Facebook


ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 3517 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ร่าง

พระราชบัญญัติ

คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ

พ.ศ. ....

____________________

…………………………………

…………………………………

………………………………….

              …….……………………………………………………………………………………………………………………………………….

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ

………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………………………………….

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... ”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในกรณีที่มีกฎหมายใดกำหนดเกี่ยวกับนโยบายด้านระบบสุขภาพ เรื่องใดไว้โดยเฉพาะ ก็ให้ดำเนินการไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น เว้นแต่นโยบายด้านระบบสุขภาพใด ขัดหรือแย้งกับนโยบายด้านระบบสุขภาพตามพระราชบัญญัตินี้ก็ให้เป็นไปตามที่กำหนด ในพระราชบัญญัตินี้

 

 

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้

“สุขภาพ” หมายความว่า ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล

“ระบบสุขภาพ” หมายความว่า ระบบความสัมพันธ์ทั้งมวลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ 

 

 “หน่วยงานด้านสุขภาพ” หมายความว่า หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน องค์การในกำกับของรัฐ องค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพ ภาคเอกชน ภาคประชาชน หน่วยงานหรือองค์กรอื่นใดที่มีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

มาตรา ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๖ ให้มีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ จำนวนสี่สิบห้าคน ประกอบด้วย

(๑) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ

(๒) รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ คนที่หนึ่ง

(๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธานกรรมการ คนที่สอง

(๔) กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานของรัฐ จำนวนสิบสองคน ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบดีกรมการแพทย์

(๕) กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานที่มีกฎหมายจัดตั้งเฉพาะด้านสุขภาพ จำนวนหกคน ได้แก่ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล

(๖) กรรมการจากสภาวิชาชีพ จำนวนเก้าคน ได้แก่ ผู้แทนแพทยสภา ผู้แทนทันตแพทยสภา ผู้แทนสภาเภสัชกรรม ผู้แทนสภาการพยาบาล ผู้แทนสภาเทคนิคการแพทย์ ผู้แทนสภากายภาพบำบัด ผู้แทนสภาแพทย์แผนไทย และผู้แทนสภาการสาธารณสุขชุมชน สภาวิชาชีพละหนึ่งคน และผู้แทนจากคณะกรรมการประกอบโรคศิลปะสาขาต่างๆจำนวนหนึ่งคน

(๗) กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนห้าคน ได้แก่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และกรรมการจากผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษหนึ่งคน ผู้แทนเทศบาลหนึ่งคน ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนึ่งคนและผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลหนึ่งคน โดยให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบลคัดเลือกกันเอง

(๘) กรรมการผู้แทนภาคประชาสังคมและเอกชน จำนวนห้าคน ได้แก่ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมหนึ่งคน ผู้แทนสภาหอการค้าหนึ่งคน ผู้แทนภาคประชาสังคมสามคน โดยให้คัดเลือกกันเอง

(๙) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนสี่คน จากบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ด้านระบบสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านชุมชน ด้านละหนึ่งคน

ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ปลัดกระทรวง สาธารณสุขแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการได้ไม่เกินสองคน

 

หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการตาม (๗) (๘) และ (๙) ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

มาตรา ๗ กรรมการตามมาตรา ๖ (๗) (๘) และ (๙) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์

(๓) ไม่เป็นผู้มีความผิดปกติทางจิตอันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่

(๔) ไม่ติดยาเสพติดให้โทษ

(๕) ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยถึงไล่ออก ปลดออกจากหน่วยงานของรัฐ

(๖) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับ ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

มาตรา ๘ กรรมการตามมาตรา ๖ (๗) (๘) และ (๙) มีวาระการดำรงตำแหน่ง  คราวละสี่ปี และอาจได้รับเลือกหรือแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

เมื่อครบกำหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ 

 

ทั้งนี้ไม่ว่ากรรมการตามมาตรา (๖) จะพ้นจากวาระโดยประการใดก็ตาม ให้กรรมการที่เหลืออยู่ถือเป็นองค์ประชุม สามารถดำเนินการต่อไปได้

มาตรา ๙ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการตามมาตรา ๖ (๗) (๘) และ (๙)  พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ถูกจำคุก

(๔) คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ

(๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗

มาตรา ๑๐ ในกรณีที่กรรมการตามมาตรา ๖ (๗) (๘) และ (๙) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการแทน และให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน  อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระของกรรมการนั้นเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้โดยให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่

มาตรา ๑๑ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดทิศทางและนโยบายหลักด้านสุขภาพของประเทศและประชาชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีทุกสี่ปี ซึ่งอาจทบทวนแก้ไขนโยบายดังกล่าวได้ทุกปีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

(๒) พิจารณากลั่นกรองนโยบายเฉพาะที่สำคัญตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี อาทิเช่น นโยบายด้านระบบบริการสุขภาพ นโยบายกำลังคนด้านสุขภาพ นโยบายด้านระบบข้อมูลสุขภาพ นโยบายด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ นโยบายด้านการเงินการคลังสุขภาพ ระเบียบข้อกฎหมายที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ และพันธะสัญญาระหว่างประเทศ เป็นต้น 

(๓) เชื่อมโยง บูรณาการการดำเนินงานด้านสุขภาพ รวมทั้งงบประมาณ กฎหมายและกฎระเบียบ ในประเด็นที่กำหนดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพ

(๔) ดำเนินการเพื่อให้หน่วยงานด้านสุขภาพ สามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

(๕) กำกับ ติดตาม ประเมินประสิทธิผลและประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านสุขภาพ ในการดำเนินงานตามนโยบายหลักและสำคัญด้านสุขภาพให้เป็นไปตาม (๑) รวมทั้งเสนอแนะมาตรการแก้ไขปัญหา และอุปสรรคของหน่วยงานด้านสุขภาพ ในการปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวนั้นต่อคณะรัฐมนตรี

(๖) เชิญข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น หรือให้จัดส่งเอกสารหรือข้อมูล เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

(๗) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณากำหนดมาตรการทางการเงินหรือการคลังที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสุขภาพให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง

(๘) พิจารณาให้ความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับระบบสุขภาพของประเทศ

(๙) ออกข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้

(๑๐) แต่งตั้งที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อพิจารณาศึกษา เสนอแนะ หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้

(๑๑) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

 

ในการปฏิบัติหน้าที่ตาม (๙) คณะกรรมการอาจมอบให้หน่วยงานด้านสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน หรือบุคคลอื่นใดเป็นผู้ปฏิบัติให้ข้อมูล หรือเตรียมข้อเสนอมายังคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปก็ได้

มาตรา  ๑๒ การประชุม ตามมาตรา ๖ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

 

ในการประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการ ไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่ง เป็นการชี้ขาด

 

มาตรา ๑๓ การประชุมคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ให้นำมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

มาตรา ๑๔ ให้มีคณะอนุกรรมการกลั่นกรองประเด็นที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ จำนวนเก้าคน ประกอบด้วย

(๑) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานอนุกรรมการ

 

(๒) ผู้แทนหน่วยงานของรัฐ จำนวนสองคน ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และกระทรวงสาธารณสุข โดยให้คัดเลือกกันเอง

 

(๓) ผู้แทนของกรรมการตามมาตรา ๖ (๕) (๖) (๗) (๘) และ (๙) ด้านละหนึ่งคน โดยให้คัดเลือกกันเอง

 

ให้ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นอนุกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง และให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการ ได้ไม่เกินสองคน

 

มาตรา  ๑๕ คณะอนุกรรมการตามมาตรา ๑๔ มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

 

(๑) กลั่นกรองประเด็นตามที่คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติประกาศกำหนด

 

(๒) รับเรื่องหรือประเด็นจากหน่วยงานด้านสุขภาพเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ 

(๓) จัดทำร่างข้อเสนอนโยบาย ทิศทางด้านสุขภาพ เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติพิจารณา

 

(๔) เชิญข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น หรือให้จัดส่งเอกสารหรือข้อมูล เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

 

(๕) แต่งตั้งคณะทำงานตามความจำเป็นและเหมาะสม

 

 

(๖) ดำเนินการเรื่องอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ มอบหมาย

 

มาตรา ๑๖ ให้ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ ที่ปรึกษา อนุกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญ และคณะทำงาน ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

 

มาตรา ๑๗ ให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ และมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

 

(๑) รับผิดชอบงานธุรการ งานประชุม การศึกษาข้อมูลและกิจการต่าง ๆที่เกี่ยวกับงานของคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้

 

(๒) ประสานงานกับหน่วยงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล และหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ และดำเนินการเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันในระดับนโยบายยุทธศาสตร์และแผนงานด้านสุขภาพ

 

(๓) สำรวจ ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งสถานการณ์ด้านสุขภาพ เพื่อจัดทำรายงานหรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

(๔) รวบรวมและจัดเตรียมข้อมูล ศึกษาวิเคราะห์ และริเริ่มกิจกรรมหรือโครงการใดๆเพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของคณะกรรมการ

 

(๕) ช่วยเหลือและให้คำแนะนำหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดให้มีระบบสุขภาพ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามที่ได้รับการร้องขอ

 

(๖) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อเชื่อมโยงระบบข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการ ด้านระบบสุขภาพของประเทศ

 

(๗) ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

 

มาตรา ๑๘ ให้สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ขอรับการจัดสรรงบประมาณผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตามความเหมาะสมและจำเป็นเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๑๙ หน่วยงานด้านสุขภาพใด ไม่ปฏิบัติตามมติและข้อสั่งการของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ให้คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ รายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

 

มาตรา ๒๐ ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการตามมาตรา ๖ (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) และให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรรมการและเลขานุการ ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนจากสภาวิชาชีพตามมาตรา ๖ (๖) กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๖ (๗) กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนจากภาคประชาสังคมและเอกชนตามมาตรา ๖ (๘) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๙) ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 

 

……………………… 

 

นายกรัฐมนตรี

 

 

ไอเท็มน่าสนใจ
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

            ปัจจุบันกรอบแนวคิดระบบสุขภาพ ได้ขยายขอบเขตกว้างมากกว่าการดูแลทางการแพทย์ และสาธารณสุขครอบคลุมการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค มีมุมมองในมิติสังคม วัฒนาธรรม วิถีการ ดำเนินชีวิต ความเชื่อ สิ่งแวดล้อม ดุลยภาพเชิงสังคม (Key components of a well functioning health system, Who May 2010) ปรากฏการณ์ที่เกิดสะท้อนถึงความหมายของสุขภาพที่มีบริบทกว้างขึ้น แนวโน้มปัญหาสุขภาพมีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบาดวิทยา โรคติดต่ออุบัติใหม่เพิ่มขึ้น โรคไม่ติดต่อกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ รวมถึงภัยสุขภาพจากการประกอบอาชีพ และสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้  สิ่งที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ผลที่เกิดขึ้น คือ แนวโน้มสัดส่วนของประชากรที่มีอายุมากและต้องการการดูแลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประชากรที่เป็นวัยแรงงานและแข็งแรงจะค่อยๆ ลดลง นำไปสู่ความเสี่ยงทางด้านงบประมาณในการจัดการดูแล รวมทั้งการเกิดภาระทางการเงิน การคลังทางด้านสุขภาพ เกิดการขยายตัวของงบประมาณ มีความต้องการและแนวโน้มค่าใช้จ่ายทางสุขภาพมากขึ้น แม้ว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาสุขภาพและเพิ่มงบประมาณอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เพียงพอ อัตราการขยายตัวของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (Health Expenditure) ของประเทศสูงกว่าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่คุกคามต่อความยั่งยืนทางด้านการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว การที่มีหน่วยงานด้านสุขภาพในระบบสุขภาพหลากหลาย จากเดิมที่มีกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข มีหน่วยงานเกิดใหม่ตามกฎหมาย อาทิเช่น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาลแห่งชาติ(สรพ.) ทำให้เกิดการขาดเอกภาพในการดำเนินการตั้งแต่ระดับนโยบาย ตลอดจนการนำไปปฏิบัติ ในพื้นที่ต่างๆ ขาดความเชื่อมโยงและบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด เกิดความซ้ำซ้อน ทำให้ประชาชนขาดโอกาสการเข้าถึงระบบการบริการที่ดี



    ปัญหาการอภิบาลในระบบสุขภาพไทย


    ๑. กลไกในระบบสุขภาพขาดเอกภาพ การดำเนินงานซ้ำซ้อน ไม่มีการบูรณาการ 


    การพัฒนาระบบสุขภาพ ไม่ได้เป็นบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขแต่เพียงลำพัง ยังมีกระทรวงอื่นๆทั้งที่มีบทบาทโดยตรงเช่น โรงเรียนแพทย์สังกัดกระทรวงศึกษา และส่วนที่เกี่ยวข้องกันเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น และมีหน่วยงานด้านสุขภาพเกิดขึ้นใหม่ตามกฎหมายอาทิ สวรส.(2537) สสส.(2544) สปสช.(2545) สช.(2550) สพฉ.(2551) สรพ.(2552) แต่ประเทศกลับขาดกลไกระดับชาติในการสร้างเอกภาพในการกำหนดทิศทางนโยบาย ยุทธศาสตร์และมาตรการที่ไม่ทับซ้อนหรือไปคนละทางอย่างในปัจจุบัน หลายๆเรื่องคนคิดไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้คิด


    ๒.กลไกที่ไม่มีประสิทธิผล


                     การดำเนินการหลายเรื่องที่อาศัยกลไกแนวราบแบบเครือข่ายเพียงอย่างเดียว เช่น สมัชชาสุขภาพ หรือกลไกที่เกิดโดยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช) ซึ่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 25 กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ให้มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล (Consultative board) ในด้านนโยบายและยุทธศาสตร์สุขภาพ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการสั่งการให้เกิดผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ


    ๓. ความแตกแยกในแนวคิดขององค์กรด้านสุขภาพ


                     เมื่อขาดเอกภาพในการดำเนินการและขาดกลไกกลางในการเชื่อมร้อยระหว่างองค์กร ทำให้เกิดการแตกแยกในแนวคิดและการกระทำที่นำมาสนับสนุนความคิดของตน ทั้งที่หลายๆกรณีที่เกิดขึ้นมีเป้าหมายสุดท้ายไม่แตกต่างกัน


     



    •  สมควรให้มีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติ และ ตรวจสอบ กำกับ ดูแล หน่วยงานด้านสุขภาพต่าง ๆ ที่มีการดำเนินการในระบบสุขภาพ เพื่อให้ระบบสุขภาพของประเทศมีความเป็นเอกภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ มีประสิทธิภาพ เสมอภาค คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

  • พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... ”


    ให้มีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ จำนวนสี่สิบห้าคน ประกอบด้วย


    (๑) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ


    (๒) รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ คนที่หนึ่ง


    (๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธานกรรมการ คนที่สอง


     


    (๔) กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานของรัฐ จำนวนสิบสองคน ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบดีกรมการแพทย์


     


    (๕) กรรมการโดยตำแหน่งจากหน่วยงานที่มีกฎหมายจัดตั้งเฉพาะด้านสุขภาพ จำนวนหกคน ได้แก่ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล


     


    (๖) กรรมการจากสภาวิชาชีพ จำนวนเก้าคน ได้แก่ ผู้แทนแพทยสภา ผู้แทนทันตแพทยสภา ผู้แทนสภาเภสัชกรรม ผู้แทนสภาการพยาบาล ผู้แทนสภาเทคนิคการแพทย์ ผู้แทนสภากายภาพบำบัด ผู้แทนสภาแพทย์แผนไทย และผู้แทนสภาการสาธารณสุขชุมชน สภาวิชาชีพละหนึ่งคน และผู้แทนจากคณะกรรมการประกอบโรคศิลปะสาขาต่างๆจำนวนหนึ่งคน


     


    (๗) กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนห้าคน ได้แก่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และกรรมการจากผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษหนึ่งคน ผู้แทนเทศบาลหนึ่งคน ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนึ่งคนและผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลหนึ่งคน โดยให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบลคัดเลือกกันเอง


     


    (๘) กรรมการผู้แทนภาคประชาสังคมและเอกชน จำนวนห้าคน ได้แก่ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมหนึ่งคน ผู้แทนสภาหอการค้าหนึ่งคน ผู้แทนภาคประชาสังคมสามคน โดยให้คัดเลือกกันเอง


    (๙) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนสี่คน จากบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ด้านระบบสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านชุมชน ด้านละหนึ่งคน


    ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ปลัดกระทรวง สาธารณสุขแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการได้ไม่เกินสองคน หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการตาม (๗), (๘) และ (๙) ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด


    คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้


    (๑) กำหนดทิศทางและนโยบายหลักด้านสุขภาพของประเทศและประชาชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีทุกสี่ปี ซึ่งอาจทบทวนแก้ไขนโยบายดังกล่าวได้ทุกปีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี


    (๒) พิจารณากลั่นกรองนโยบายเฉพาะที่สำคัญตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี อาทิเช่น นโยบายด้านระบบบริการสุขภาพ นโยบายกำลังคนด้านสุขภาพ นโยบายด้านระบบข้อมูลสุขภาพ นโยบายด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ นโยบายด้านการเงินการคลังสุขภาพ ระเบียบข้อกฎหมายที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ และพันธะสัญญาระหว่างประเทศ เป็นต้น


    (๓) เชื่อมโยง บูรณาการการดำเนินงานด้านสุขภาพ รวมทั้งงบประมาณ กฎหมายและกฎระเบียบ ในประเด็นที่กำหนดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพ


    (๔) ดำเนินการเพื่อให้หน่วยงานด้านสุขภาพ สามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม


    (๕) กำกับ ติดตาม ประเมินประสิทธิผลและประสิทธิภาพของหน่วยงานด้านสุขภาพ ในการดำเนินงานตามนโยบายหลักและสำคัญด้านสุขภาพให้เป็นไปตาม (๑) รวมทั้งเสนอแนะมาตรการแก้ไขปัญหา และอุปสรรคของหน่วยงานด้านสุขภาพ ในการปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวนั้นต่อคณะรัฐมนตรี


     


    (๖) เชิญข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น หรือให้จัดส่งเอกสารหรือข้อมูล เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้


     


    (๗) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณากำหนดมาตรการทางการเงินหรือการคลังที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสุขภาพให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง


     


    (๘) พิจารณาให้ความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับระบบสุขภาพของประเทศ


     


    (๙) ออกข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้


    (๑๐) แต่งตั้งที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อพิจารณาศึกษา เสนอแนะ หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้


     


    (๑๑) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

    • เห็นด้วยหรือไม่กับการมีคณะกรรมการฯตามร่างพระราชบัญญัตินี้
    •  

         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail