Facebook


ร่างพระราชบัญญัติองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 9898 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย

.. ....

หลักการ

ให้มีกฎหมายว่าด้วยองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย

เหตุผล

โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๘๑ () ได้บัญญัติให้รัฐต้องจัดให้มี

กฎหมายเพื่อการจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระ เพื่อปรับปรุงและพัฒนา

กฎหมายของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องรับฟังความ

คิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบด้วย จึงสมควรให้มีคณะกรรมการปฏิรูป

กฎหมายที่ดำ เนินการเป็นอิสระเพื่อพัฒนาระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในเชิง

สหวิทยาการอย่างเป็นระบบ และมีส่วนร่วมจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

โดยดำเนินการบนพื้นฐานขององค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัย เพื่อให้กฎหมาย การบังคับใช้

กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเป็นไปด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค มีประสิทธิภาพ และ

คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

ร่าง

พระราชบัญญัติองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย

.. ….

...............................................

...............................................

...............................................

..............................................................................................................................

..............................................................

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย

..............................................................................................................................

..............................................................

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย

.. ....”

 

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้

คณะกรรมการหมายความว่า คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

กรรมการหมายความว่า กรรมการปฏิรูปกฎหมาย

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    หลักการ
    ให้มีกฎหมายว่าด้วยองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย

    เหตุผล
    ดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๘๑ (๓) ได้บัญญัติให้รัฐต้องจัดให้มีกฎหมายเพื่อการจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระ เพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบด้วย จึงสมควรให้มีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระเพื่อพัฒนาระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในเชิงสหวิทยาการอย่างเป็นระบบ และมีส่วนร่วมจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนโดยดำเนินการบนพื้นฐานขององค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัย เพื่อให้กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเป็นไปด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


    หมวด ๑ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    หมวด ๒ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    หมวด ๓ ความสัมพันธ์กับรัฐบาลและรัฐสภา
    บทเฉพาะกาล




    • องค์ประกอบและคุณสมบัติของคณะกรรมการ
    • กำหนดให้มีองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระ ได้แก่ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จำนวนสิบเอ็ดคน ประกอบด้วยประธานหนึ่งคน รองประธานหนึ่งคน และกรรมการเก้าคน ซึ่งเป็นผู้ที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้มีความรู้และมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ หรือด้านอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปกฎหมาย
    • องค์ประกอบคณะกรรมการสรรหา
    • กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการปฏิรูปกฎหมาย จำนวนสิบสองคน ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอรายชื่อเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    • วาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ
    • กำหนดหน้าที่ของกรรมการปฏิรูปกฎหมายจำนวนสามคน ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา มีวาระอยู่ในตำแหน่งสามปีนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง สำหรับกรรมการปฏิรูปกฎหมายอื่นนั้นให้มีวาระอยู่ในตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
    • อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
    • กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เช่น สำรวจ ศึกษา และวิเคราะห์ทางวิชาการต่าง ๆ เพื่อวางเป้าหมาย นโยบายและจัดทำแผนโครงการ และมาตรการต่าง ๆ ในการปฏิรูปกฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาระบบยุติธรรมของประเทศ เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแผนการตรากฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามนโยบายและแผนการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประกอบการพิจารณา เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแผนการให้มีกฎหมาย หรือการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโดยพิจารณาภาพรวมของกฎหมายในเรื่องนั้นหรือกลุ่มกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีความสัมพันธ์กันในเรื่องนั้น และเสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้ อาจจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานและประชาชนที่เกี่ยวข้องเพื่อ ประกอบการพิจารณาด้วย เป็นต้น แล้วรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา
    • กองทุนเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย
    • ให้มีกองทุนเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย
    • สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    • ให้มีสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการทั่วไปของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีเลขาธิการรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และขึ้นตรงต่อประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นหน่วยรับตรวจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • ชื่อร่างพระราชบัญญัติ
    • มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายพ.ศ. ....
    • วันที่มีผลใช้บังคับ
    • มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    • นิยาม
    • มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
      คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
      กรรมการ หมายความว่า กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
      สำนักงาน หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
      เลขาธิการ หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    • วัตถุประสงค์การปฏิรูปกฎหมาย
    • มาตรา ๔ การปฏิรูปกฎหมายจะต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในเชิงสหวิทยาการอย่างเป็นระบบ และมีส่วนร่วมจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยดำเนินการบนพื้นฐานขององค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัย เพื่อให้กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเป็นไปด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
    • ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ
    • มาตรา ๕ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
    • องค์ประกอบคณะกรรมการ
    • มาตรา ๖ ให้มีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานคนหนึ่ง รองประธานคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีกเก้าคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๐ ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทั้งหญิงและชาย
      กรรมการตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นกรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาจำนวนสามคน
      ให้เลขาธิการ เป็นเลขานุการคณะกรรมการ
    • ผลงานและประสบการณ์การทำงานของคณะกรรมการ
    • มาตรา ๗ กรรมการต้องเป็นผู้ที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้มีความรู้และมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ หรือด้านอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปกฎหมาย
    • คุณสมบัติของคณะกรรมการ
    • มาตรา ๘ กรรมการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
      (๑) มีสัญชาติไทย
      (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์
      (๓) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
      (๔) ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งของพรรคการเมือง
      (๕) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือจากหน่วยงานของเอกชน เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือเพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
      (๖) ไม่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
      (๗) ไม่เป็นกรรมการเลือกตั้ง กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน
      (๘) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
      (๙) ไม่ติดยาเสพติดให้โทษ
      (๑๐) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
      (๑๑) ไม่เป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกจำคุกอยู่โดยหมายของศาล
      (๑๒) ไม่เป็นบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไปโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันที่ได้รับการเสนอชื่อ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ
    • องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา
    • มาตรา ๙ ในการแต่งตั้งกรรมการ ให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการคณะหนึ่ง มีจำนวนสิบสองคน ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอรายชื่อเป็นกรรมการจำนวนแปดคน ประกอบด้วย
      (๑) ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
      (๒) ผู้แทนคณาจารย์ประจำซึ่งสอนในสาขาวิชานิติศาสตร์
      (ก) ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และมีการสอนระดับปริญญาในสาขาวิชาดังกล่าว คัดเลือกกันเองให้เหลือสองคน และ
      (ข) ในสถาบันอุดมศึกษาของเอกชนที่เป็นนิติบุคคล และมีการสอนระดับปริญญาในสาขาวิชาดังกล่าว คัดเลือกกันเองให้เหลือสองคน
      (๓) ผู้แทนองค์กรเอกชนที่ดำเนินการโดยมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักด้านแรงงาน ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยคัดเลือกกันเองให้เหลือด้านละหนึ่งคน รวมเป็นสี่คน
      องค์กรตาม (๓) ต้องเป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานกำหนด ถ้าองค์กรใดมีวัตถุประสงค์หลักหลายด้าน ให้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกในด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
      กรรมการสรรหาไม่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการ
      ให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกกรรมการสรรหาคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการสรรหาและคัดเลือกกรรมการสรรหาอีกคนหนึ่ง เป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหา
      ให้สำนักงานทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการในการดำเนินการสรรหาและคัดเลือกกรรมการ
    • การสรรหากรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา
    • มาตรา ๑๐ การคัดเลือกกรรมการให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาคัดเลือกบุคคล ผู้มีความรู้ หรือมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ตามมาตรา ๗ รวมทั้งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘ จำนวนแปดคน
      เมื่อได้คัดเลือกบุคคลเป็นกรรมการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ผู้ที่ได้รับเลือกดังกล่าวประชุมเพื่อสรรหากรรมการจำนวนสามคนเพื่อปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา
      เมื่อได้มีการคัดเลือกบุคคลเป็นกรรมการครบจำนวนแล้ว ให้ผู้ที่ได้รับเลือกทั้งหมดประชุมร่วมกันเพื่อคัดเลือกกันเองเป็นประธานกรรมการและรองประธานกรรมการอีกหนึ่งคน
      ให้คณะกรรมการสรรหาแจ้งรายชื่อประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการ พร้อมหลักฐานแสดงคุณสมบัติให้เห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมในด้านใดด้านหนึ่งตามมาตรา ๗ และความยินยอมให้เสนอชื่อเข้ารับเลือกต่อนายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
      ให้นายกรัฐมนตรีประกาศรายชื่อคณะกรรมการในราชกิจจานุเบกษา
    • การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ
    • มาตรา ๑๑ กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง รวมทั้งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ
      กรรมการต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือกระทำกิจการใดอันเป็นการกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ หรือเสื่อมเสียถึงเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่

      มาตรา ๑๒ กรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา ต้องไม่ปฏิบัติงานในตำแหน่งหรือประกอบอาชีพอื่นในลักษณะที่ต้องทำงานเป็นการประจำ
    • วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการ
    • มาตรา ๑๓ กรรมการมีวาระอยู่ในตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
      กรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลามีวาระอยู่ในตำแหน่งสามปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
      ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่
      เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมการคนใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เมื่อสิ้นสุดวาระของกรรมการ คนเดิม ให้ดำเนินการคัดเลือกและเลือกกรรมการคนใหม่เป็นการล่วงหน้าตามสมควร
    • การพ้นตำแหน่งของกรรมการ
    • มาตรา ๑๔ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) ลาออก
      (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘
      (๔) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒
      เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้และให้ถือว่าคณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ เว้นแต่มีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงหกคน
    • การเลือกประธานกรรมการกรณีประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่ง
    • มาตรา ๑๕ ในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๓ และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่แล้ว หรือในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๔ ให้คณะกรรมการประชุมกันเลือกประธานกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการแล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ
    • การพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการ
    • มาตรา ๑๖ เมื่อกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๓ ให้เริ่มดำเนินการตามมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
    • การประชุมคณะกรรมการ
    • มาตรา ๑๗ การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
      ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าไม่มีประธานกรรมการหรือประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าไม่มีรองประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
      วิธีการประชุม การลงมติ และการปฏิบัติงานของคณะกรรมการหรือกรรมการให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
      ในการประชุม ถ้ามีการพิจารณาเรื่องที่กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสีย กรรมการผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม
      ในการปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการ อาจมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการด้านต่าง ๆ ตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ เพื่อเสนอรายงานต่อ คณะกรรมการ หรือดำเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
    • อำนาจคณะกรรมการในการมอบหมายงานและตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรมการ
    • มาตรา ๑๘ ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง คณะอนุกรรมการ หรือมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่ได้รับมอบหมายได้ ทั้งนี้ วิธีการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง คณะอนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
    • อำนาจในการเรียกบุคคลหรือหน่วยงานเพื่อชี้แจง
    • มาตรา ๑๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง คณะอนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาได้
    • ค่าตอบแทน
    • มาตรา ๒๐ ให้กรรมการได้รับค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติงานตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วจำนวนไม่ต่ำกว่าเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนของผู้พิพากษาศาลฎีกา
      ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติงานของกรรมการเฉพาะเรื่องและอนุกรรมการตามมาตรา ๑๘ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
    • อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
    • มาตรา ๒๑ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (๑) สำรวจ ศึกษา และวิเคราะห์ทางวิชาการต่าง ๆ เพื่อวางเป้าหมาย นโยบายและจัดทำแผนโครงการ และมาตรการต่าง ๆ ในการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อพัฒนาระบบยุติธรรมของประเทศ
      (๒) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแผนการตรากฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามนโยบายและแผนการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประกอบการพิจารณา
      (๓) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแผนการให้มีกฎหมาย หรือการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโดยพิจารณาภาพรวมของกฎหมายในเรื่องนั้นหรือกลุ่มกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีความสัมพันธ์กันในเรื่องนั้น
      (๔) เสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้ อาจจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานและประชาชนที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย
      (๕) จัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงและพัฒนาระบบกฎหมายของประเทศ การปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ทั้งระบบต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม
      (๖) ให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น เพื่อเสนอต่อรัฐสภาหรือสภาท้องถิ่น โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
      (๗) ประสานงานกับหน่วยงานด้านนโยบายและแผนของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายด้านกฎหมายและการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบยุติธรรมของประเทศ
      (๘) สนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตลอดจนการดำเนินการวิจัยด้านระบบยุติธรรมที่มีความสำคัญตามนโยบายรัฐบาล
      (๙) ส่งเสริมความร่วมมือการวิจัยระบบยุติธรรมของประเทศระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาชีพ ภาคประชาสังคม ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศและนานาประเทศ
      (๑๐) บริการข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความรู้และผลงานวิจัย และวิชาการด้านกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐและสาธารณชน
      (๑๑) จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และสาธารณชน
      (๑๒) ปฏิบัติการอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นซึ่งกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
    • กองทุน
    • มาตรา ๒๒ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงาน เรียกว่า "กองทุนเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายสำหรับการวิจัย พัฒนา และดำเนินงานของคณะกรรมการ และสนับสนุนการดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งประกอบด้วย
      (๑) ทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้
      (๒) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณแผ่นดินประจำปี
      (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้เพื่อสมทบกองทุน
      (๔) ดอกผลและรายได้ของกองทุน รวมทั้งผลประโยชน์จากค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์จากการวิจัย และพัฒนาด้านการปฏิรูปกฎหมาย
      (๕) เงินและทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุน
      การบริหารกองทุนและการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

    • การจัดการเกี่ยวกับรายได้ของกองทุน
    • มาตรา ๒๓ รายได้ของกองทุนให้นำส่งเข้ากองทุนโดยไม่ต้องส่งกระทรวงการคลัง
    • สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    • มาตรา ๒๔ ให้มีสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ
      กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่พนักงานและลูกจ้างของสำนักงานต้องได้รับความคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน
    • อำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    • มาตรา ๒๕ ให้สำนักงานมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการทั่วไปของ คณะกรรมการ และให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
      (๑) รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ
      (๒) ศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับระบบกฎหมายไทย กฎหมายต่างประเทศและระหว่างประเทศ และงานวิจัยกฎหมายหรือศาสตร์อื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายทั้งของไทยและต่างประเทศ รวมทั้งข้อมูลอื่นเพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของคณะกรรมการ
      (๓) ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
    • อำนาจคณะกรรมการในการออกระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับการบริหารงาน
    • มาตรา ๒๖ ให้คณะกรรมการมีอำนาจออกระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับ การบริหารงานทั่วไป การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ การเงินและทรัพย์สิน และ การดำเนินการอื่นของสำนักงาน โดยเฉพาะในเรื่องดังต่อไปนี้
      (๑) การแบ่งส่วนงานภายในของสำนักงาน และขอบเขตหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว
      (๒) การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน และค่าตอบแทนอื่นของเลขาธิการ พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน รวมทั้งการให้ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น
      (๓) การกำหนดคุณสมบัติ การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การทดลองปฏิบัติงาน การย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การออกจากตำแหน่ง การสั่งพักงาน วินัย การสอบสวนและการลงโทษทางวินัย การร้องทุกข์ และการอุทธรณ์ การลงโทษ สำหรับเลขาธิการ และพนักงานของสำนักงาน รวมทั้งวิธีการและเงื่อนไขในการจ้างลูกจ้างของสำนักงาน
      (๔) การรักษาการแทนและการปฏิบัติการแทนในตำแหน่งของเลขาธิการ และพนักงานของสำนักงาน รวมทั้งการรักษาการแทนในตำแหน่งเลขาธิการ ในกรณีที่เลขาธิการ พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๒๙ หรือ มาตรา ๓๐
      (๕) การจ้างและการแต่งตั้งบุคคลเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นผู้ชำนาญการเฉพาะด้านอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ รวมทั้งอัตราค่าตอบแทนการจ้าง
      (๖) การบริหารและจัดการงบประมาณ ทรัพย์สิน และการพัสดุของสำนักงาน
      (๗) การจัดสวัสดิการหรือการสงเคราะห์อื่นแก่พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน
    • เลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    • มาตรา ๒๗ ให้สำนักงานมีเลขาธิการคนหนึ่งรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน ขึ้นตรงต่อประธานกรรมการ และเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน
      ในกิจการของสำนักงานที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนของสำนักงาน เพื่อการนี้เลขาธิการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • อำนาจประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมายในการแต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ
    • มาตรา ๒๘ ให้ประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ
      เลขาธิการต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันแต่งตั้งและต้องมี คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘ รวมทั้งคุณสมบัติอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
    • วาระการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการ
    • มาตรา ๒๙ เลขาธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
    • การพ้นจากตำแหน่งของเลขาธิการ
    • มาตรา ๓๐ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๒๙ เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) ลาออก
      (๓) เป็นบุคคลล้มละลาย
      (๔)เป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกจำคุกอยู่โดยหมายศาล
      (๕)ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๘ วรรคสอง
      (๖)คณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง บกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรงหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
    • รายได้ของสำนักงาน
    • มาตรา ๓๑ รายได้ของสำนักงานมีดังต่อไปนี้
      (๑) รายได้หรือผลประโยชน์อันได้มาจากการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการและสำนักงาน
      (๒) รายได้จากทรัพย์สินของสำนักงาน
      (๓) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้แก่สำนักงานตามระเบียบที่คณะกรรมการ กำหนด เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสำนักงาน
      (๔) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้
      รายได้ของสำนักงานตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้หักรายจ่ายสำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมการและสำนักงาน ค่าภาระต่างๆ ที่เหมาะสม เหลือเท่าใดให้จัดสรรเข้ากองทุนเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามมาตรา ๒๒
      ในกรณีรายได้ของสำนักงานมีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ คณะกรรมการและสำนักงาน รวมทั้งค่าภาระต่างๆ ที่เหมาะสมและไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้ รัฐพึงจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินให้แก่สำนักงานเท่าจำนวนที่จำเป็น
    • การจัดสรรงบประมาณ
    • มาตรา ๓๒ เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินให้แก่สำนักงาน ให้สำนักงานเสนองบประมาณรายจ่ายของปีงบประมาณที่ขอความสนับสนุนต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปของสำนักงานไว้ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ในการนี้คณะรัฐมนตรีอาจทำความเห็นเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณของสำนักงานไว้ในรายงานการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมด้วยก็ได้ และในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาอาจขอให้เลขาธิการเข้าชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาได้
    • อำนาจนายกรัฐมนตรี
    • มาตรา ๓๓ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสำนักงาน นายกรัฐมนตรีอาจมีคำสั่งให้ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือสำนักงานอาจขอให้คณะรัฐมนตรี มีมติ ให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ไปช่วยปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานได้โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานตามปกติ โดยจะให้ไปช่วยปฏิบัติงาน เต็มเวลา บางเวลา หรือนอกเวลาก็ได้
      คณะกรรมการอาจกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้ไปช่วยปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่งก็ได้
    • การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน
    • มาตรา ๓๔ ให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงาน ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและ ที่เป็นทรัพย์สินอื่น ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
      ให้ทรัพย์สินของสำนักงานไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
    • ทรัพย์สินของสำนักงาน
    • มาตรา ๓๕ บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สำนักงานได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสำนักงานหรือที่มีผู้บริจาคให้ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน
    • การบัญชีและการตรวจสอบภายใน
    • มาตรา ๓๖ การบัญชีของสำนักงานให้จัดทำตามมาตรฐานการบัญชี ตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงินการบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง
      ในการตรวจสอบภายใน ให้มีผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะ และให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
    • การสอบบัญชี
    • มาตรา ๓๗ ให้สำนักงานจัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ
      ในทุกรอบปีงบประมาณ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด แล้วทำบันทึกรายงานผลเสนอต่อคณะกรรมการ คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา
      ให้สำนักงานเป็นหน่วยรับตรวจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
    • การจัดทำผลการปฏิบัติงาน
    • มาตรา ๓๘ ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี ซึ่งต้องแสดงรายละเอียดแผนงานและผลการปฏิบัติงาน และแผนการดำเนินงานในระยะต่อไปเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาภายในสามเดือนนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน
      นายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา อาจขอให้กรรมการหรือเลขาธิการ ชี้แจงการดำเนินงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นหนังสือหรือขอให้มาชี้แจงด้วยวาจาก็ได้
    • หน้าที่ในการให้ความเห็นร่างกฎหมาย
    • มาตรา ๓๙ ในกรณีที่มีการเสนอร่างกฎหมายโดยคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็ดี หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ดี ให้สภาผู้แทนราษฎรหรือคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี อาจส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้คณะกรรมการให้ความเห็นประกอบด้วยก็ได้




    • บทเฉพาะกาล
    • มาตรา ๔๐ ในวาระเริ่มแรก ให้ดำเนินการสรรหาและคัดเลือกคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา

      มาตรา ๔๑ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน และเงินงบประมาณของสำนักงานกิจการยุติธรรมในส่วนของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ไปเป็นของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้
      ให้โอนลูกจ้างของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไปเป็นพนักงานของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้

      มาตรา ๔๒ ในวาระเริ่มแรกให้สำนักงานกิจการยุติธรรมทำหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และให้ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรมทำหน้าที่เลขาธิการจนกว่าจะมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
      มาตรา ๔๓ ในวาระเริ่มแรกให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเป็นเงินอุดหนุนการดำเนินการของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย สำนักงานปฏิรูปกฎหมาย และกองทุนปฏิรูปกฎหมาย ตามที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอตามความจำเป็น
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail