้ามี)
      (๖) แผนการย้ายเจ้าของที่ดินและผู้อยู่อาศัยในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่พัฒนาออกจากที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์เป็นการชั่วคราว (ถ้ามี)
      (๗) แผนการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการพัฒนาเมือง
      (๘) แผนการบริหารความเสี่ยง
      (๙) ประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
      (๑๐) เอกสารอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายบริหารกองทุนกำหนด
      แผนผังและรายการประกอบแผนผังตาม (๒) ต้องสอดคล้องกับการใช้ประโยชน์
      ในที่ดินที่กำหนดไว้ในผังเมืองและผลการศึกษาความเป็นไปได้ตามมาตรา ๓๘ และต้องประกอบด้วยพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบของเขตพื้นที่พัฒนาทั้งหมด
      เมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนพิจารณาเสร็จ ให้สำนักงานเสนอรายละเอียด
      ตามวรรคหนึ่ง พร้อมกับความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการบริหารกองทุนต่อคณะกรรมการนโยบายเพื่อพิจารณา
    • มาตรา ๔๖
    • การพัฒนาเมืองตามคำขอขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น
      เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายแล้ว ให้สำนักงานดำเนินการต่อไปได้
      เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาเมือง บรรดาค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเมืองตามคำขอขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายตามมาตรา ๔๕ นอกจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๒ ให้สำนักงานเบิกจ่ายจากกองทุน เว้นแต่กรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้จ่ายตามมาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๒ คณะกรรมการนโยบายมีอำนาจอนุมัติให้สำนักงานเบิกค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากกองทุนได้
    • มาตรา ๔๗
    • เมื่อคณะกรรมการนโยบายให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๔๖ แล้ว
      ให้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่พัฒนาขึ้นและให้มีแผนที่กำหนดแนวเขตพื้นที่พัฒนาไว้ท้ายพระราชกฤษฎีกาด้วย
    • มาตรา ๔๘
    • ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นในเขตพื้นที่พัฒนาตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในมาตรา ๔๗ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกับผังเมือง ให้สำนักงานดำเนินการโดยวิธีจัดซื้อ เช่าซื้อ หรือแลกเปลี่ยน
    • มาตรา ๔๙
    • ในกรณีที่ไม่อาจได้มาซึ่งที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นในเขตพื้นที่พัฒนาโดยวิธีตามมาตรา ๔๘ แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้มาซึ่งที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นนั้น
      เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเขตพื้นที่พัฒนาให้เป็นไปตามผังเมือง และการเวนคืนนั้นอาจกระทำได้ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้สำนักงานมีอำนาจดำเนินการเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
    • มาตรา ๕๐
    • ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเมืองตามมาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙ ให้อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    • มาตรา ๕๑
    • ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นที่ได้มาตามมาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙
      ให้สำนักงานโอนหรือมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งมอบเขตพื้นที่พัฒนาที่ดำเนินการแล้วเสร็จให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
      การโอนตามวรรคหนึ่ง ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและ
      นิติกรรมทั้งปวง
    • มาตรา ๕๒
    • เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่พัฒนาตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ถ้าภายในเขตที่ดินตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีสาธารณสมบัติของแผ่นดินรวมอยู่ด้วย
      และสำนักงานจำเป็นต้องใช้ที่ดินนั้นเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเมือง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้ได้มาซึ่งสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยดำเนินการดังต่อไปนี้
      (๑) ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันที่พลเมืองเลิกใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นแล้ว หรือได้เปลี่ยนสภาพจากการเป็นที่ดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้ว เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ชำระราคาที่ดินให้แก่กระทรวงการคลังตามราคาที่กระทรวงการคลังกำหนดแล้ว ให้พระราชกฤษฎีกานั้นมีผลเป็นการถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับที่ดินดังกล่าวและตกเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยไม่ต้องดำเนินการถอนสภาพหรือโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน
      (๒) ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันที่พลเมืองยังใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นอยู่ หรือยังไม่เปลี่ยนสภาพจากการเป็นที่ดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ที่ดินนั้นอยู่ในเขตได้จัดที่ดินที่มีลักษณะและความสะดวกใกล้เคียงกันให้พลเมืองใช้ร่วมกันแทนโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้พระราชกฤษฎีกานั้นมีผลเป็นการถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับที่ดินดังกล่าวและตกเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยไม่ต้องดำเนินการถอนสภาพหรือโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน
      (๓) ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ หรือที่ดินที่ได้สงวนหรือหวงห้ามไว้ตามความต้องการของทางราชการ ถ้าทางราชการเลิกใช้หรือยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นตามที่สงวนหรือหวงห้ามไว้ เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังและได้ชำระราคาที่ดินให้แก่กระทรวงการคลังตามราคาที่กระทรวงการคลังกำหนด ให้พระราชกฤษฎีกานั้นมีผลเป็นการถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับที่ดินดังกล่าวและตกเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยไม่ต้องดำเนินการถอนสภาพหรือโอนตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุหรือประมวลกฎหมายที่ดิน
      (๔) ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า หรือที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังและได้ชำระราคาที่ดินให้แก่กระทรวงการคลังตามราคาที่กระทรวงการคลังกำหนดแล้ว ให้ที่ดินนั้นตกเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    • มาตรา ๕๓
    • เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเมืองในเขตพื้นที่พัฒนา เมื่อมีการตรา
      พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่พัฒนาขึ้นแล้ว ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้การดำเนินการเกี่ยวกับก่อสร้าง ปรับปรุง ฟื้นฟู บูรณะ หรือพัฒนาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพื้นที่พัฒนา
      ต้องได้รับอนุมัติ อนุญาต หรือให้ความเห็นชอบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ถือว่าสำนักงานได้รับอนุมัติ อนุญาต หรือให้ความเห็นชอบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายนั้นแล้ว แต่ทั้งนี้ สำนักงานต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเช่นเดียวกับที่กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตทั่วไปต้องปฏิบัติด้วย
    • หมวด ๔
    • กองทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมือง
    • มาตรา ๕๔
    • ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองขึ้นในสำนักงาน
      โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการดำเนินการเพื่อพัฒนาเมือง
    • มาตรา ๕๕
    • กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้
      (๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสม
      (๒) เงินกู้ที่รัฐบาลกู้เพื่อสมทบกองทุนโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี
      (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้
      (๔) ดอกผลหรือประโยชน์อื่นใดที่เกิดจากทรัพย์สินของกองทุน
      เงินหรือทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเข้ากองทุนโดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
    • มาตรา ๕๖
    • เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการดังต่อไปนี้
      (๑) การพัฒนาเมืองของสำนักงานตามคำขอขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
      (๒) การจัดทำข้อมูลตามมาตรา ๓๗ วรรคสาม และมาตรา ๔๕
      (๓) ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกู้ยืมไปใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเมือง
      (๔) ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัยและฝึกอบรมเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเมือง
      (๕) ค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน
    • มาตรา ๕๗
    • ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนคณะหนึ่ง ประกอบด้วย อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนการเคหะแห่งชาติ ผู้แทนสถาบันองค์กรพัฒนาชุมชน
      และผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงินการคลัง การบัญชี เศรษฐศาสตร์ การบริหารธุรกิจ หรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำนวนห้าคนเป็นกรรมการ
      ให้เลขาธิการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ
    • มาตรา ๕๘
    • กรรมการบริหารกองทุนผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี
      กรรมการบริหารกองทุนผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
    • มาตรา ๕๙
    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการบริหารกองทุนผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) ลาออก
      (๓) เป็นบุคคลล้มละลาย
      (๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
      (๕) คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออกเพราะบกพร่องหรือทุจริตต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ
      (๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
    • มาตรา ๖๐
    • ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับกับการแต่งตั้งกรรมการกองทุนผู้ทรงคุณวุฒิและการประชุมของคณะกรรมการบริหารกองทุนโดยอนุโลม
    • มาตรา ๖๑
    • ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนมอบหมาย
      ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับกับการแต่งตั้งอนุกรรมการบริหารกองทุนและการประชุมของคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนโดยอนุโลม
    • มาตรา ๖๒
    • ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
      (๑) กำหนดแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินของกองทุนตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
      (๒) พิจารณาจัดสรรเงินของกองทุนเพื่อใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของกองทุน
      (๓) ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การใช้จ่ายเงิน การให้กู้ยืมเงิน การเก็บรักษาเงิน การจัดหาผลประโยชน์ และการตรวจสอบภายในของกองทุน
      (๔) ติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย
      ข้อกำหนด ผลการพิจารณา และระเบียบตามมาตรานี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
      ระเบียบตาม (๓) เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
    • มาตรา ๖๓
    • ให้สำนักงานจัดทำบัญชีของกองทุนให้เป็นไปตามระบบการบัญชีที่กระทรวงการคลังได้วางไว้
    • มาตรา ๖๔
    • ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้สอบบัญชีอิสระที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของกองทุน
    • มาตรา ๖๕
    • ให้ผู้สอบบัญชีรายงานผลการสอบบัญชีต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี และให้สำนักงานเผยแพร่งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้วภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีรับทราบ

    • หมวด ๕
    • ความสัมพันธ์กับรัฐบาล
    • มาตรา ๖๖
    • ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงาน
      เพื่อการนี้ จะสั่งให้สำนักงานชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นหรือทำรายงานเสนอ และมีอำนาจสั่งยับยั้งการกระทำของสำนักงานที่เห็นว่าขัดต่อนโยบายของรัฐบาล
      ในกรณีที่คณะกรรมการนโยบายหรือสำนักงานต้องเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี
      ให้สำนักงานนำเรื่องเสนอรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อไปยังคณะรัฐมนตรี
    • บทเฉพาะกาล
    • มาตรา ๖๗
    • ในวาระเริ่มแรกเมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการนโยบายประกอบด้วยรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการ
      สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ และผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เป็นกรรมการ
      ให้คณะกรรมการนโยบายตามวรรคหนึ่งปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการนโยบายตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคณะกรรมการนโยบายตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ


      ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

      ........................................
      นายกรัฐมนตรี
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail