Facebook


ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ..... (เปิดรับฟังความคิดเห็น 5 มกราคา - 20 มกราคม 2560)

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 1260 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

พระราชบัญญัติ

การศึกษาพระปริยัติธรรม

พ.ศ. ....

.................................

....................................

.................................................. .................................................. .................................................. ............................................. ..

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรม

.................................................. .................................................. .................................................. ............................................. ..

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ....”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้

“การศึกษาพระปริยัติธรรม” หมายความว่า การศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนา แผนกบาลี สนามหลวง แผนกธรรมสนามหลวง และแผนกสามัญศึกษา

“วัด” หมายความว่า วัดตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์

“สถานศึกษาพระปริยัติธรรม” หมายความว่า สานักเรียน สานักศาสนศึกษา และโรงเรียน

“สานักเรียน” หมายความว่า สถานศึกษาที่วัดจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีสนามหลวง และแผนกธรรมสนามหลวง คือ สานักเรียนวัด และสานักเรียนคณะเขต ในกรุงเทพมหานคร และสานักเรียนคณะจังหวัด ตามที่มหาเถรสมาคมประกาศกาหนด

“สานักศาสนศึกษา” หมายความว่า สถานศึกษาที่วัดจัดการศึกษาในรูปแบบของศูนย์การเรียน สานักศาสนศึกษาวัด สานักศาสนศึกษาประจาตาบล สานักศาสนศึกษาประจาอาเภอ ซึ่งจัดการศึกษา พระปริยัติธรรมแผนกบาลีสนามหลวง หรือแผนกธรรมสนามหลวง

“โรงเรียน” หมายความว่า สถานศึกษาที่วัดจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา

“สานักงาน” หมายความว่า สานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

“ผู้อานวยการ” หมายความว่า ผู้อานวยการสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม

การสืบทอดความรู้ทางพระพุทธศาสนา สร้างบุคลากร ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและท้องถิ่น เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาความรู้ของคนในชาติให้มีการนาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ ในการดารงชีวิต

มาตรา ๕ การศึกษาพระปริยัติธรรมมีสามแผนก ดังต่อไปนี้

(๑) การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีสนามหลวง เป็นการศึกษาพระพุทธศาสนา ภาคภาษาบาลี

(๒) การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมสนามหลวง เป็นการศึกษาพระพุทธศาสนา ภาคภาษาไทย

(๓) การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เป็นการศึกษาพระพุทธศาสนา ทั้งแผนกบาลีสนามหลวงและแผนกธรรมสนามหลวง ควบคู่กับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของกระทรวงศึกษาธิการ

มาตรา ๖ เพื่อประโยชน์ต่อการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม ให้สานักงาน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจัดทาแผนยุทธศาสตร์การสร้างเสริม สนับสนุน พัฒนาการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมและแผนงบประมาณเพื่อการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมเสนอต่อมหาเถรสมาคมพิจารณา ให้ความเห็นชอบ

มาตรา ๗ ให้รัฐอุดหนุนงบประมาณสาหรับการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามความเหมาะสมและความจาเป็น

มาตรา ๘ ให้มีคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมคณะหนึ่ง ประกอบด้วย

(๑) ประธานกรรมการรูปหนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบ ของมหาเถรสมาคม

(๒) รัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ

(๓) กรรมการโดยตาแหน่งจานวนสิบเอ็ดรูปหรือคน ได้แก่ แม่กองบาลีสนามหลวง แม่กองธรรมสนามหลวง ประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา อธิการบดีมหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ผู้อานวยการสานักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจานวนหกรูปหรือคน ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

ให้ผู้อานวยการสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อานวยการกองพุทธศาสนศึกษา เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

มาตรา ๙ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๘ (๔) มีวาระการดารงตาแหน่งคราวละสามปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้

บกาหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตาม มาตรา ๘ (๔) ซึ่งพ้นจากตาแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตาแหน่งเพื่อดาเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา ๘ (๔) ซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

มาตรา ๑๐ นอกจากการพ้นจากตาแหน่งตามวาระตามมาตรา ๙ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา ๘ (๔) พ้นจากตาแหน่งเมื่อ

(๑) ตายหรือมรณภาพ

(๒) ลาออก

(๓) สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้ออก

(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๕) ถูกจาคุกโดยคาพิพากษาถึงที่สุดให้จาคุก

ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๘ (๔) พ้นจากตาแหน่งก่อนวาระ ให้ผู้ที่ได้รับ แต่งตั้งแทนตาแหน่งที่ว่างนั้นดารงตาแหน่งได้เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระที่เหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่แต่งตั้งแทนก็ได้

ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๘ (๔) พ้นจากตาแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีการเลือกหรือแต่งตั้งกรรมการแทนปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

มาตรา ๑๑ คณะกรรมการมีอานาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) กาหนดนโยบายและแผนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ควบคุม ดูแลและกากับการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย โบราณราชประเพณี หรือมาตรฐานการศึกษาของชาติ

(๒) กาหนดมาตรฐานการศึกษาพระปริยัติธรรมและการประกันคุณภาพการศึกษา

(๓) อนุมัติหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งนี้ สาหรับหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีสนามหลวง และการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมสนามหลวง ต้องเป็นไปโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

(๔) กาหนดพื้นความรู้ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์การเข้าศึกษา และเงื่อนไขในการสาเร็จการศึกษา

(๕) กาหนดอานาจหน้าที่และหลักเกณฑ์การบริหารงานของแม่กองบาลีสนามหลวง แม่กองธรรมสนามหลวง และประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา

(๖) กาหนดตาแหน่ง อัตรากาลัง เงินเดือน เงินประจาตาแหน่ง วิทยฐานะ เงินค่าตอบแทน ค่าจ้าง สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่น การสรรหา การบรรจุ การแต่งตั้ง การพ้นจากตาแหน่ง การรักษาวินัย การดาเนินการทางวินัย การร้องทุกข์ การอุทธรณ์ และการลงโทษ

(๗) ออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารงานการจัดการศึกษา พระปริยัติธรรมและสถานศึกษาพระปริยัติธรรม

(๘) ออกระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาพระปริยัติธรรม

(๙) ออกระเบียบเกี่ยวกับค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานสอนและผู้สนับสนุนการศึกษา

(๑๐) ออกระเบียบการบริหารและจัดการการเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินของสถานศึกษา พระปริยัติธรรม รวมทั้งการบัญชีและการจาหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญ

(๑๑) ออกระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายใน

(๑๒) ออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

(๑๓) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทางานเพื่อปฏิบัติการตามที่ได้รับมอบหมาย

(๑๔) จัดทารายงานผลการดาเนินงานเสนอต่อมหาเถรสมาคมเพื่อทราบ

(๑๕) กระทาการอื่นใดที่จาเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษา พระปริยัติธรรม หรือตามที่มหาเถรสมาคมหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

มาตรา ๑๒ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจานวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุมในกรณีที่ประธานไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ถ้ามีรองประธานกรรมการให้รองประธานกรรมการทาหน้าที่แทน ถ้าไม่มีรองประธานกรรมการ หรือมี แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการรูปหนึ่งทาหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมากกรรมการรูปหนึ่งหรือคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

คณะกรรมการต้องมีการประชุมอย่างน้อยปีละสี่ครั้ง

มาตรา ๑๓ ให้สานักงานเป็นหน่วยงานกลางในการดาเนินการ ส่งเสริม สนับสนุน ประสานงานการศึกษาพระปริยัติธรรม และเป็นสานักงานเลขานุการของคณะกรรมการ มีหน้าที่ด้านงานธุรการและสนับสนุนงานวิชาการให้แก่คณะกรรมการ รวมทั้งมีหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ และปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

มาตรา ๑๔ ในการบริหารงานการศึกษาพระปริยัติธรรมตามมาตรา ๕ (๑) (๒) และ (๓) ให้มีแม่กองบาลีสนามหลวง แม่กองธรรมสนามหลวง และประธานการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้งทาหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบงานการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแต่ละแผนก

มาตรา ๑๕ ให้วัดมีสิทธิจัดตั้งสถานศึกษาพระปริยัติธรรมได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกาหนด

สถานศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดจัดตั้งขึ้นตามวรรคหนึ่งให้จัดการศึกษาโดยคานึงถึง

(๑) การให้การศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนาเพื่อสู่ความเป็นเลิศที่เปี่ยมด้วยปัญญาพุทธธรรม

(๒) การส่งเสริมความรู้และความเข้าใจในคุณค่าแห่งหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

(๓) การผลิตผู้เรียนให้มีคุณธรรมนาความรู้ เป็นศาสนทายาทที่ดีของพระพุทธศาสนา สานึกในความเป็นคนไทย มีความรักและผูกพันต่อท้องถิ่น

(๔) มาตรฐานการศึกษาของชาติและวิธีการดาเนินงานของการจัดการศึกษาตามกฎหมาย ว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ

มาตรา ๑๖ สถานศึกษาพระปริยัติธรรมต้องมุ่งปลูกฝังให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะ ดังนี้

(๑) เป็นศาสนทายาทที่ดีของพระพุทธศาสนาและพลเมืองที่ดีของสังคมไทย

(๒) มีความรู้และทักษะในวิชาการทางพระพุทธศาสนา

(๓) มีนิสัยใฝ่หาความรู้ ปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบสงฆ์

(๔) มีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ

(๕) รู้จักบารุงรักษาศาสนสมบัติ อนุรักษ์ และเสริมสร้างสภาพแวดล้อม

(๖) มีความภูมิใจความเป็นสมณะ จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

(๗) มีความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมสนับสนุนแนวทางปฏิบัติให้เกิดความเจริญแก่ชุมชนสังคมและพระพุทธศาสนา

มาตรา ๑๗ ในสถานศึกษาพระปริยัติธรรมให้มีผู้ปฏิบัติงานสองประเภท ดังนี้

(๑) ประเภทผู้ปฏิบัติงานสอน ได้แก่ ครูสอนพระปริยัติธรรม และครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา

(๒) ประเภทผู้สนับสนุนการศึกษา ได้แก่ บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านวิชาการ ซึ่งทาหน้าที่ให้บริการหรือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดกระบวนการการเรียนการสอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษาในสถานศึกษาพระปริยัติธรรม ได้แก่ ผู้ปฏิบัติหน้าที่บรรณารักษ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่งานแนะแนว ผู้ปฏิบัติหน้าที่เทคโนโลยีการศึกษา ผู้ปฏิบัติหน้าที่งานทะเบียนวัดผล ผู้ปฏิบัติหน้าที่บริหารงานทั่วไป หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการกาหนด

มาตรา ๑๘ ให้สถานศึกษาพระปริยัติธรรมจัดให้มีการจัดทาบัญชีตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการกาหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุ ของสถานศึกษาพระปริยัติธรรม ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

ในการตรวจสอบภายใน ให้มีผู้ปฏิบัติงานของสถานศึกษาพระปริยัติธรรมทาหน้าที่ เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกาหนด

มาตรา ๑๙ ให้สถานศึกษาพระปริยัติธรรมจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ของผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาพระปริยัติธรรมตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการกาหนด

มาตรา ๒๐ ให้สถานศึกษาพระปริยัติธรรมมีอานาจให้ประกาศนียบัตร ปริญญา และหนังสือรับรองการศึกษาหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนการสอนแก่ผู้สาเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรมได้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกาหนด

มาตรา ๒๑ การศึกษาพระปริยัติธรรมที่ได้จัดให้แก่สามเณรซึ่งเป็นเด็กตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับและมีพื้นความรู้ไม่ต่ากว่าระดับประถมศึกษาปีที่หกหรือเทียบเท่า ซึ่งได้ศึกษาวิชาสามัญเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกาหนด โดยคาแนะนาของมหาเถรสมาคม เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังต่อไปนี้

(๑) แผนกธรรมสนามหลวง ชั้นนักธรรมเอก เป็นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

(๒) แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยค เป็นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

(๓) แผนกสามัญศึกษา เป็นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

มาตรา ๒๒ ให้ผู้เรียนที่พ้นการศึกษาภาคบังคับแล้วซึ่งได้สาเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมสนามหลวง และแผนกบาลีสนามหลวงมีวิทยฐานะดังต่อไปนี้

(๑) แผนกธรรมสนามหลวง ชั้นนักธรรมเอก มีวิทยฐานะระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

(๒) แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยค มีวิทยฐานะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

มาตรา ๒๓ ให้ผู้สาเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีสนามหลวง ที่ได้ทาการศึกษาเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกาหนด ให้มีวิทยฐานะระดับใด ๆ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ การอุดมศึกษาและมหาเถรสมาคม

มาตรา ๒๔ สถานศึกษาพระปริยัติธรรมอาจกาหนดให้มีเครื่องหมายวิทยฐานะของผู้สาเร็จการศึกษาก็ได้

การกาหนดลักษณะ ชนิด ประเภท ส่วนประกอบของเครื่องหมายวิทยฐานะ และการใช้เครื่องหมายวิทยฐานะให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกาหนด

มาตรา ๒๕ สถานศึกษาพระปริยัติธรรมอาจกาหนดให้มีตราเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ ของสถานศึกษาพระปริยัติธรรมได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๒๖ ผู้ใดใช้เครื่องหมายวิทยฐานะ ตราเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถานศึกษา พระปริยัติธรรมโดยไม่มีสิทธิจะใช้ หรือแสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร หรือตาแหน่งของสถานศึกษาพระปริยัติธรรมโดยที่ตนไม่มีสิทธิ ถ้าได้กระทาเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิจะใช้ หรือมีวิทยฐานะหรือตาแหน่งเช่นนั้น ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจาทั้งปรับ

มาตรา ๒๗ ให้สานักเรียน สานักศาสนศึกษา และโรงเรียนที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง ตามประกาศมหาเถรสมาคม ว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๓ หรือประกาศมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและแผนกบาลี พ.ศ. ๒๕๕๕ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๒๘ ในระหว่างที่ยังมิได้ออกกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คาสั่ง มติ และประกาศเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นากฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คาสั่ง มติ และประกาศมหาเถรสมาคมและ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมมาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๒๙ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

........................................

นายกรัฐมนตรี

ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    บันทึกหลักการและเหตุผล


    ประกอบร่างพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม


    พ.ศ. ....


    หลักการ


    ให้มีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรม


    เหตุผล


    โดยที่โบราณราชประเพณี สถาบันพระพุทธศาสนามีบทบาทสาคัญในการจัดการศึกษาของชาติมาโดยตลอด ซึ่งคณะสงฆ์ได้ดาเนินการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมอันเป็นส่วนเฉพาะ ของการศึกษาของคณะสงฆ์ควบคู่กันไปกับการศึกษาวิชาสามัญ แต่ปัจจุบันการสนับสนุนส่งเสริมของรัฐ ยังไม่ครอบคลุมให้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้น เพื่อให้การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมได้รับ การสนับสนุนส่งเสริมด้วยดีจากภาครัฐ และสามารถบริหารจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองนโยบายการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์และของชาติได้เป็นอย่างดี จึงจาเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้



    สถาบันพระพุทธศาสนามีบทบาทสาคัญในการจัดการศึกษาของชาติมาโดยตลอด ซึ่งในอดีต คณะสงฆ์ได้ดาเนินการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมซึ่งเป็นการศึกษาของคณะสงฆ์ควบคู่กันไปกับวิชาสามัญทางโลก โดยมีวัดเป็นศูนย์การเรียนและมีพระสงฆ์เป็นครูสอน ปัจจุบัน การศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นการศึกษาของคณะสงฆ์ เป็นการจัดการศึกษาตามโบราณราชประเพณีอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งได้รับการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาจากภาครัฐบางส่วน แต่ยังไม่ครอบคลุมและไม่สอดคล้อง กับค่าใช้จ่ายจริง เนื่องจากการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมไม่มีกฎหมายรองรับ ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมจึงเป็นภาระของผู้มีหน้าที่ในการจัดการศึกษา คือ เจ้าอาวาส ที่ต้องจัดหางบประมาณเพิ่มเติมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา จึงส่งผลให้คุณภาพการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และไม่สามารถตอบสนองนโยบายการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์และของชาติได้


    ผลกระทบจากการจัดการศึกษาโดยไม่มีกฎหมายรองรับก่อให้เกิดปัญหาดังนี้


    ๑. ระบบการบริหารการศึกษาไม่เข้มแข็ง โดยเฉพาะการบริหารจัดการภายในวัด เพราะนโยบายการจัดการศึกษาขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาส ถ้าเจ้าอาวาสไม่สามารถจัดหางบประมาณมาสนับสนุนการศึกษาได้ วัดนั้นก็ต้องปิดสานักลง ไม่มีการเรียนการสอน


    ๒. การเผยแผ่หลักธรรมคาสอนผิดเพี้ยนไปจากพระธรรมวินัย เนื่องจากพระภิกษุ สามเณร ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เผยแผ่พระศาสนา ขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง เพราะงบประมาณสนับสนุน ไม่เพียงพอ


    ๓. ครูสอนและผู้เรียน จะหันเหไปสอนและศึกษาเล่าเรียนการศึกษารูปแบบอื่น ซึ่งมีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้อง มีสวัสดิการ แรงจูงใจ และงบประมาณสนับสนุนอย่างเหมาะสม ส่งผลให้การศึกษา ของคณะสงฆ์ขาดบุคลากร ทั้งที่เป็นครูสอนและผู้เรียน เป็นผลกระทบต่อการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์


    เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่สาคัญ ของคณะสงฆ์ และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงควรตรากฎหมายการศึกษาพระปริยัติธรรมขึ้น


    ๒. หลักการและเหตุผล


    โดยที่โบราณราชประเพณี สถาบันพระพุทธศาสนามีบทบาทสาคัญในการจัดการศึกษา ของชาติมาโดยตลอด ซึ่งคณะสงฆ์ได้ดาเนินการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมอันเป็นส่วนเฉพาะของการศึกษาของคณะสงฆ์ควบคู่กันไปกับการศึกษาวิชาสามัญ แต่ปัจจุบันการสนับสนุนส่งเสริมของรัฐยังไม่ครอบคลุมให้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้น เพื่อให้การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมได้รับการสนับสนุนส่งเสริมด้วยดี จากภาครัฐ และสามารถบริหารจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองนโยบายการจัดการศึกษา ของคณะสงฆ์และของชาติได้เป็นอย่างดี จึงจาเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


     



    •  ความจาเป็นในการตรากฎหมาย


      ๓.๑ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของภารกิจ


      ๑) เพื่อให้การศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาตามโบราณราชประเพณี โดยคณะสงฆ์ มีกฎหมายรองรับอย่างถูกต้อง และได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากรัฐอย่างเหมาะสม


      ๒) เพื่อพัฒนาโครงสร้างการบริหารการศึกษาสงฆ์ให้มีระบบมาตรฐาน ทั้งในระดับภาพรวมของประเทศ ในระดับภาค ในระดับจังหวัด อาเภอ ตาบล และในระดับวัด


      ๓) เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ให้สามารถตอบสนองนโยบายการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์และของชาติได้


      ๔) เพื่อให้พระภิกษุ สามเณร ซึ่งเป็นศาสนทายาทที่สาคัญ ได้รับโอกาสศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างถูกต้อง มีคุณภาพ และทั่วถึงทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค


      ๕) เพื่อสร้างความมั่นคงและแรงจูงใจที่ดีให้กับครูสอนและบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากครูสอน และบุคลากรทางการศึกษา เป็นผู้มีส่วนสาคัญในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย ถ้าหากไม่มีความเจริญมั่นคง และขาดแรงจูงใจหรือสวัสดิการที่เหมาะสมดังเช่นระบบการศึกษาอื่นแล้ว ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาอย่างรุนแรงเหมือนในปัจจุบันนี้


      ๓.๒ ความจาเป็นที่ต้องทาภารกิจ


      เนื่องจากการศึกษาพระปริยัติธรรม ถือเป็นกระบวนการที่สาคัญในการพัฒนาบุคลากร ของพระพุทธศาสนาให้มีคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการปกครองคณะสงฆ์ การจัดการศาสนศึกษา และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ประชาชนรู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาคือ ไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นการจัดการศึกษาตามโบราณราชประเพณี จึงจาเป็นที่จะต้องตรากฎหมายขึ้นโดยมีความจาเป็นคือ


      ๑) เป็นการเสริมสร้างให้การศึกษาพระปริยัติธรรมมีคุณภาพ อันจะส่งผลให้พระพุทธศาสนา มีความมั่นคง และประเทศชาติมีความสงบสุข


      ๒) เป็นการพัฒนาโครงสร้างการบริหารการศึกษาสงฆ์ให้เป็นระบบ มีมาตรฐาน และมีการกระจายอานาจการบริหารไปสู่ส่วนภูมิภาค


      ๓) เป็นการเปิดโอกาสให้พระภิกษุ สามเณร และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ได้รับการศึกษา พระปริยัติธรรมอย่างมีคุณภาพและทั่วถึง ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการจัดการศึกษา พระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๘ - ๒๕๖๒ ในการส่งเสริมสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษา พระปริยัติธรรมของโลก


      ๔) เป็นแนวทางที่สาคัญและยั่งยืน ในการป้องกันการประพฤตินอกรีตของพระภิกษุ สามเณร เพราะการประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ส่วนใหญ่เกิดจากผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา


      ๕) เป็นการป้องกันสัทธรรมปฏิรูป เนื่องจากเมื่อพระภิกษุ สามเณร รวมถึงพุทธศาสนิกชนทั่วไป ได้รับการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างถูกต้องและมีคุณภาพแล้ว ย่อมปฏิบัติและเผยแผ่พระธรรมวินัย ตามความรู้ที่ได้ศึกษา ซึ่งถือเป็นการปิดกั้นสัทธรรมปฏิรูปโดยปริยาย


      ๖) เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ครูสอน และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้เรียน มีฉันทะ และวิริยะ ต่อระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม

  • สาระสาคัญ


    ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. .... แบ่งเป็น ๒๙ มาตรา ดังนี้


    มาตรา ๑ – ๒ ชื่อพระราชบัญญัติ และวันบังคับใช้พระราชบัญญัติ


    มาตรา ๓ นิยามของคาว่า การศึกษาพระปริยัติธรรม วัด สถานศึกษาพระปริยัติธรรม สานักเรียน สานักศาสนศึกษา โรงเรียน สานักงาน ผู้อานวยการ คณะกรรมการ


    มาตรา ๔ กาหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษาพระปริยัติธรรม


    มาตรา ๕ ให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรม ๓ แผนก


    มาตรา ๖ ให้สานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดทาแผนยุทธศาสตร์การเสริมสร้าง สนับสนุน พัฒนาการจัดการศึกษาและปริยัติธรรม และแผนงบประมาณเพื่อการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมต่อมหาเถรสมาคมพิจารณาให้ความเห็นชอบ


    มาตรา ๗ ให้รัฐอุดหนุนงบประมาณสาหรับการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม


    มาตรา ๘ ให้มีคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานกรรมการรูปหนึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม รัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ กรรมการโดยตาแหน่งจานวนสิบเอ็ดรูปหรือคน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจานวนหกรูปหรือคนสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของ มหาเถรสมาคม ผู้อานวยการสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ และผู้อานวยการกองพุทธศาสนศึกษาเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ


    มาตรา ๙ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดารงตาแหน่งคราวละสามปีและอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ เมื่อครบกาหนดตามวาระ หากยังมิได้มีการแต่งตั้ง ให้อยู่ในตาแหน่งเพื่อดาเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่


    มาตรา ๑๐ นอกจากการพ้นจากตาแหน่งตามวาระตามมาตรา ๙ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ พ้นจากตาแหน่งเมื่อตายหรือมรณภาพ ลาออก สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้ออก เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ถูกจาคุกโดยคาพิพากษาถึงที่สุดให้จาคุก


    กรณีที่พ้นจากตาแหน่งก่อนวาระ ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งแทนตาแหน่งที่ว่างนั้นดารงตาแหน่งได้เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระที่เหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่แต่งตั้งแทนก็ได้


    กรณีที่พ้นจากตาแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีการเลือกหรือแต่งตั้งกรรมการแทนปฏิบัติหน้าที่ต่อไป


    มาตรา ๑๑ คณะกรรมการมีอานาจและหน้าที่ จานวน ๑๕ ข้อ


    มาตรา ๑๒ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจานวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม


    ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุมในกรณีที่ประธานไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ามีรองประธานกรรมการให้รองประธานกรรมการทาหน้าที่แทน ถ้าไม่มีรองประธานกรรมการ หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการรูปหนึ่งทาหน้าที่เป็นประธาน ในที่ประชุม


    การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการรูปหนึ่งหรือคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด


    คณะกรรมการต้องมีการประชุมอย่างน้อยปีละสี่ครั้ง


    มาตรา ๑๓ สานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานกลางในการดาเนินการ ส่งเสริม สนับสนุน ประสานงานการศึกษาพระปริยัติธรรม และเป็นสานักงานเลขานุการของคณะกรรมการ มีหน้าที่ด้านงานธุรการและสนับสนุนงานวิชาการให้แก่คณะกรรมการ รวมทั้งมีหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ และปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย


    มาตรา ๑๔ ในการบริหารงานการศึกษาพระปริยัติธรรม ให้มีแม่กองบาลีสนามหลวง แม่กองธรรมสนามหลวง และประธานการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้งทาหน้าที่ เป็นผู้รับผิดชอบงานการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแต่ละแผนก


    มาตรา ๑๕ ให้วัดมีสิทธิจัดตั้งสถานศึกษาพระปริยัติธรรมได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกาหนด


    มาตรา ๑๖ สถานศึกษาพระปริยัติธรรมต้องมุ่งปลูกฝังให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะ จานวน ๗ ข้อ


    มาตรา ๑๗ ในสถานศึกษาพระปริยัติธรรมให้มีผู้ปฏิบัติงานสองประเภท ได้แก่ประเภทผู้ปฏิบัติงานสอน และประเภทผู้สนับสนุนการศึกษา หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการกาหนด


    มาตรา ๑๘ ให้สถานศึกษาพระปริยัติธรรมจัดให้มีการจัดทาบัญชีตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการกาหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุ ของสถานศึกษาพระปริยัติธรรม ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง


    ในการตรวจสอบภายใน ให้มีผู้ปฏิบัติงานของสถานศึกษาพระปริยัติธรรมทาหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกาหนด


    มาตรา ๑๙ ให้สถานศึกษาพระปริยัติธรรมจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ของผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาพระปริยัติธรรมตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการกาหนด


    มาตรา ๒๐ ให้สถานศึกษาพระปริยัติธรรมมีอานาจให้ประกาศนียบัตร ปริญญา และหนังสือรับรองการศึกษาหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนการสอนแก่ผู้สาเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรมได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกาหนด


    มาตรา ๒๑ กาหนดให้สามเณรซึ่งเป็นเด็กตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ และมีพื้นความรู้ไม่ต่ากว่าระดับประถมศึกษาปีที่หกหรือเทียบเท่า ซึ่งได้ศึกษาวิชาสามัญเพิ่มเติม ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกาหนด โดยคาแนะนาของมหาเถรสมาคม เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๓ แผนก ดังนี้ (๑) แผนกธรรมสนามหลวง ชั้นนักธรรมเอก เป็นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (๒) แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยค เป็นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และ(๓) แผนกสามัญศึกษา เป็นการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย


    มาตรา ๒๒ ให้ผู้เรียนที่พ้นการศึกษาภาคบังคับแล้วซึ่งได้สาเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมสนามหลวง และแผนกบาลีสนามหลวงมีวิทยฐานะ (๑) แผนกธรรมสนามหลวง ชั้นนักธรรมเอก มีวิทยฐานะระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (๒) แผนกบาลีสนามหลวง ชั้นเปรียญธรรม ๓ ประโยค มีวิทยฐานะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย


    มาตรา ๒๓ ให้ผู้สาเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีสนามหลวง ที่ได้ทาการศึกษาเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกาหนด ให้มีวิทยฐานะระดับใด ๆ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ การอุดมศึกษาและมหาเถรสมาคม


    มาตรา ๒๔ สถานศึกษาพระปริยัติธรรมอาจกาหนดให้มีเครื่องหมายวิทยฐานะของผู้สาเร็จการศึกษาก็ได้ การกาหนดลักษณะ ชนิด ประเภท ส่วนประกอบของเครื่องหมายวิทยฐานะ และการใช้เครื่องหมายวิทยฐานะให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกาหนด


    มาตรา ๒๕ สถานศึกษาพระปริยัติธรรมอาจกาหนดให้มีตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถานศึกษาพระปริยัติธรรมได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา


    มาตรา ๒๖ กาหนดบทลงโทษผู้ใช้เครื่องหมายวิทยฐานะตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถานศึกษาพระปริยัติธรรมโดยไม่มีสิทธิจะใช้ โดยต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน ห้าหมื่นบาทหรือทั้งจาทั้งปรับ


    มาตรา ๒๗ ให้สานักเรียน สานักศาสนศึกษา และโรงเรียนที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง ตามประกาศมหาเถรสมาคม ว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๓ หรือประกาศมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและแผนกบาลี พ.ศ. ๒๕๕๕ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมตามพระราชบัญญัตินี้


    มาตรา ๒๘ ในระหว่างที่ยังมิได้ออกกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คาสั่ง มติ และประกาศ เพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นากฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คาสั่ง มติ และประกาศมหาเถรสมาคมและที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมมาใช้บังคับโดยอนุโลม ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ


    มาตรา ๒๙ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้


    ------------------------------- 

    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail
         

     


7 ความคิดเห็น

  • ลิงค์ความคิดเห็น ไพฑูรย์ วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย ไพฑูรย์

    เห็นด้วยกับร่างพรบ.นี้ เพราะเป็นการต่ออายุให้แก่พระพุทธศาสนา ถ้ามีเด็กเข้ามาศึกษาเยอะและการเรียนการศึกษาที่ได้มาตรฐานทำให้เด็กทั้งได้ใกล้กับพระพุทธศาสนาและได้ความรู้ของโลกปจจุบันด้วย

  • ลิงค์ความคิดเห็น สุรศักดิ์ วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย สุรศักดิ์

    เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรมถือว่าเป็นการช่วย เด็กผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับการศึกษา เด็กที่บวชเรียนจะได้รับการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมไปพร้อมกัน เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะเป็นผู้ที่มีคุณธรรมเป็นพลเมืองที่ดีของชาติต่อไป เป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่งด้วยครับ

  • ลิงค์ความคิดเห็น สุรศักดิ์ วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย สุรศักดิ์

    เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรมถือว่าเป็นการช่วย เด็กผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับการศึกษา เด็กที่บวชเรียนจะได้รับการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมไปพร้อมกัน เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะเป็นผู้ที่มีคุณธรรมเป็นพลเมืองที่ดีของชาติต่อไป เป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่งด้วยครับ

  • ลิงค์ความคิดเห็น ณฐพัฒน์ เขมคงคานนท์ วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย ณฐพัฒน์ เขมคงคานนท์

    เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมี พรบ.โรงเรียนพระปริยัติธรรม เพราะการบริหาร ที่ไม่มี พรบ.ทำให้เกิดการทุจริต คอรัปชั่นได้ง่าย แต่ไม่เห็นด้วยที่ รวม 3 แผนก เข้าด้วยกัน นักธรรมบาลีไม่มีหลักสูตร หน่วยกิต ปกติก็มีแม่กองบาลีนักธรรมอยู่แล้ว แต่ถ้าจะส่งเสริมพระพุทธศาสนาจริงๆๆก็น่าจะแยก แผนกใครมัน ทำเป็น 3 เล่ม ไม่ใช่การชุบมือเปิบแบบนี้ เพิ่มภาระให้โรงเรียนพระปริยัติ ไม่ใช่ว่าโรงเรียนพระปริยัติไม่มีการเรียนการสอนนักธรรมบาลี แต่ถึงยังไงก็ขอให้มีก่อน เพราะจะได้ยกระดับคุณภาพ โรงเรียน ให้ดีขึ้นกว่าสภาพปัจจุบัน

  • ลิงค์ความคิดเห็น นายจรูญ การะเกษ วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย นายจรูญ การะเกษ

    เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพื่อให้มีการพัฒนาศาสนทายาทที่มั่งคง ยั่งยื่น ทั้งผู้ที่บวชเข้ามาเรียนและบุคลากรที่เสียสละเพื่อลูกเณรต้องเป็นที่ยอมรับในสังคมที่เท่าเทียมกัน สร้างความมั่งคงในอาชีพ มีสวัสดิการรองรับตามความเหมาะสม สร้างแรงจูงใจให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคนดี คนเก่ง ดำรงตนอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ควรบูรณาการทั้งสามแผนก บาลี นักธรรม และสามัญไปด้วยกัน สร้างความเป็นเอกภาพให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมโลกให้เท่าทันกับยุคไทยแลนด์4.0

  • ลิงค์ความคิดเห็น นายณัฐพล  สุทธนะ วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย นายณัฐพล สุทธนะ

    เห็นด้วย

  • ลิงค์ความคิดเห็น ปุณณวิช  สิมมะลี วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย ปุณณวิช สิมมะลี

    พรบ.ฉบับนี้จะเป็นรากฐานของการพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้ง 3 แผนก อย่างมั่นคงและยั่งยืน