Facebook


ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 3037 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

 

 

 

 

 

 

 

ร่าง

 

 

 

 

 

 

 

พระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

 

 

 

 

 

 

 

พ.ศ. .

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


...............................................

 

 

 

 

 

 

 

...............................................

 

 

 

 

 

 

 

...............................................

 

 

 

 

 

 

 

............................................................................

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ให้มีกฎหมายว่าด้วยองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระ เพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

    (๑) กำหนดให้มีองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระ ได้แก่ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจำนวน ๑๑ คน ประกอบด้วยประธานหนึ่งคน รองประธานหนึ่งคน และกรรมการ ๙ คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย อาชญาวิทยา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือด้านอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปกฎหมาย
    (๒) กำหนดหน้าที่ของกรรมการปฏิรูปกฎหมายจำนวน ๓ คน ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา มีวาระอยู่ในตำแหน่งสามปีนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง สำหรับกรรมการปฏิรูปกฎหมายอื่น นั้นให้มีวาระอยู่ในตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
    (๓) กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในการสำรวจ ศึกษา และวิเคราะห์ทางวิชาการต่าง ๆ เพื่อวางเป้าหมาย นโยบายและจัดทำแผนโครงการ และมาตรการต่าง ๆ ในการปฏิรูปกฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาระบบยุติธรรมของประเทศ พิจารณาแผนการตรากฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามนโยบายและแผนการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วทำความเห็นเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และเสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น แล้วรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา
    (๔) ให้มีกองทุนเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย
    (๕) ให้มีสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการทั่วไปของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีเลขาธิการรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และขึ้นตรงต่อประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นหน่วยรับตรวจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน


    • คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    • กำหนดให้มีองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระ ได้แก่ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจำนวน ๑๑ คน ประกอบด้วยประธานหนึ่งคน รองประธานหนึ่งคน และกรรมการ ๙ คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย อาชญาวิทยา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือด้านอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปกฎหมาย
    • หน้าที่ของกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    • กำหนดหน้าที่ของกรรมการปฏิรูปกฎหมายจำนวน ๓ คน ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา มีวาระอยู่ในตำแหน่งสามปีนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง สำหรับกรรมการปฏิรูปกฎหมายอื่น นั้นให้มีวาระอยู่ในตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
    • หน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    • กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในการสำรวจ ศึกษา และวิเคราะห์ทางวิชาการต่าง ๆ เพื่อวางเป้าหมาย นโยบายและจัดทำแผนโครงการ และมาตรการต่าง ๆ ในการปฏิรูปกฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาระบบยุติธรรมของประเทศ พิจารณาแผนการตรากฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามนโยบายและแผนการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วทำความเห็นเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และเสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น แล้วรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา
    • กองทุน
    • ให้มีกองทุนเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย
    • สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    • ให้มีสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการทั่วไปของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีเลขาธิการรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และขึ้นตรงต่อประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นหน่วยรับตรวจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
    • คณะกรรมการสรรหากรรมการ
    • กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการคณะหนึ่งมีจำนวนสิบสองคน
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • มาตรา 1
    • พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. ....
    • มาตรา 2
    • พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับนับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    • มาตรา 3
    • ในพระราชบัญญัตินี้
      การปฏิรูปกฎหมาย หมายความว่า การพัฒนากฎหมายในเชิงสหวิทยาการอย่างเป็นระบบ และมีส่วนร่วมจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยดำเนินการบนพื้นฐานขององค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัย เพื่อให้กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
      คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
      กรรมการ หมายความว่า กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
      สำนักงาน หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
      เลขาธิการ หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
      รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา 4
    • ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
    • หมวด 1
    • คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    • มาตรา 5
    • ให้มีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานคนหนึ่งรองประธานคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีกเก้าคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา
      กรรมการตามวรรคหนี่ง ต้องเป็นกรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาจำนวนสามคน
      ให้เลขาธิการ เป็นเลขานุการคณะกรรมการ
    • มาตรา 6
    • กรรมการต้องเป็นผู้ที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้มีความรู้และมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย อาชญาวิทยา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือด้านอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปกฎหมาย
    • มาตรา 7
    • กรรมการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
      (1) มีสัญชาติไทย
      (2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์
      (3) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
      (4) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งของพรรคการเมือง
      (5) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือจากหน่วยงานของเอกชน เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือเพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
      (6) ไม่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
      (7) ไม่เป็นกรรมการเลือกตั้ง กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน
      (8) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
      (9) ไม่ติดยาเสพติดให้โทษ
      (10) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
      (11) ไม่เป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
      (12) ไม่เป็นบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไปโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันที่ได้รับการเสนอชื่อ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
    • มาตรา 8
    • ในการแต่งตั้งกรรมการ ให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการคณะหนึ่ง มีจำนวนสิบสองคน ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอรายชื่อเป็นกรรมการจำนวนแปดคน ประกอบด้วย
      (1) ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
      (2) ผู้แทนคณาจารย์ประจำซึ่งสอนในสาขาวิชานิติศาสตร์ ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและสถาบันอุดมศึกษาของเอกชนที่เป็นนิติบุคคล และมีการสอนระดับปริญญาในสาขาวิชาดังกล่าว สถาบันละหนึ่งคน คัดเลือกกันเองให้เหลือสี่คน
      (3) ผู้แทนองค์กรเอกชนที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์หรือการดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเสนอหรือปรับปรุงกฎหมาย คัดเลือกกันเองให้เหลือสี่คน
      กรรมการสรรหาไม่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการ
      ให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกกรรมการสรรหาคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการสรรหาและคัดเลือกกรรมการสรรหาอีกคนหนึ่ง เป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหา
      ให้สำนักงานทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการในการดำเนินการสรรหาและคัดเลือกกรรมการ
    • มาตรา 9
    • การคัดเลือกและการเลือกกรรมการให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
      (1) ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาคัดเลือกบุคคลผู้มีความรู้ หรือมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ตามมาตรา 6 รวมทั้งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 เป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนกรรมการที่จะได้รับแต่งตั้งเสนอต่อประธานวุฒิสภาพร้อมทั้งรายละเอียดของบุคคลดังกล่าว ซึ่งจะต้องระบุให้ชัดเจน หรือมีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมในด้านใดด้านหนึ่งตามมาตรา 6 และความยินยอมเป็นหนังสือของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น
      (2)ให้ประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อมีมติเลือกผู้ได้รับการเสนอรายชื่อตาม (1) ซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ ในการนี้ให้บุคคลซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการ แต่ถ้าไม่มีผู้ได้รับเลือกหรือมีผู้ได้รับเลือกไม่ครบจำนวนกรรมการที่จะได้รับแต่งตั้ง ให้นำรายชื่อของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อที่เหลืออยู่ทั้งหมดมาให้สมาชิกวุฒิสภาออกเสียงลงคะแนนเสียงเลือกอีกครั้งหนึ่งต่อเนื่องกันไป และในกรณีนี้ให้ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาเป็นผู้ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการ ถ้ามีผู้ได้รับคะแนนเท่ากันในลำดับใดอันเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับเลือกเกินจำนวนกรรมการที่จะได้รับแต่งตั้ง ให้ประธานวุฒิสภาจับสลากว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือก
      (3) ในกรณีที่ไม่มีผู้ได้รับเลือกหรือมีผู้ที่ได้รับเลือกไม่ครบจำนวนกรรมการที่จะได้รับแต่งตั้ง ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาคัดเลือกตาม (1) เพื่อเสนอวุฒิสภาลงมติเลือกตาม (2) ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
      ในการแต่งตั้งกรรมการครั้งแรกเมื่อได้มีการคัดเลือกบุคคลเป็นกรรมการครบจำนวนแล้ว ให้ผู้ที่ได้รับเลือกทั้งหมดประชุมร่วมกันเพื่อคัดเลือกกันเองเป็นประธานกรรมการ และรองประธานกรรมการอีกหนึ่งคน แล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
    • มาตรา 10
    • ให้กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 9 จัดให้มีการประชุมเพื่อสรรหากรรมการจำนวนสามคนเพื่อปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาให้กรรมการพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลผู้มีความรู้และประสบการณ์ตามมาตรา 6 และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 โดยมีมติเลือกผู้ได้รับการเสนอชื่อดังกล่าว โดยวิธีลงคะแนนลับ ในการนี้ให้บุคคลซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดสามลำดับแรกเป็นผู้ได้รับการเลือกเป็นกรรมการ
      ให้กรรมการแจ้งผลการคัดเลือกกรรมการดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีทราบและให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
    • มาตรา 11
    • กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 10 ต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา และไม่ปฏิบัติงานในตำแหน่งหรือประกอบอาชีพในลักษณะที่ต้องการทำงานประจำ
    • มาตรา 12
    • กรรมการมีวาระอยู่ในตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียวกรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลามีวาระอยู่ในตำแหน่งสามปี นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
      ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่
      เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมการคนใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เมื่อสิ้นสุดวาระของกรรมการคนเดิม ให้ดำเนินการคัดเลือกและเลือกกรรมการคนใหม่เป็นการล่วงหน้าตามสมควร
    • มาตรา 13
    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (1) ตาย
      (2) มีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
      (3) ลาออก
      (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7
      (5) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 11
      เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้และให้ถือว่าคณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ เว้นแต่มีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงหกคน
    • มาตรา 14
    • ในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 12 และได้มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่แล้ว หรือในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 13 ให้คณะกรรมการประชุมกันเลือกประธานกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการแล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ
    • มาตรา 15
    • เมื่อกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 12 ให้เริ่มดำเนินการตาม มาตรา 8 และมาตรา 9 ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง และในกรณีที่อยู่นอกสมัยประชุมของรัฐสภา ให้เริ่มดำเนินการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เปิดสมัยประชุมของรัฐสภา
    • มาตรา 16
    • การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
      ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าไม่มีประธานกรรมการหรือประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าไม่มีรองประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
      วิธีการประชุม การลงมติ และการปฏิบัติงานของคณะกรรมการหรือกรรมการให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
      ในการประชุม ถ้ามีการพิจารณาเรื่องที่กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสีย กรรมการผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม
      ในการปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการ อาจมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการด้านต่าง ๆ ตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ เพื่อเสนอรายงานต่อ คณะกรรมการ หรือดำเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
    • มาตรา 17
    • ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่ได้รับมอบหมายได้ ทั้งนี้ วิธีการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา18
    • ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการคณะอนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาได้
    • มาตรา 19
    • ให้กรรมการได้รับค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติงานตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วจำนวนไม่ต่ำกว่าเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนของผู้พิพากษาศาลฎีกาค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติงานของอนุกรรมการตามมาตรา 18 ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา 20
    • ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (1) สำรวจ ศึกษา และวิเคราะห์ทางวิชาการต่าง ๆ เพื่อวางเป้าหมาย นโยบายและจัดทำแผนโครงการ และมาตรการต่าง ๆ ในการปฏิรูปกฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาระบบยุติธรรมของประเทศ
      (2) พิจารณาแผนการตรากฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามนโยบายและแผนการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วทำความเห็นเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
      (3) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแผนการให้มีกฎหมาย หรือการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโดยพิจารณาภาพรวมของกฎหมายในเรื่องนั้นหรือกลุ่มกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีความสัมพันธ์กันในเรื่องนั้น
      (4) เสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้ อาจจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานและประชาชนที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย
      (5) จัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงและพัฒนาระบบกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการระบบยุติธรรมทั้งระบบต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
      (6) ให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น เพื่อเสนอต่อรัฐสภาหรือสภาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ
      (7) ประสานงานกับหน่วยงานด้านนโยบายและแผนของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายด้านกฎหมายและการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบยุติธรรมของประเทศ
      (8) สนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตลอดจนการดำเนินการวิจัยด้านระบบยุติธรรมที่มีความสำคัญตามนโยบายรัฐบาล
      (9) ส่งเสริมความร่วมมือการวิจัยระบบยุติธรรมของประเทศระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาชีพ ภาคประชาสังคม ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศและนานาประเทศ
      (10) บริการข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความรู้และผลงานวิจัย และวิชาการด้านกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐและสาธารณชน
      (11) จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี (Annual Report) เสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และสาธารณชน
      (12) ปฏิบัติการอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นซึ่งกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
    • มาตรา 21
    • ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงาน เรียกว่า "กองทุนเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายสำหรับการวิจัย พัฒนา และดำเนินงานของคณะกรรมการ ประกอบด้วย
      (1) ทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้
      (2) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณแผ่นดินประจำปี
      (3) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้เพื่อสมทบกองทุน
      (4) ดอกผลและรายได้ของกองทุน รวมทั้งผลประโยชน์จากค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์จากการวิจัย และพัฒนาด้านการปฏิรูปกฎหมาย
      (5) เงินและทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุน
      การบริหารกองทุนและการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา 22
    • รายได้ของกองทุนให้นำส่งเข้ากองทุนโดยไม่ต้องส่งกระทรวงการคลัง
    • หมวด 2
    • สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
    • มาตรา 23
    • ให้มีสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ
      กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน
    • มาตรา 24
    • ให้สำนักงานมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการทั่วไปของ คณะกรรมการ และให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
      (1) รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ
      (2) ศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับระบบกฎหมายไทย กฎหมายต่างประเทศและระหว่างประเทศ และงานวิจัยกฎหมายหรือศาสตร์อื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายทั้งของไทยและต่างประเทศ รวมทั้งข้อมูลอื่นเพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของคณะกรรมการ
      (3) ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
    • มาตรา 25
    • ให้คณะกรรมการมีอำนาจออกระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ การเงินและทรัพย์สิน และการดำเนินการอื่นของสำนักงาน โดยเฉพาะในเรื่องดังต่อไปนี้
      (1) การแบ่งส่วนงานภายในของสำนักงาน และขอบเขตหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว
      (2) การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน และค่าตอบแทนอื่นของเลขาธิการ พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน รวมทั้งการให้ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น
      (3) การกำหนดคุณสมบัติ การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การทดลองปฏิบัติงาน การย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การออกจากตำแหน่ง การสั่งพักงาน วินัย การสอบสวนและการลงโทษทางวินัย การร้องทุกข์ และการอุทธรณ์ การลงโทษ สำหรับเลขาธิการ และพนักงานของสำนักงาน รวมทั้งวิธีการและเงื่อนไขในการจ้างลูกจ้างของสำนักงาน
      (4) การรักษาการแทนและการปฏิบัติการแทนในตำแหน่งของเลขาธิการและพนักงานของสำนักงาน รวมทั้งการรักษาการแทนในตำแหน่งเลขาธิการ ในกรณีที่เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 28 หรือ มาตรา 29
      (5) การจ้างและการแต่งตั้งบุคคลเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นผู้ชำนาญการเฉพาะด้านอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ รวมทั้งอัตราค่าตอบแทนการจ้าง
      (6) การบริหารและจัดการงบประมาณ ทรัพย์สิน และการพัสดุของสำนักงาน
      (7) การจัดสวัสดิการหรือการสงเคราะห์อื่นแก่พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน
    • มาตรา 26
    • ให้สำนักงานมีเลขาธิการคนหนึ่งรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน ขึ้นตรงต่อประธานกรรมการ และเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน
      ในกิจการของสำนักงานที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนของสำนักงาน เพื่อการนี้เลขาธิการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • มาตรา 27
    • ให้ประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการเลขาธิการต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันแต่งตั้งและต้องมี คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 รวมทั้งคุณสมบัติอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา 28
    • เลขาธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
    • มาตรา 29
    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 28 เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (1) ตาย
      (2) มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์
      (3) ลาออก
      (4) เป็นบุคคลล้มละลาย
      (5) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
      (6) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 27 วรรคสอง
      (7) คณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง บกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรงหรือ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
    • มาตรา 30
    • รายได้ของสำนักงานมีดังต่อไปนี้
      (1) รายได้หรือผลประโยชน์อันได้มาจากการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการและสำนักงาน
      (2) รายได้จากทรัพย์สินของสำนักงาน
      (3) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้แก่สำนักงานตามระเบียบที่คณะกรรมการ กำหนด เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสำนักงาน
      (4) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้
      รายได้ของสำนักงานตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้หักรายจ่ายสำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมการและสำนักงาน ค่าภาระต่างๆ ที่เหมาะสม เหลือเท่าใดให้จัดสรรเข้ากองทุนเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามมาตรา 21
      ในกรณีรายได้ของสำนักงานมีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ คณะกรรมการและสำนักงาน รวมทั้งค่าภาระต่างๆ ที่เหมาะสมและไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้ รัฐพึงจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินให้แก่สำนักงานเท่าจำนวนที่จำเป็น
    • มาตรา 31
    • เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินให้แก่สำนักงานให้สำนักงานเสนองบประมาณรายจ่ายของปีงบประมาณที่ขอความสนับสนุนต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปของสำนักงานไว้ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ในการนี้คณะรัฐมนตรีอาจทำความเห็นเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณของสำนักงานไว้ในรายงานการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมด้วยก็ได้ และในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาอาจขอให้เลขาธิการเข้าชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาได้
    • มาตรา 32
    • เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสำนักงาน นายกรัฐมนตรีอาจมีคำสั่งให้ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือสำนักงานอาจขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติ ให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ไปช่วยปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานได้โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานตามปกติ โดยจะให้ไปช่วยปฏิบัติงาน เต็มเวลา บางเวลา หรือนอกเวลาก็ได้
      คณะกรรมการอาจกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้ไปช่วยปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่งก็ได้
    • มาตรา 33
    • ให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงาน ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและ ที่เป็นทรัพย์สินอื่น ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดให้ทรัพย์สินของสำนักงานไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
    • มาตรา 34
    • บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สำนักงานได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสำนักงานหรือที่มีผู้บริจาคให้ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน
    • มาตรา 35
    • การบัญชีของสำนักงานให้จัดทำตามมาตรฐานการบัญชี ตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงินการบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง
      ในการตรวจสอบภายใน ให้มีผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะ และให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา 36
    • ให้สำนักงานจัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ
      ในทุกรอบปีงบประมาณ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด แล้วทำบันทึกรายงานผลเสนอต่อคณะกรรมการ คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา
      ให้สำนักงานเป็นหน่วยรับตรวจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

    • หมวด 3
    • ความสัมพันธ์กับรัฐบาลและรัฐสภา
    • มาตรา 37
    • ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี ซึ่งต้องแสดงรายละเอียดแผนงานและผลการปฏิบัติงาน และแผนการดำเนินงานในระยะต่อไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาภายในสามเดือนนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน
      นายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา อาจขอให้กรรมการหรือเลขาธิการ ชี้แจงการดำเนินงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นหนังสือหรือขอให้มาชี้แจงด้วยวาจาก็ได้
    • มาตรา 38
    • ในกรณีที่มีการเสนอร่างกฎหมายโดยคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็ดี หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ดี ให้สภาผู้แทนราษฎรหรือคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี อาจส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้คณะกรรมการให้ความเห็นประกอบด้วยก็ได้
    • บทเฉพาะกาล
    • มาตรา 39
    • ในวาระเริ่มแรกให้ดำเนินการสรรหาและคัดเลือกคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • มาตรา 40
    • ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน และเงินงบประมาณของสำนักงานกิจการยุติธรรมในส่วนของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ไปเป็นของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้
      ให้โอนลูกจ้างของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไปเป็นพนักงานของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา 41
    • ให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งเลขาธิการตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา 42
    • ในวาระเริ่มแรกให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเป็นเงินอุดหนุนการดำเนินการของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย สำนักงานปฏิรูปกฎหมาย และกองทุนปฏิรูปกฎหมาย ตามที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอตามความจำเป็น


      ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

      ............................................
      นายกรัฐมนตรี
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail