Facebook


สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ... (รวม 2 ครั้ง)

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 413 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ ได้จัดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ....  ที่กระทรวงการคลังได้แก้ไขปรับปรุงจากร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ....  ฉบับที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้นำเสนอคณะรัฐมนตรี
โดย
ได้ประกาศเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ....  เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ เรื่องแนวทางการจัดทำและเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติ มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ บัดนี้ได้ครบกำหนดการเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว ขอเรียนสรุป ดังนี้

         (๑)   วิธีการในการรับฟังความคิดเห็น

                 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. .... โดยมีวิธีการรับฟังความคิดเห็น ดังนี้

                 ๑) ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯ http://www.sme.go.th  และเว็บไซต์http://www.lawamendment.go.th และผ่านทางช่องทางโทรสาร หมายเลข ๐ ๒๒๙๘ ๓๒๕๘  รวมทั้งทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย นอกจากนั้น ยังได้ขอความอนุเคราะห์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเผยแพร่การรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับเว็บไซต์ของ สสว. ด้วย ดังนี้  สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย  สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (เว็บไซต์ศูนย์บริการประชาชน) และกระทรวงการคลัง 

          ๒) จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น และจัดทำแบบสอบถามจากทุกภาคส่วน

                 ๓) หน่วยงานเสนอความเห็นเพิ่มเติมโดยจัดทำเป็นหนังสือมายัง สสว. 

        (๒)   จำนวนครั้งและระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นในแต่ละครั้ง

                ๑)  ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯ http://www.sme.go.th  และเว็บไซต์http://www.lawamendment.go.th  จำนวน ๒ ครั้ง

                       - ครั้งที่ ๑ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐ -  ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐

                    - ครั้งที่ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๑ - ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

                 ๒)  จัดประชุมรับฟังความเห็น และจัดทำแบบสอบถามจากทุกภาคส่วน จำนวน ๒ ครั้ง

                      - ครั้งที่ ๑ ใน “เวทีการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ...” วันพุธที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

                    - ครั้งที่ ๒  ใน “เวทีรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ....” วันพุธที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๓.๓๐ น. ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ

                 ๓)  หน่วยงานเสนอความเห็นเพิ่มเติมโดยจัดทำเป็นหนังสือมายัง สสว. 

        (๓)  พื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมายในการรับฟังความคิดเห็น

               หน่วยงานภาครัฐ/นักวิชาการ , ภาคประชาสังคม/องค์กรเอกชน , ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคม รวมทั้งประชาชนทั่วไป
ร่วมแสดงความคิดเห็น

        (๔)  ประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็น

               ๑)  บทนิยาม  (มาตรา ๑ - ๕)

               ๒)  หมวด 1 วิสาหกิจเพื่อสังคม  (มาตรา ๖ - ๙)

               ๓)  หมวด ๒ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ  (มาตรา ๑๐ - ๑๗)

               ๔)  หมวด ๓ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ  (มาตรา ๑๘ - ๒๘)

               ๕)  หมวด ๔ กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม   (มาตรา ๒๙ - ๓๗)

               ๖)  หมวด ๕ การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม  (มาตรา ๓๘ - ๔๖)

               ๗)  หมวด ๖ บทกำหนดโทษ  (มาตรา ๔๗)

               ๘)  บทเฉพาะกาล (มาตรา ๔๘ - ๕๓) 

        (๕)  ข้อคัดค้านหรือความเห็นของหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น

               ไม่มีข้อคัดค้านของหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง แต่มีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังนี้

                 ๕.๑)  ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯ http://www.sme.go.th  และเว็บไซต์ http://www.lawamendment.go.th  จำนวน ๒ ครั้ง

                            - ครั้งที่ ๑   ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐ -  ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ โดยมีผู้เข้าชมในเว็บไซต์ http://www.sme.go.th จำนวน ๓๗ ราย และมีผู้แสดงความเห็น ๒ ราย และเว็บไซต์http://www.lawamendment.go.thมีผู้เข้าชมจำนวน ๒๓๓ ราย ไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น

                        - ครั้งที่ ๒  ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๑ - ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ โดยมีผู้เข้าชมในเว็บไซต์ http://www.sme.go.th จำนวน ๒๑ ราย ไม่มีผู้แสดงความเห็น และเว็บไซต์http://www.lawamendment.go.thมีผู้เข้าชมจำนวน ๑๓๙ ราย ไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น

                      ความเห็นโดยสรุป ดังนี้

                      (๑) สาระสำคัญของการออกกฎหมายฉบับนี้ ควรเป็นการส่งเสริมให้วิสาหกิจเพื่อสังคม (State Enterprise : SE) เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและต่อยอดได้

                      (๒) การส่งเสริมจูงใจด้วยเงินทุนไม่เป็นแนวทางการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

                      (๓) กฎหมายไม่ควรเพิ่มภาระให้แก่หน่วยงานและผู้ปฏิบัติ เช่น หากปัจจุบันมีหน่วยงานที่สามารถดำเนินการรับรองกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมอยู่แล้ว (เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี) ก็อาจมอบหมายให้หน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบได้

                      (๔) นอกจากการออกกฎหมายแล้ว การส่งเสริมเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างอาจทำได้โดยให้กรมบัญชีกลางกำหนดหลักเกณฑ์ให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคมได้

                      (๕) บทนิยาม คำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ควรแก้ไขจาก “ให้นำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบไปลงทุนในกิจการของตนเอง” เป็น “ให้นำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสิบไปลงทุนในกิจการของตนเอง"

                      (๖) หมวด ๒ ควรแก้ไขดังนี้

                            - มาตรา ๑๐ (๒) ควรมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงอุดมศึกษา ร่วมเป็นกรรมการด้วย

                               - มาตรา ๑๒ (๒) แก้ไขคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จาก “ไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์” เป็น “ไม่เกินแปดสิบปีบริบูรณ์"

                               - มาตรา ๑๓ แก้ไขวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จาก “คราวละสามปี” เป็น “คราวละสี่ปี”

                      (๗) หมวด ๓ แก้ไขมาตรา ๒๒ (๓) คุณสมบัติของผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ จาก “อายุไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับแต่งตั้ง” เป็น “อายุไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับแต่งตั้ง”

               ๕.๒)  จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น และจัดทำแบบสอบถาม จากทุกภาคส่วน จำนวน ๒ ครั้ง       

                            - ครั้งที่ ๑ ใน “เวทีการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ....”  วันพุธที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ กรุงเทพฯ  โดยมีผู้เข้าร่วมให้ความคิดเห็นจำนวน ๑๘๐ ราย และตอบแบบสอบถามจำนวน ๕๓ ราย

                         - ครั้งที่ ๒  ใน “เวทีรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ....” วันพุธที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๓.๓๐ น. ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมให้ความคิดเห็นจำนวน ๑๒๔ ราย และตอบแบบสอบถามจำนวน ๔๖ ราย

                       จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นทั้งสองครั้ง ที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และมีความเห็นเพิ่มเติมโดยสรุปได้ ดังนี้

                      (๑)  ประเด็นบทนิยามของ วิสาหกิจเพื่อสังคม และผู้รักษาการ

                             - บทนิยามนั้นมีการให้คำจำกัดความของ SE ที่แคบมาก ตัวอย่างกฎหมาย CIC ของอังกฤษ ประเทศอังกฤษพยายามอย่างมากที่จะไม่กำหนดคำนิยามเพราะจะเป็นการไปจำกัดลักษณะ ของวิสาหกิจเพื่อสังคม แต่ใช้การปรับปรุงกฎหมายเป็นเรื่องๆ ไป เพื่อที่จะให้รับรองกับลักษณะของวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยเฉพาะกฎหมายบริษัท โดยเพิ่มเติมรูปแบบบริษัทแบบ CIC หรือกฎหมาย Charity ให้สามารถ trade ได้

                            - ควรใช้นิยามจากผลลัพธ์ทางสังคม Social Impact Assessment (SIA) หรือ SRDI โดยแยกเป็น ๒ ระดับ คือ วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ทำอยู่เดิม ให้ใช้นิยามจากการแสดงผลลัพธ์ทางสังคมที่วิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นๆ ทำเป็นหลัก ที่เป็นข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ส่วนวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ก่อตั้งใหม่ ให้ใช้จุดประสงค์การทำธุรกิจเพื่อสังคมเป็นนิยามในการจำกัดความเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม
ซึ่งจุดประสงค์เพื่อสังคมนั้นๆ ต้องมีข้อมูลอ้างอิงที่สมเหตุสมผล หรือสามารถตรวจสอบได้

                           - นิยามยังไม่ครอบคลุม ยังต้องมีการตีความ สำนักงานที่ตั้งขึ้นต้องมีคู่มือประกอบการดำเนินการและการตีความ

                           - นิยามควรกำหนดให้กว้างและไม่ควรระบุในส่วนของการนำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ไปลงทุน  แต่ให้มุ่งเน้นถึงการต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาสังคม หรือสิ่งแวดล้อม มีศักยภาพในการดำเนินกิจการของตนเองอย่างยั่งยืน  ต้องมีการวัดผลและประเมินผลอย่างชัดเจนว่าได้ส่งผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างไร

                           - ควรเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดา หรือองค์กรทางธุรกิจอื่นด้วย เช่น มูลนิธิ วิสาหกิจชุมชน มิใช่จำกัดเฉพาะนิติบุคคลที่เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนเท่านั้น

                           - เนื่องจากร่างกฎหมายนี้มีการกำหนดว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมต้องนำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ไปลงทุนในกิจการของตนเอง หรือคืนประโยชน์ให้สังคม หรือใช้เพื่อประโยชน์ของผู้มีรายได้น้อย นั้น ควรพิจารณาถึงความสามารถของวิสาหกิจเพื่อสังคมด้วย และเห็นควรมีการปรับอัตราดังกล่าว ให้สมเหตุสมผลกับการดำเนินงานของวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นๆ หรือควรไปกำหนดอัตราดังกล่าวไว้ในกฎหมายลูก ซึ่งในประเด็นการนำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ เป็นตัวเลขที่สูงเกินไป อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินกิจการได้ และ ควรกำหนดระยะเวลาหลังจากกิจการตั้งหลักได้แล้ว เช่น การดำเนินการในช่วง ๕ ปีแรกยังไม่ต้องถึงร้อยละ ๗๐ รวมทั้งนิยามที่ระบุการนำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ไปลงทุนในกิจการของตนเอง ควรเปิดกว้างให้เป็นขั้นบันได เพื่อเอื้อให้สอดคล้องกับการพัฒนาของวิสาหกิจเพื่อสังคม ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งจนถึงเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

                          - กรณีที่ร่างกฎหมายกำหนดว่านำผลกำไรใช้เพื่อประโยชน์ของผู้มีรายได้น้อยนั้นอาจไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานเพื่อสังคม

                          - ควรระบุให้นำผลกำไรคืนประโยชน์ให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย

                          - ควรระบุความหมายของวิสาหกิจเพื่อสังคมให้ชัดเจน เข้าใจได้ง่าย โดยเฉพาะคำว่า “มิได้มุ่งหากำไรสูงสุดมาแบ่งปันกัน” และวิสาหกิจเพื่อสังคมขอให้รวมมูลนิธิด้วย

                          - มาตรา ๕ การกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้  เนื่องจากภารกิจหลักของสำนักงานคือ การขึ้นทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคม และจัดทำนโยบายส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งอาจไม่ใช่บทบาทหน้าที่และภารกิจของกระทรวงการคลัง  ดังนั้น อาจไม่จำเป็นต้องกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังร่วมเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย

                      (๒)  หมวด ๑ วิสาหกิจเพื่อสังคม

                      - มาตรา ๖ รายการข้อมูลที่ต้องใช้ยื่นคำขอจดทะเบียนควรระบุให้ชัดเจนในการนำเสนอผลลัพธ์ทางสังคม ที่ใช้วิธีนี้เป็นมาตรฐานสากลในการวัดผล

                      -  มาตรา ๖ วรรคสอง ควรเขียนให้สอดคล้องกับมาตรา ๔ ในเรื่องนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                      -  มาตรา ๖ (๔) ควรมีความจำเพาะเพื่อที่จะประเมินถึงผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment: SROT) ด้วย

                      - มาตรา ๗ การกำหนดว่าวิสาหกิจตามกฎหมายนี้ต้องมีคำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” นั้น  เป็นการเพิ่มความยุ่งยากให้แก่ผู้ประกอบการเพราะต้องมีการเปลี่ยนชื่อธุรกิจ ซึ่งในมุมมองของผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นนั้นแม้ธุรกิจไม่มีคำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจนั้นจะดำเนินงานเพื่อสังคมไม่ได้ จึงเห็นควรให้ตัดคำว่า “โดยจะต้องมีคำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกอบในชื่อกิจการตามใบสำคัญแสดงการรับจดทะเบียนดังกล่าว” ออก

                      - ควรใช้รูปแบบระบบรับรองอย่างง่าย  (Certification) เน้นการยื่นเอกสารที่สะท้อนคุณสมบัติ (เป็นแบบกว้างแต่กำหนดเฉพาะประเด็นสำคัญเพื่อให้มีรูปธรรมมากกว่านิยาม แต่ไม่เน้นการวัดผลเชิงตัวเลข) และให้คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ เป็นผู้พิจารณา

                      - ให้มีวัตถุประสงค์ชัดเจน และสามารถมีตัวชี้วัดประเมินผลทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนแทน เพื่อจะตอบได้ว่าทำไมต้องมีวิสาหกิจเพื่อสังคม

                      - ควรระบุวัตถุประสงค์ในการจดทะเบียนที่ชัดเจน โดยกำหนดไว้ในประกาศ

                      - ขอให้ลดความซ้ำซ้อน เรื่องการจดทะเบียน เพราะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก่อนจึงไปยื่นจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม    

                      - มาตรา ๘ การห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือไม่ได้รับอนุญาตใช้คำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” หรือมีอักษรหรือเครื่องหมายที่สื่อความหมายในทำนองเดียวกันใช้ในกิจการจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนที่มีความตั้งใจในการทำงานเพื่อสังคมแต่ไม่ประสงค์จะมาขอรับการส่งเสริมจากภาครัฐ ซึ่งจะเป็นการปิดกั้นไม่ให้กลุ่มคนเหล่านั้นทำประโยชน์เพื่อสังคม เนื่องจากมีโทษปรับทางปกครองด้วย

                     - มาตรา ๘  เห็นว่า  การที่ร่างกฎหมายกำหนดไว้เช่นนี้  ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อม  เนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิของกิจการที่ต้องการจะทำประโยชน์เพื่อสังคม จึงขอให้ตัดบทมาตรา ๘ ออกทั้งหมด

                     - มาตรา ๘ ควรพิจารณาให้สิทธิพิเศษ เช่น สัญลักษณ์ต่อผู้จดทะเบียนแต่มิควรมีการบังคับห้ามตามกฎหมาย 

                     - กรณีที่มีการดำเนินการก่อนออก พ.ร.บ. นี้ และไม่มีคำว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม จะทำอย่างไร หากปรับคำนิยาม ข้อนี้ก็ควรมีการแก้ไขให้ครอบคลุมและไม่ยุ่งยาก เช่น การทำเอกสารผู้ที่จดทะเบียนใหม่ แต่ พ.ร.บ.ยังไม่ออก แต่เตรียมการที่จะขออนุญาต ตามมาตรา ๖ และ ๗ ก็จำเป็นต้องจดทะเบียนใหม่อีกครั้งหรือไม่ เพราะฉะนั้น ขั้นตอนการรับรองสำคัญ

                     - เงินสมทบตามมาตรา ๙ (๓) ควรออกแบบให้สมทบแบบขั้นบันได เพื่อสนับสนุนให้วิสาหกิจเพื่อสังคมที่มีขนาดเล็กสามารถโตได้  และวิสาหกิจเพื่อสังคมขนาดใหญ่ก็ไม่แบกภาระมาก และไม่ควรมีลักษณะเป็นการลงโทษคนเก่งคนดี รวมทั้งควรนำผลตอบแทนทางสังคมมาประกอบการพิจารณาอัตราสมทบ

                    -  มาตรา ๙ กรณีวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนตามกฎหมายนี้ และเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ไม่มีข้อตกลงห้ามปันผลกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้น สามารถปันผลกำไรโดยยังคงได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายนี้นั้น ขอให้พิจารณาทบทวนให้รอบคอบ เพราะเงินที่นำมาส่งเสริมในช่วงแรกเป็นเงินที่ได้รับสนับสนุนมาจากงบประมาณของแผ่นดิน

                    - มาตรา ๙ กรณีกำหนดหน้าที่ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมรายงานผลประกอบกิจการตลอดจนรายงานการรับและจ่ายเงินประจำปีต่อ สวส. อาจเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นได้  ควรกำหนดรูปแบบหรือวิธีการที่ไม่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นๆ ด้วย

                      กรณีที่กำหนดให้วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้จดทะเบียนกับ สวส. และประสงค์จะดำเนินกิจการต่อไป ต้องนำส่งกำไรเป็นเงินสมทบให้แก่กองทุนรายปีภายใน ๑๒๐ วันนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน ขอให้พิจารณาบนพื้นฐานการดำเนินธุรกิจ เพราะในช่วงแรกการดำเนินวิสาหกิจเพื่อสังคมอาจจะยังไม่มีผลกำไร  และอาจเป็นการสร้างภาระให้กับวิสาหกิจเพื่อสังคมที่พึ่งเริ่มดำเนินการได้ 

               (๓)  หมวด ๒ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ

                      คณะกรรมการ

                      - กลไกในการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม เห็นควรมีกรรมการที่มาจากวิสาหกิจเพื่อสังคมมากกว่ากรรมการที่มาจากภาครัฐ  ควรปรับลดและให้มีผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เหมาะสมเท่าๆ กัน ทั้ง ๓ ส่วน เช่น ภาครัฐ ภาคเอกชน วิสาหกิจเพื่อสังคม

                      - มาตรา ๑๐ (๑) และมาตรา ๑๒ (๖) เนื้อหาขัดแย้งกัน เนื่องจากมาตรา ๑๐ (๑) กำหนดให้รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมือง
แต่มาตรา ๑๒ (๖) กำหนดให้ ประธานต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

                       - องค์ประกอบของคณะกรรมการ ควรมีเท่าที่จำเป็น เพราะหากมากเกินไปจะทำให้การทำงานล่าช้าหากกรรมการเยอะจะทำให้การทำงานล่าช้า

                       - ผู้อำนวยการ ไม่ควรเป็นกรรมการในคณะกรรมการฯ นี้ เนื่องจากหากเป็นกรรมการ จะมีอำนาจในการลงมติในที่ประชุมด้วย  ซึ่งผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น มองว่าเรื่องที่เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการฯ มาจากผู้อำนวยการ ดังนั้นจะเป็นกรณีที่เสนอเองและอนุมัติเอง  ผู้อำนวยการควรเป็นแค่เลขานุการ

                       - การกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการ ควรคำนึงถึง พระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. ๒๕๕๘  เพื่อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน

                       - ควรเพิ่มปลัดกระทรวงแรงงาน เข้ามาเป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่ง เนื่องจาก
มีภารกิจในการพัฒนากำลังแรงงาน  การจ้างแรงงาน  การคุ้มครองแรงงาน อัตราค่าจ้าง ซึ่งส่งผลต่อต่อแรงงานในสังคม

                       - เพื่อให้การดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมสอดคล้องกับนโยบายในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)  จึงอาจเพิ่มผู้อำนวยการ สสว. เป็นกรรมการร่วมในคณะกรรมการด้วย และขอให้เพิ่มผู้แทนวิสาหกิจภาคประชาสังคมเป็นกรรมการด้วย

                       - ขอให้เพิ่ม “ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่ง เนื่องจากปัจจุบันการประกอบกิจการเพื่อสังคมและบริบทในระดับนานาชาติมีความจำเป็นต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามามีบทบาทสำคัญ

                       - ขอให้เพิ่มผู้แทนกระทรวงพาณิชย์เป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่งด้วย เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ในการส่งเสริมการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อจะได้ช่วยในการผลักดันให้การประกอบธุรกิจของวิสาหกิจเพื่อสังคมมีรายได้หรือช่องทางการตลาด

                       - ควรเพิ่มปลัดกระทรวงแรงงาน  และควรมีผู้แทนของภาคส่วน SME เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย

                      ผู้ทรงคุณวุฒิ

                      - ผู้ทรงคุณวุฒิ ตาม (๓)  มีจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมในสัดส่วนที่น้อย และผู้ทรงคุณวุฒิไม่ควรมาจากภาครัฐ หรือภาคการเมือง จึงควรเพิ่มจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่จากผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมไม่น้อยกว่า ๖ คน และตัดคำว่า “ไม่น้อยกว่าสามคน” ในบรรทัดสุดท้าย  - กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ควรเพิ่มเติมคุณสมบัติ มีความรู้มีประสบการณ์ด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นที่ประจักษ์และทบทวนพิจารณาความถูกต้องของจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิอีกครั้ง รวมทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ควรมีกรรมการสรรหา

                       - ควรมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการ เนื่องจากกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคม จะมีลักษณะที่หลากหลายจำเป็นต้องการผู้ที่มีความรู้ประสบการณ์ในหลายด้าน

                       - ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ระบุว่า ไม่ใช่ข้าราชการประจำ ควรเพิ่มเติมคำว่า “ไม่ใช่ผู้บริหาร พนักงาน เจ้าหน้าที่ ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ  องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐประเภทอื่น

                      - วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ควรห้ามดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกัน  ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปของคณะกรรมการในกฎหมายต่างๆ และเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นเข้ามาเป็นกรรมการ

                     - ควรพิจารณาให้ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาค SME เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย

                     - มาตรา ๑๒ (๗) ลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ควรไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับกองทุนและสำนักงาน  หรือในกิจการที่ขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุนและสำนักงานด้วย  เนื่องจากผู้รับผิดชอบในการจดทะเบียน ร้องเรียน และอื่นๆ กระทำโดยสำนักงาน       

                            - คณะกรรมการ ควรกำหนดวาระการประชุมที่ชัดเจนและจำนวนครั้งต่อปี เช่น ปีละ ๓ ครั้ง

               (๔)  หมวด ๓ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

                              - เห็นด้วยกับการตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ และควรกำหนดให้มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนการทำงานและผลักดันให้วิสาหกิจเพื่อสังคม เกิดความยั่งยืนและแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้จริง ควรให้มีตัดชี้วัดการทำงานของสำนักงาน ที่ชัดเจน เพื่อการทำงานชัดเจนและทำได้จริง

                             - หน่วยงานควรเล็กและคล่องตัวเหมือนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

                             - ให้สำนักงาน มีโครงสร้างไม่ใช่ภาครัฐ แต่มีการตรวจสอบแบบภาครัฐ คือ การตรวจสอบงบประมาณจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เสนอให้มีการประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานจากลูกค้า (วิสาหกิจเพื่อสังคม) ว่าสำนักงานได้มีศักยภาพในการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมเพียงใด หากไม่มีประสิทธิภาพควรปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์อย่างรวดเร็ว เพื่อไม่เกิดความเสียหายหรือสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ โดยผู้อำนวยการอาจคัดเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์สูงหรือมีศักยภาพเกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม

                             - ควรกำหนดบทบาทหน้าที่ ให้ทำหน้าที่นำเสนอแผนพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมของประเทศ ไม่เพียงแต่แผนปฏิบัติงาน และประสานงานเท่านั้น

                             - ควรกำหนดให้มีการดูแลระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมด้วย

                             - ควรกำหนดกลไกการวัดผลลัพธ์ทางสังคมที่เป็นมาตรฐานขึ้นโดยเฉพาะเพื่อประสิทธิภาพของวิสาหกิจเพื่อสังคม

                             - ควรมีหน้าที่ที่ครอบคลุม Stakeholder อื่นๆ เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงการลงทุนเพื่อสังคม Social Impact Investment มากยิ่งขึ้น

                             - ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเป็นภาระงบประมาณหรือไม่

                      - มาตรา ๑๙ (๓)  การกำหนดให้ สวส. หรือ กองทุน สามารถเข้าร่วมกิจการ หรือถือหุ้นของวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้น ขอให้พิจารณาถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือความขัดแย้งทางผลประโยชน์ด้วย

                      - การกำหนดให้ สวส. เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ มีข้อดีในเรื่องของการดำเนินงานที่คล่องตัว แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีกฎหมายบางเรื่องกำหนดสิทธิประโยชน์ของการเป็นส่วนราชการไว้  ได้แก่  เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี  ดังนั้น  จึงควรกำหนดเนื้อหาเพิ่มเติม เพื่อให้ สวส. ได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเช่นเดียวกับการเป็นส่วนราชการด้วย

                      - ชื่อสำนักงานไม่จำเป็นต้องมีคำว่า “แห่งชาติ”  ซึ่งเทียบเคียงจากหน่วยงานของรัฐที่มีคณะกรรมการระดับชาติไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อตามคณะกรรมการฯ

                      - ถ้อยคำในมาตรา ๒๑ วรรค ๓ “ให้ผู้อำนวยการได้รับเงินค่าจ้าง  ค่าตอบแทน และเงินอื่น ตามที่คณะกรรมการกำหนด” มาตรา ๒๖ “เงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้อำนวยการให้คณะกรรมการกำหนดตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด”  ซึ่งมาตราทั้งสองมีความแตกต่างกัน

                      - คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้อำนวยการ ในมาตรา 22 ระบุถึง รองผู้อำนวยการด้วย  แต่มาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งรองผู้อำนวยการ เช่น วาระการดำรงตำแหน่ง  การพ้นจากตำแหน่งนอกเหนือจากวาระ  ไม่ได้รวมถึงรองผู้อำนวยการ

                     - วาระการดำรงตำแหน่งของผู้อำนวยการ ควรกำหนดเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งเช่นเดียวกันกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  โดยห้ามดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกัน 

                      (๕)  หมวด ๔ กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

                             - การจัดตั้งกองทุนโดยให้สามารถรับเงินทุนประเดิมจากรัฐบาลได้ และเงินของกองทุนสามารถนำไปใช้เพื่ออุดหนุนหรือให้กู้ยืมแก่วิสาหกิจเพื่อสังคม โดยเมื่อวิสาหกิจเพื่อสังคมประกอบธุรกิจและมีกำไร จะสามารถนำกำไรไปปันผลได้  ดังนั้น  เปรียบเสมือนการนำเงินงบประมาณจากรัฐจ่ายให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมนัก  ทั้งนี้  ควรคำนึงถึงประเด็นดังกล่าวและกำหนดแนวทางในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นด้วย   

                             - การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นเรื่องที่ดี  จึงควรกำหนดให้กองทุนมีรายได้มาจากหลายๆ ทาง  ได้แก่  เงินจากการขายหุ้นให้แก่ประชาชน เพื่อการระดมทุนให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมด้วย  ทั้งนี้ เพื่อให้กองทุนมีความยั่งยืน และประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมได้ 

                             - กรณีวิสาหกิจเพื่อสังคมมีการถือหุ้นจากผู้สนับสนุนจากหลายภาคส่วนมีจำนวนเกินกว่า ๕๐ ราย ควรจะมีการกำหนดไว้เฉพาะเพื่อให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีเงินทุนในการขับเคลื่อน

                             - ขอให้เพิ่ม การวิจัย พัฒนา และการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อสังคมแก่วิสาหกิจเพื่อสังคมในมาตรา ๓๑ (๓) ด้วย

                             - การเข้าไปร่วมลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคมอาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest)

                             - การลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคมควรทำผ่านการลงทุนด้วยวิธีอื่นมากกว่าการลงทุนโดยตรง

                            - กรณีมีการระดมทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคม  เห็นควรให้ สวส. เป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแล (Front line Regutator) ด้วย

                      (๖)  หมวด ๕ การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

                             ให้มีการกำหนดมาตรการที่จะส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมในลักษณะบ่มเพาะลงไปในกฎหมายฉบับนี้

                             - การสนับสนุนการวิจัยด้านนวัตกรรมสังคม สนับสนุนทางอ้อมในรูปเงินสมทบกับสถาบันวิจัย

                             - การสนับสนุนในการพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจ มีแบบกำหนดเงื่อนไข (คืนเงิน)

                             - ระบบสินเชื่อพิเศษ ควรมีเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อที่เน้นคุณค่าทางสังคมและอัตราพิเศษ (ดอกเบี้ย)

                             - สิทธิประโยชน์ทางภาษี ควรมีแบบขั้นบันไดตามระยะเวลา (กิจการ) ควรเพิ่มอัตรามากกว่า ๑๐๐% เฉพาะกรณีบริจาคหรือไม่รับเงินปันผล (นักลงทุน)

                             - ควรมีการตั้งกองทุนที่นำทรัพย์สินที่ไม่มีการประกาศสิทธิ์มาตั้งเพื่อส่งเสริมเงินทุนให้วิสาหกิจเพื่อสังคม และลงทุนออกเครื่องมือทางการเงินสนับสนุน เช่น Social impact Bond ที่สามารถนำมาเป็นสัดส่วนทรัพย์สินที่ไม่ประกาศสิทธิ์ก็ได้ เช่น ๑๐% ทุกปี

                             - เรื่องการกำหนดกรรมการและสมาชิกของสภาวิสาหกิจเพื่อสังคมที่กำหนดว่า ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง นั้น เห็นว่า การตั้งสภาวิสาหกิจเพื่อสังคม ควรกำหนดโดยคณะกรรมการ ดังนั้นจึงเห็นว่าตัดคำว่า “กำหนดในกฎกระทรวง” ออก

                                 - มาตรา ๓๙ มีคำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับปฐมภูมิ” ควรกำหนดคำนิยามให้ชัดเจน

                                  - มาตรา ๔๓ (๑) ที่ให้คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการประสานให้หน่วยงานของรัฐที่มีหลักสูตรการศึกษาอบรม ให้ความรู้ในด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม นั้น ควรเปิดกว้างให้ครอบคลุมถึงภาคเอกชนด้วย 

                                - มาตรา ๔๓ (๒) ที่ให้คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการในการส่งเสริมหรือสนับสนุน หรือประสานกับธนาคารซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ นั้น ไม่ควรจำกัดเฉพาะธนาคารซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเท่านั้น หรือควรกำหนดให้เป็นธนาคารตามกฎหมายธนาคารพาณิชย์

                             - มาตรา ๔๐ ขอให้เพิ่ม “ให้ความช่วยเหลือในการศึกษาวิจัยและการสร้างนวัตกรรมทั้งในด้านการผลิต การจัดการ และรูปแบบธุรกิจ” 

                             - ขอให้แก้ไขมาตรา ๔๓ (๓) เป็น “ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการนำผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ การพัฒนาโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคม และเป็นไปตามความต้องการของกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคม”

                             - ขอให้เน้นเรื่องภาษี ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมาสนับสนุน

                                 - ขอให้ส่งเสริมด้านนวัตกรรมทางสังคมด้วย และขอให้นำเอาผลงานของกระบวนการวิจัยมาเพื่อขอรับการส่งเสริมด้วย

                                  -  ขอให้มีการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี

               (๗)  หมวด ๖ บทกำหนดโทษ

                       - ควรให้ตัดบทบัญญัติเรื่องโทษออก เพราะมาตรการส่งเสริมไม่ควรมีบทลงโทษ

                       - ควรมีเฉพาะกรณีที่มีผู้ฝ่าฝืนกรณีรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือรับการสนับสนุนเงินทุนด้านความรู้และระบบบ่มเพาะ ด้านวิจัยพัฒนา ด้านการพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจ

                       - ไม่เห็นด้วยเพราะเป็นการจำกัดการดำเนินการของวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างมาก ถ้าต้องการที่จะมีระบบตรวจสอบ ควรจะจำกัดเฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน เพราะจะเป็นการบังคับให้ วิสาหกิจเพื่อสังคมรูปแบบอื่นๆ ต้องเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นบริษัทเพื่อจะได้รับประโยชน์ทางภาษี แต่ในเมื่อภาษีให้เฉพาะบริษัทและห้างหุ้นส่วน Certification System ก็ควรจัดการในส่วนนั้น กลายเป็นคนที่ใช้คำว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม ก็เสี่ยงที่จะโดนลงโทษแทน ขัดกับธรรมชาติของวิสาหกิจเพื่อสังคมอีกด้วย

                       - ควรให้มีโทษทางอาญา และค่าปรับเป็นรายได้ของแผ่นดิน

                       - บทกำหนดโทษปรับ ๒,๐๐๐ บาท ต่อวัน แต่ยังคงฝ่าฝืน อาจมีมาตราการลงโทษเพิ่มขึ้น  เช่น เพิ่มค่าปรับแบบขั้นบันไดเพื่อให้เกิดความเกรงกลัว

                       - บทลงโทษในมาตรา ๔๔  มีเพียงเพิกถอนสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว ควรถอนชื่อออกจากทะเบียนเช่นเดียวกับมาตรา ๙ ด้วย

                       -  บทกำหนดโทษ ขอให้ทบทวนเนื่องจาก หากมีนิติบุคคลที่ประสงค์จะทำประโยชน์เพื่อสังคม แต่ไม่ประสงค์จะเข้ารับการส่งเสริมตามกฎหมายนี้ อาจมีผลทำให้นิติบุคคลนั้นได้รับโทษตามกฎหมายนี้ได้

               (๘)   บทเฉพาะกาล

                       - ควรมีวิธีการและหลักเกณฑ์ในการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนที่วัดผลได้จริง

                       - มาตรา ๕๓ ควรกำหนดให้สอดคล้องกับกฎหมายบริหารกองทุนหมุนเวียน

                       - การจำกัดเรื่องอักษรหรือเครื่องหมาย ซึ่งสื่อความหมายในทำนองเกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคมตามมาตรา ๕๑ อาจมองได้สองด้าน คือ ในขณะที่จะช่วยควบคุมไม่ให้คนนำชื่อไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่อาจเป็นข้อจำกัดสำหรับคนที่มีแนวคิดดีๆ ที่อยากจะทำเพื่อสังคมด้วย

                          -  เนื่องจากปัจจุบัน ประกาศอฺธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง รายชื่อหน่วยงานรับรองการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (ฉบับที่ ๑) ได้ให้กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานรับรองการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมของบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามนโยบายสานพลังประชารัฐ จำนวน ๗๗ บริษัท  จึงขอให้บริษัทฯ ที่ได้รับการรับรองการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมจากกรมการพัฒนาชุมชน ถือว่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมายนี้ด้วย

                       -  มาตรา ๕๒ ขอให้เพิ่มกิจการที่ได้รับการรับรองจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้ถือว่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมายนี้ด้วย

                          -  การยุบกองทุน ควรพิจารณาถึงกรอบระยะเวลาของวงจรการทำธุรกิจของวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งอาจต้องใช้เวลาถึง ๘ ปี กว่าจะดำเนินธุรกิจได้อย่างยังยืน ซึ่งกองทุนต้องมีบทบาทให้ความช่วยเหลือในระยะเวลาครอบคลุมประเด็นดังกล่าว ซึ่งระยะเวลา ๕ ปี เป็นระยะเวลาที่น้อยมากสำหรับการจะประเมินผลงานกับวิสาหกิจเพื่อสังคมที่เพิ่งเริ่มดำเนินงาน 

                       - การปิดหรือยุบกองทุน  ควรให้ระยะเวลามากพอที่จะสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการได้  และหากเห็นว่ากองทุนจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ในเรื่องผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact) ควรให้ดำเนินการต่ออาจยึดระยะเวลาเพิ่มขึ้น

                       - กรณียุบกองทุน กฎหมายควรเปิดช่องให้มีการตั้งกองทุนขึ้นมาใหม่ด้วย

        ๕.๓)  หน่วยงานเสนอความเห็นเพิ่มเติมโดยจัดทำเป็นหนังสือ

                  ๓.๑) ภาคเอกชน มีข้อคิดเห็นในการผลักดันกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ โดยใช้วิธีการบริหารจัดการธุรกิจแบบวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มีประสิทธิภาพ ไปสู่การแก้ปัญหาภายในองค์กร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

                  ๓.๒) คณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย มีความเห็นดังนี้

                        (๑) ประเด็นคำนิยาม“วิสาหกิจเพื่อสังคม” มาตรา ๔

                              - การใช้นิยามอย่างเดียวกับที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งมุ่งกำกับและตรวจสอบการดำเนินการวิสาหกิจให้มีความเหมาะสมเพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นสำคัญ อาจขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติที่มุ่งให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีการดำเนินการที่มีความหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะการประกอบกิจการขายสินค้าหรือการให้บริการในท้องถิ่นหรือชุมชนที่วิสาหกิจเพื่อสังคมตั้งอยู่ เนื่องจากวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นวิสาหกิจในระดับกว้าง มิได้ถูกจำกัดขอบเขตในเชิงพื้นที่ โดยเห็นควรใช้นิยามตามร่างฉบับสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือ หากในท้องถิ่นหรือชุมชนใดมีการดำเนินการวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ “เป็นการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก มิใช่การสร้างกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าของเป็นสำคัญ” ก็ถือว่าอยู่ในความหมายของคำว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม แล้ว

                              - ควรกำหนดให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีสถานะเป็นนิติบุคคลอีกประเภทหนึ่ง มิใช่หมายเฉพาะแต่เพียงบริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                         (๒) ประเด็นกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

                                       - เห็นด้วยเกี่ยวกับการมีกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เพราะการจัดตั้งกองทุนฯ มีความสำคัญต่องานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม และมีนัยยะสำคัญต่อกระบวนการปฏิรูปประเทศในภาพรวม ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรสาธารณะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ไม่ก่อภาระต่องบประมาณภาครัฐตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกของการดำเนินกิจการและในระหว่างดำเนินการ โดยใช้ผลการดำเนินการเป็นฐานของการใช้งบประมาณ (PERFORMANCE – BASED) ดังนั้น กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งมีรูปแบบการบริหารแบบกองทุนหมุนเวียนที่จะมีรายได้หลักกลับเข้ามาจากผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคม จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะทำให้องค์กรส่งเสริมที่จะเกิดขึ้น และแผนการขับเคลื่อน สามารถตอบสนองและยึดโยงไปกับความต้องการที่แท้จริงของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ต้องการได้รับการส่งเสริมมากกว่าการตอบสนองไปยังผู้บริหารภาครัฐหรือสำนักงบประมาณ

                                (๓) ประเด็นการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

                                      - เห็นด้วยกับการมีบทบัญญัติเรื่องของการให้สิทธิประโยชน์ เนื่องจากวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยลดภาระของภาครัฐในการจัดทำบริการสาธารณะ และยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรสาธารณะประโยชน์รัฐ จึงต้องมีมาตรการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นพิเศษ จึงเห็นควรกำหนดให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีของวิสาหกิจเพื่อสังคม และมาตรการส่งเสริมการลงทุนโดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่ลงทุนในหุ้นของวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง และกำหนดมาตรการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในการพิจารณาสอบราคาหรือประกวดราคา เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐

                        ๓.๓ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีความเห็นดังนี้

                               (๑) ประเด็นคำนิยาม“วิสาหกิจเพื่อสังคม” มาตรา ๔

                                     -  เห็นควรใช้นิยามตามร่างฉบับสภาขับเคลื่อนฯ เป็นผู้เสนอ คือ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” หมายความว่า นิติบุคคลซึ่งดำเนินกิจการเกี่ยวกับผลิตสินค้า การให้บริการ หรือการอื่นๆ โดยมีเป้าหมายอย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก มิใช่การสร้างกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าของเป็นสำคัญ...

                               (๒) ประเด็นสิทธิประโยชน์ตามมาตรา ๔๐

                                      - เห็นว่าการมีพระราชบัญญํัติฉบับนี้่ หลักสำคัญคือ เพื่อให้มีสถานะทางกฎหมายเป็นนิติบุคคลอีกประเภทหนึ่งเฉพาะต่างหาก  ซึ่งมิใช่บริษัทจำกัด และมิใช่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งทำให้อย่างน้อยต้องมีกลไกทางด้านเงินทุน มาตรการทางภาษี มาตรการจัดซื้อจัดจ้าง สนับสนุน โดยขอปรับปรุงข้อความดังนี้

                                           “มาตรา ๔๐ ให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจเพื่อสังคม ดังต่อไปนี้

                                                             (๑) ให้ สวส. มีมาตรการสนับสนุนด้านเงินทุนในการประกอบกิจการในระยะเริ่มแรก ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ สวส. กำหนด

                                                             (๒) ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจสนับสนุนการให้สินเชื่อวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นกรณีพิเศษ ตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยสถาบันการเงินนั้น

                                                             (๓) ให้มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี ดังต่อไปนี้

                                                                   (ก) สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่วิสาหกิจเพื่อสังคม

                                                                   (ข) สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่ลงทุนโดยตรงในวิสาหกิจเพื่อสังคม

                                                                   (ค) สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่ลงทุนในกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคม

                                                                   (ง) สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้จัดซื้อจัดจ้าง สินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคม

                                                                   การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวข้างต้น ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร

                                                            (๔) ส่งเสริมให้ภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ”

                        ๓.๔ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีความเห็นดังนี้

                               (๑) ร่างพระราชบัญญัติ มุ่งหมายส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้มีการขึ้นทะเบียนตามร่างดังกล่าว ดังนั้น ควรลดมาตรการควบคุมลง เช่น การตรวจสอบด้านการเงิน ด้านบัญชี งบประมาณ ซึ่งมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่กำกับดูแลนิติบุคคลนั้นๆ

                               (๒) กำหนดมาตรการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมไว้ค่อนข้างกว้างและไม่มีความชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการขาดแรงจูงใจในการขึ้นทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใต้ร่างพระราชบัญญัตินี้

                                   (๓) คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ หรือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ ไม่ควรมีอำนาจในการลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคม เนื่องจากคณะกรรมการฯ และสำนักงานฯ ต่างมีอำนาจในการส่งเสริมและกำกับดูแลในเวลาเดียวกัน

                               (๔) การกำหนดให้วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้ขึ้นทะเบียนตามร่างพระราชบัญญัตินี้เท่านั้นที่จะได้รับการส่งเสริมตามร่างพระราชบัญญัตินี้ อาจส่งผลเสียหายในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในระยะยาว เนื่องจากนิติบุคคลทั่วไปที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมเช่นเดียวกันเป็นครั้งคราว แต่ได้รับสิทธิประโยชน์หรือการส่งเสริมที่แตกต่างกัน อันก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม

                                   (๕) การบัญญัติให้สิทธิประโยชน์แก่นิติบุคคลที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกันแต่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน กล่าวคือ วัตถุประสงค์เพื่อสังคม หรือวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็จะส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม จึงควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกที่จะใช้สินค้าหรือบริการของวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือของนิติบุคคลทั่วไปเอง

                               (๖) คำชี้แจงเหตุผลรายประเด็น

                                     ๑)  บทนิยาม 

                                           เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติที่มุ่งให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีการดำเนินการที่มีความหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะการประกอบกิจการขายสินค้าหรือการให้บริการในท้องถิ่นหรือชุมชนที่วิสาหกิจเพื่อสังคมตั้งอยู่ เนื่องจากวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นวิสาหกิจในระดับกว้าง มิได้ถูกจำกัดขอบเขตในเชิงพื้นที่เป็นการกำหนดนิยามของ “วิสาหกิจเพื่อสังคม”

                                     ๒)  หมวด ๑ วิสาหกิจเพื่อสังคม  

                                           การให้มีระบบทะเบียนเพื่อรองรับและส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยวิสาหกิจเพื่อสังคมใดที่จะขอรับการส่งเสริมตามร่างพระราชบัญญัติฯ ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนต่อสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ (สวส.) และ สวส. จะดำเนินการออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนที่มีคำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมนั้น ซึ่งทำให้มีฐานข้อมูลของวิสาหกิจเพื่อสังคมด้วย และการกำหนดหน้าที่ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมรายงานผลประกอบกิจการ รวมทั้งรายงานการรับและจ่ายเงินประจำปีต่อ สวส. นั้น อาจกำหนดรูปแบบหรือวิธีการที่ไม่เป็นการเพิ่มภาระให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมากเกินไป

                                     ๓)  หมวด ๒ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ

                                           กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ โดยมาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทำหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ ประสานนโยบายกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน กำหนดหลักเกณฑ์และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจเพื่อสังคม รวมทั้งให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

                                    ๔)  หมวด ๓ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ

                                          ให้มีสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจมีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ในการกำหนดประเภทของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ควรได้รับการส่งเสริม ดำเนินการจดทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนแก่วิสาหกิจเพื่อสังคม รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

                                    ๕)  หมวด ๔ กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

                                          กำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมขึ้นใน สวส. เพื่อให้วิสาหกิจเพื่อสังคมกู้ยืม/ให้ความช่วยเหลือส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การเอกชนเพื่อนำไปใช้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม/ช่วยเหลืออุดหนุนการดำเนินการใด ร่วมกิจการ ร่วมทุน หรือลงทุนใดที่เกี่ยวกับการก่อตั้ง การขยายกิจการ การวิจัย พัฒนาและการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นโดยรวม  ทั้งนี้ เพื่อให้การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นไปอย่างครบถ้วน

                                    ๖)  หมวด ๕ การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม  

                                             จัดให้มีมาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างครบวงจร เช่น การให้ความรู้ การสนับสนุนในการจัดตั้ง การสนับสนุนในการประกอบกิจการ ให้ความช่วยเหลือในการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่างๆ การประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ส่งเสริมการนำผลงานวิจัยนวัตกรรมสังคมมาใช้ประโยชน์  นอกจากนั้นในกรณีที่วิสาหกิจเพื่อสังคมประสงค์จะรวมตัวจัดตั้งเป็นสภาวิสาหกิจเพื่อสังคม ให้คณะกรรมการฯ สนับสนุนด้วย

                                    ๗)  หมวด ๖ บทกำหนดโทษ  

                                                มีบทกำหนดโทษทางปกครอง ในกรณีการใช้คำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกอบเป็นชื่อในการดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับทางปกครอง เพราะเห็นว่า เป็นกฎหมายมุ่งส่งเสริม จึงไม่ควรกำหนดโทษทางอาญา

                                    ๘)  บทเฉพาะกาล

                                              เพื่อให้ คกส. ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการฯ ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นใหม่ และกำหนดให้ผู้อำนวยการ สกส. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้จนกว่าจะมีการแต่งตั้งใหม่ รวมทั้งกำหนดให้กิจการที่ได้รับการรับรองจาก คกส. ถือว่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้

                 (๗) การนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาจัดทำร่างกฎหมาย

          ในส่วนของข้อคิดเห็นต่างๆ ของผู้ให้ความคิดเห็นในแต่ละประเด็น สสว. จะนำผลการรับฟังความคิดเห็นประกอบการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี

 

 

 

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail