Facebook


สรุปผลการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 153 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ประกาศเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ....  เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ เรื่องแนวทางการจัดทำและเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติ มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ บัดนี้ได้ครบกำหนดการเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว ขอเรียนสรุป ดังนี้

  (๑)   วิธีการในการรับฟังความคิดเห็น

          สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. .... โดยมีวิธีการรับฟังความคิดเห็น ดังนี้

          ๑) ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯ http://www.sme.go.th  และเว็บไซต์http://www.lawamendment.go.thตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ถึงวันที่  ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ และผ่านทางช่องทางโทรสาร หมายเลข ๐ ๒๒๙๘ ๓๒๕๘  รวมทั้งทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย นอกจากนั้น ยังได้ขอความอนุเคราะห์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเผยแพร่การรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับเว็บไซต์ของ สสว. ด้วย ดังนี้  สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย  สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (เว็บไซต์ศูนย์บริการประชาชน) และกระทรวงการคลัง

          ๒)  จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น และจัดทำแบบสอบถามจากทุกภาคส่วน ดังนี้ หน่วยงานภาครัฐ/นักวิชาการ , ภาคประชาสังคม/องค์กรเอกชน , ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและผู้ประกอบการต่างๆ รวมทั้งประชาชนทั่วไป ในเวที “การรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ...” วันพุธที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

  (๒)   จำนวนครั้งและระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นในแต่ละครั้ง

          ๑) ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯ http://www.sme.go.th  และเว็บไซต์http://www.lawamendment.go.thจำนวน ๑ ครั้ง  ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ถึงวันที่  ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐

          ๒) จัดประชุมรับฟังความเห็น และจัดทำแบบสอบถามจากทุกภาคส่วน จำนวน ๑ ครั้ง วันพุธที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

  (๓)   พื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมายในการรับฟังความคิดเห็น

          หน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวมทั้งประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น

  (๔)   ประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็น

          ๑)  บทนิยาม  (มาตรา 1 - 5)

           ๒)  หมวด 1 วิสาหกิจเพื่อสังคม  (มาตรา 6 - 9)

           ๓)  หมวด 2 คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ  (มาตรา 10 - 17)

           ๔)  หมวด 3 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ (มาตรา 18 - 28)

           ๕)  หมวด 4 การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม  (มาตรา 29 - 36)

           ๖)  หมวด 5 บทกำหนดโทษ  (มาตรา 37)

           ๗)  บทเฉพาะกาล (มาตรา 38 - 42)

   (๕)   ข้อคัดค้านหรือความเห็นของหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น

          ไม่มีข้อคัดค้านของหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง แต่มีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังนี้

          ๑) ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯhttp://www.sme.go.th  และเว็บไซต์http://www.lawamendment.go.thจำนวน ๑ ครั้ง  ตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ถึงวันที่  ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ โดยมีผู้เข้าชมในเว็บไซต์ http://www.sme.go.thจำนวน ๓๗ ราย และมีผู้แสดงความเห็น ๒ ราย และเว็บไซต์http://www.lawamendment.go.thมีผู้เข้าชมจำนวน ๒๓๓ ราย ไม่มี
ผู้แสดงความคิดเห็น ซึ่งสรุปได้ดังนี้

             (๑) สาระสำคัญของการออกกฎหมายฉบับนี้ ควรเป็นการส่งเสริมให้วิสาหกิจเพื่อสังคม (State Enterprise : SE) เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและต่อยอดได้

             (๒) การส่งเสริมจูงใจด้วยเงินทุนไม่เป็นแนวทางการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

             (๓) กฎหมายไม่ควรเพิ่มภาระให้แก่หน่วยงานและผู้ปฏิบัติ เช่น หากปัจจุบันมีหน่วยงานที่สามารถดำเนินการรับรองกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมอยู่แล้ว (เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี) ก็อาจมอบหมายให้หน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบได้

            (๔) นอกจากการออกกฎหมายแล้ว การส่งเสริมเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างอาจทำได้โดยให้กรมบัญชีกลางกำหนดหลักเกณฑ์ให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคมได้

            (๕) บทนิยาม คำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ควรแก้ไข จาก “ให้นำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบไปลงทุนในกิจการของตนเอง” เป็น “ให้นำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสิบไปลงทุนในกิจการของตนเอง”

            (๖) หมวด ๒ ควรแก้ไขดังนี้

                - มาตรา ๑๐ (๒) แก้ไขจำนวนกรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ จาก ๑๒ คน เป็น ๑๓ คน และควรมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงอุดมศึกษา ร่วมเป็นกรรมการด้วย

                 - มาตรา ๑๒(๒) แก้ไขคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จาก
“ไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์” เป็น “ไม่เกินแปดสิบปีบริบูรณ์”

                 - มาตรา ๑๓ แก้ไขวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จาก “คราวละสามปี” เป็น “คราวละสี่ปี”

             (๗) หมวด ๓ แก้ไขมาตรา ๒๒ (๓) คุณสมบัติของผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ จาก “อายุไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับแต่งตั้ง” เป็น “อายุไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับแต่งตั้ง”

         ๒) จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น และจัดทำแบบสอบถาม จากทุกภาคส่วน จำนวน ๑ ครั้ง วันพุธที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมให้ความคิดเห็นจำนวน ๑๘๐ ราย และตอบแบบสอบถามจำนวน ๕๓ ราย และมีความเห็นเพิ่มเติม โดยหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย

               - หน่วยงานภาครัฐและนักวิชาการ

              - ภาคประชาสังคมและองค์กรเอกชน

              -SME/ผู้ประกอบการ

              ทั้งนี้ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ ๑

         ๓) หน่วยงานเสนอความเห็นเพิ่มเติมโดยจัดทำเป็นหนังสือมายัง สสว. 
มีความเห็นดังนี้

               ๓.๑) ภาคเอกชน มีข้อคิดเห็นในการผลักดันกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ โดยใช้วิธีการบริหารจัดการธุรกิจแบบวิสาหกิจเพื่อสังคมที่มีประสิทธิภาพ ไปสู่การแก้ปัญหาภายในองค์กร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

              ๓.๒) คณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย มีความเห็นดังนี้

                    (๑) ประเด็นคำนิยาม“วิสาหกิจเพื่อสังคม” มาตรา ๔

                         - การใช้นิยามอย่างเดียวกับที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งมุ่งกำกับและตรวจสอบการดำเนินการวิสาหกิจให้มีความเหมาะสมเพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นสำคัญ อาจขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติที่มุ่งให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีการดำเนินการที่มีความหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะการประกอบกิจการขายสินค้าหรือการให้บริการในท้องถิ่นหรือชุมชนที่วิสาหกิจเพื่อสังคมตั้งอยู่ เนื่องจากวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นวิสาหกิจในระดับกว้าง มิได้ถูกจำกัดขอบเขตในเชิงพื้นที่ โดยเห็นควรใช้นิยามตามร่างฉบับสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือ หากในท้องถิ่นหรือชุมชนใดมีการดำเนินการวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ “เป็นการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก มิใช่การสร้างกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าของเป็นสำคัญ” ก็ถือว่าอยู่ในความหมายของคำว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม แล้ว 

                         - ควรกำหนดให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีสถานะเป็นนิติบุคคลอีกประเภทหนึ่ง มิใช่หมายเฉพาะแต่เพียงบริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

                   (๒) ประเด็นกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม 

                        - ไม่เห็นด้วยในการตัดหมวดที่เกี่ยวกับกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เพราะการจัดตั้งกองทุนฯ มีความสำคัญต่องานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม และมีนัยยะสำคัญต่อกระบวนการปฏิรูปประเทศในภาพรวม ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรสาธารณะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ไม่ก่อภาระต่องบประมาณภาครัฐตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกของการดำเนินกิจการและในระหว่างดำเนินการ โดยใช้ผลการดำเนินการเป็นฐานของการใช้งบประมาณ (PERFORMANCE – BASED) ดังนั้น กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งมีรูปแบบการบริหารแบบกองทุนหมุนเวียนที่จะมีรายได้หลักกลับเข้ามาจากผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคม จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะทำให้องค์กรส่งเสริมที่จะเกิดขึ้น และแผนการขับเคลื่อน สามารถตอบสนองและยึดโยงไปกับความต้องการที่แท้จริงของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ต้องการได้รับการส่งเสริมมากกว่าการตอบสนองไปยังผู้บริหารภาครัฐหรือสำนักงบประมาณ

                             

                   (๓) ประเด็นการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

                        - ไม่เห็นด้วยในการตัดมาตรา ๔๐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติเรื่องของการให้สิทธิประโยชน์ออก เนื่องจากวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยลดภาระของภาครัฐในการจัดทำบริการสาธารณะ และยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรสาธารณะประโยชน์ รัฐจึงต้องมีมาตรการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นพิเศษ จึงเห็นควรกำหนดให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีของวิสาหกิจเพื่อสังคม และมาตรการส่งเสริมการลงทุนโดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่ลงทุนในหุ้นของวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง และกำหนดมาตรการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในการพิจารณาสอบราคาหรือประกวดราคา เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐

              ๓.๓) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีความเห็นดังนี้

                    (๑) ประเด็นคำนิยาม“วิสาหกิจเพื่อสังคม” มาตรา ๔

                           -  ตามหลักการวิสาหกิจเพื่อสังคมไม่จำกัดเพียงการประกอบกิจการขายสินค้าหรือการให้บริการที่โดยมุ่งส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่น หรือชุมชนที่วิสาหกิจเพื่อสังคมตั้งอยู่ แต่แท้ที่จริงแล้ววิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นวิสาหกิจในระดับที่กว้าง มิได้มีขอบเขตจำกัดในเชิงพื้นที่ แต่พื้นที่ชุมชนใดจะทำวิสาหกิจเพื่อสังคมก็ถือว่าอยู่ในกรอบของวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยเห็นควรใช้นิยามตามร่างฉบับสภาขับเคลื่อนฯ เป็นผู้เสนอ คือ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” หมายความว่า นิติบุคคลซึ่งดำเนินกิจการเกี่ยวกับผลิตสินค้า การให้บริการ หรือการอื่นๆ โดยมีเป้าหมายอย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก มิใช่การสร้างกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าของเป็นสำคัญ...

                    (๒) ประเด็นสิทธิประโยชน์ตามมาตรา ๔๐

                          - เห็นว่าการมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ หลักสำคัญคือ เพื่อให้มีสถานะทางกฎหมาย เป็นนิติบุคคลอีกประเภทหนึ่งเฉพาะต่างหาก ซึ่งมิใช่บริษัทจำกัด และมิใช่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งทำให้อย่างน้อยต้องมีกลไกทางด้านเงินทุน มาตรการทางภาษี มาตรการจัดซื้อจัดจ้าง สนับสนุน โดยขอปรับปรุงข้อความดังนี้

                          “มาตรา ๔๐ ให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจเพื่อสังคม ดังต่อไปนี้

                            (๑) ให้ สวส. มีมาตรการสนับสนุนด้านเงินทุนในการประกอบกิจการในระยะเริ่มแรก ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ สวส. กำหนด

                            (๒) ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจสนับสนุนการให้สินเชื่อวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นกรณีพิเศษ ตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยสถาบันการเงินนั้น

                            (๓) ให้มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี ดังต่อไปนี้

                                 (ก) สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่วิสาหกิจเพื่อสังคม

                                 (ข) สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่ลงทุนโดยตรงในวิสาหกิจเพื่อสังคม

                                 (ค) สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่ลงทุนในกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคม

                                 (ง) สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้จัดซื้อจัดจ้าง สินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคม

                                      การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวข้างต้น ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร

                             (๔) ส่งเสริมให้ภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ”

              ๓.๔) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีความเห็นดังนี้

                     (๑) ร่างพระราชบัญญัติ มุ่งหมายส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้มีการขึ้นทะเบียนตามร่างดังกล่าว ดังนั้น ควรลดมาตรการควบคุมลง เช่น การตรวจสอบด้านการเงิน ด้านบัญชี งบประมาณ ซึ่งมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่กำกับดูแลนิติบุคคลนั้นๆ

                     (๒) กำหนดมาตรการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมไว้ค่อนข้างกว้างและไม่มีความชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการขาดแรงจูงใจในการขึ้นทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใต้ร่างพระราชบัญญัตินี้

                       (๓) คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ หรือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ ไม่ควรมีอำนาจในการลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคม เนื่องจากคณะกรรมการฯ และสำนักงานฯ ต่างมีอำนาจในการส่งเสริมและกำกับดูแลในเวลาเดียวกัน

                     (๔) การกำหนดให้วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้ขึ้นทะเบียนตามร่างพระราชบัญญัตินี้เท่านั้นที่จะได้รับการส่งเสริมตามร่างพระราชบัญญัตินี้ อาจส่งผลเสียหายในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในระยะยาว เนื่องจากนิติบุคคลทั่วไปที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมเช่นเดียวกันเป็นครั้งคราว แต่ได้รับสิทธิประโยชน์หรือการส่งเสริมที่แตกต่างกัน อันก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม

                      (๕) การบัญญัติให้สิทธิประโยชน์แก่นิติบุคคลที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกันแต่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน กล่าวคือ วัตถุประสงค์เพื่อสังคม หรือวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็จะส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม จึงควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกที่จะใช้สินค้าหรือบริการของวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือของนิติบุคคลทั่วไปเอง

   (๖)คำชี้แจงเหตุผลรายประเด็น

         ๑)  บทนิยาม  

               เป็นการกำหนดนิยามของ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ให้สอดคล้องกับนิยามตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙ ของกรมสรรพากร ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่วิสาหกิจเพื่อสังคม  

         ๒)  หมวด 1 วิสาหกิจเพื่อสังคม  

              การให้มีระบบทะเบียนเพื่อรองรับและส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยวิสาหกิจเพื่อสังคมใดที่จะขอรับการส่งเสริมตามร่างพระราชบัญญัติฯ ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนต่อสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ (สวส.) และ สวส. จะดำเนินการออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนที่มีคำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมนั้น ซึ่งทำให้มีฐานข้อมูลของวิสาหกิจเพื่อสังคมด้วย

         ๓)  หมวด 2 คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ

              กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ โดยมาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทำหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ ประสานนโยบายกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน กำหนดหลักเกณฑ์และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจเพื่อสังคม รวมทั้งให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

         ๔)  หมวด 3 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ 

              ให้มีสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจมีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ในการกำหนดประเภทของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ควรได้รับการส่งเสริม ดำเนินการจดทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนแก่วิสาหกิจเพื่อสังคม รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

         ๕)  หมวด 4 การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม  

               จัดให้มีมาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างครบวงจร เช่น การให้ความรู้ การสนับสนุนในการจัดตั้ง การสนับสนุนในการประกอบกิจการ ให้ความช่วยเหลือในการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่างๆ การประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ส่งเสริมการนำผลงานวิจัยนวัตกรรมสังคมมาใช้ประโยชน์  นอกจากนั้นในกรณีที่วิสาหกิจเพื่อสังคมประสงค์จะรวมตัวจัดตั้งเป็นสภาวิสาหกิจเพื่อสังคม ให้คณะกรรมการฯ สนับสนุนด้วย 

         ๖)  หมวด 5 บทกำหนดโทษ 

               มีบทกำหนดโทษในกรณีการใช้คำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกอบเป็นชื่อในการดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ

         ๗)  บทเฉพาะกาล

             กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อให้ คกส. ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการฯ ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นใหม่ กำหนดให้โอนบรรดาพนักงาน ลูกจ้าง ทรัพย์สิน หนี้สิน ตลอดจนภาระผูกพันของ สกส. แก่ สวส. และกำหนดให้ผู้อำนวยการ สกส. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้จนกว่าจะมีการแต่งตั้งใหม่ รวมทั้งกำหนดให้กิจการที่ได้รับการรับรองจาก คกส. ถือว่าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ 

   (๗) การนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาจัดทำร่างกฎหมาย

         ในส่วนของข้อคิดเห็นต่างๆ ของผู้ให้ความคิดเห็นในแต่ละประเด็น เช่น การกำหนดคำนิยามของวิสาหกิจเพื่อสังคม การให้มีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม และการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นต้น  สสว. จะนำผลการรับฟังความคิดเห็นประกอบการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี

 

................................................................

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail