Facebook


ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 922 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ร่าง

พระราชบัญญัติ

ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม

พ.ศ. .... 

 

...................................

...................................

..................................

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม

ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติดังต่อไปนี้

.............................................................................................................................................................................. ................................................

มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ....

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัตินี้

“องค์กรภาคประชาสังคม” หมายความว่า  องค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตามซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของสังคมหรือส่วนรวม และไม่แสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน แต่ไม่รวมถึงนิติบุคคล องค์กรหรือคณะบุคคลที่จัดตั้งหรือดำเนินการโดยพรรคการเมือง หรือดำเนินกิจกรรมในลักษณะการแสวงหาอำนาจรัฐ หรือเอื้อประโยชนต่อพรรคการเมือง

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม

“คณะกรรมการบริหารกองทุน” หมายความว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม

“คณะกรรมการประเมินผล” หมายความว่า คณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน

“กองทุน” หมายความว่า กองทุนส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม

“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนา

องค์กรภาคประชาสังคม

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม

“ราชการส่วนท้องถิ่น” หมายความว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลกรุงเทพมหานครเมืองพัทยาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง

รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๔  ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ 

 

 

หมวด ๑

คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม

 

มาตรา ๕  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.)” ประกอบด้วย

(๑) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ

(๒)  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธานกรรมการ   คนที่หนึ่ง 

(๓) ผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากกรรมการตาม (๔) หรือ (๕) เป็นรองประธานกรรมการ คนที่สอง

(๔) ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมที่มีวัตถุประสงค์ด้านการพัฒนาและมีผลการดำเนินงานไม่น้อยกว่าห้าปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากการสรรหา จำนวนสี่คน เป็นกรรมการ

(๕)ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากการสรรหาผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการพัฒนาสังคม เศรษฐศาสตร์ การบริหารจัดการกองทุน หรือสังคมศาสตร์ ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน จำนวนสี่คน เป็นกรรมการ

(๖) ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

(๗) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

(๘) ปลัดกระทรวงการคลัง 

(๙) ปลัดกระทรวงมหาดไทย

(๑๐) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

(๑๑) อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการไม่เกินสองคน 

การสรรหากรรมการตาม (๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

 

มาตรา ๖  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์และมีอายุไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ในวันที่คณะกรรมการสรรหาประกาศสรรหา

(๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

(๔) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๕) ไม่เคยถูกไล่ออกปลดออกหรือให้ออกจากราชการหน่วยงานของรัฐ

หรือรัฐวิสาหกิจหรือจากหน่วยงานของเอกชนเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือเพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

(๖) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิด

ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๗) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมืองสมาชิกสภาท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่นกรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

มาตรา ๗  การสรรหากรรมการตามมาตรา ๕ (๔) และ(๕) ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาจำนวนเจ็ดคน โดยกรรมการสรรหาจะต้องประกอบเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์สูงด้านการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมไม่น้อยกว่าสี่คน   

ให้คณะกรรมการสรรหาทำหน้าที่สรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมที่จะเป็นกรรมการตามมาตรา ๕ (๔) และ(๕) 

การสรรหากรรมการตามมาตรา ๕ (๔) และ(๕) ให้สำนักงานประกาศเป็นการทั่วไปล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันครบกำหนดยื่นหนังสือแจ้งความประสงค์เข้ารับการสรรหา 

มาตรา ๘ ให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕(๔) และ (๕) ๘ตามหลักเกณฑ์  วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา  ๕  วรรคสาม  ในการนี้ให้คณะกรรมการสรรหามีอำนาจดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการสรรหามอบหมาย

มาตรา ๙ ในการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาคัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๕ รวมทั้งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา๖เพื่อเสนอแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) เป็นจำนวนสองเท่า  ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงสัดส่วนของหญิงและชายที่ใกล้เคียงกัน

คณะกรรมการสรรหาต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง คำนึงถึงผู้เข้ารับการสรรหาตามสัดส่วนหญิงและชาย และกรรมการสรรหาไม่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔)และ (๕) และผู้อำนวยการ

ในกรณีที่กรรมการสรรหาผู้ใดปฏิบัติงานในองค์กรหรือหน่วยงานเดียวกันกับบุคคลที่เข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔)และ (๕) ให้กรรมการสรรหาผู้นั้นแจ้งให้คณะกรรมการสรรหาทราบและไม่มีสิทธิลงคะแนนเลือกบุคคลที่เข้ารับการสรรหาดังกล่าว 

ให้คณะกรรมการสรรหาเลือกกรรมการสรรหาคนหนึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสรรหาและเลือกกรรมการสรรหาอีกคนหนึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหา

ในการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาคัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๕ รวมทั้งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖ เพื่อเสนอแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) เป็นจำนวนสองเท่า  

ให้สำนักงานทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการในการดำเนินการสรรหา

มาตรา ๑๐  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีแต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระไม่ได้

เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่งหากยังมิได้แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่  แต่ต้องไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้น

ในกรณีที่กรรมการตามวรรคหนึ่งพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้ดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้งกรรมการประเภทเดียวกันแทนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งกรรมการนั้นว่างลง และให้ผู้ได้รับคัดเลือกหรือได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน

ในกรณีที่วาระของกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่ดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นก็ได้ และในการนี้ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่

มาตรา ๑๑  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) และ(๕) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) นายกรัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ

(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖ 

(๕) ขาดประชุมกรรมการจำนวนสองครั้งติดต่อกันหรือขาดประชุมตั้งแต่สามครั้งในรอบปีงบประมาณโดยไม่มีเหตุอันสมควร

มาตรา ๑๒  เมื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ

ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้และให้ถือว่าคณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่

เว้นแต่มีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด 

ให้ดำเนินการสรรหากรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง 

มาตรา ๑๓  การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

ของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมการถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานกรรมการคนที่หนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมถ้าประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการคนที่หนึ่งไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานกรรมการคนที่สองเป็นประธานในที่ประชุมถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการทั้งสองไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

ให้มีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยทุกสามเดือนหรือไม่น้อยกว่าสี่ครั้งในแต่ละปีงบประมาณ

ในการปฏิบัติหน้าที่ กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องที่คณะกรรมการพิจารณา    ให้กรรมการผู้นั้นแจ้งให้ที่ประชุมทราบและให้ที่ประชุมพิจารณาว่ากรรมการผู้นั้นสมควรจะอยู่ในที่ประชุมและมีมติในการประชุมเรื่องนั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน      ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

ให้เปิดเผยข้อมูลการประชุมคณะกรรมการต่อสาธารณชนเว้นแต่เป็นกรณีที่อาจส่งผลเสียต่อการดำเนินงานของกองทุนหรือสำนักงาน

มาตรา ๑๔  คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 

(๑) จัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงานการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบเพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ

(๑/๑) เสนอความเห็น และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมต่อคณะรัฐมนตรี ส่วนราชการ หน่วยงาน และองค์กรภาคประชาสังคม 

(๒) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีจิตสาธารณะ การพัฒนาศักยภาพและความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาสังคมตามบทบัญญัติในหมวด ๔ เพื่อดำเนินกิจกรรมหรือโครงการที่มีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือความเป็นหุ้นส่วนขององค์กรภาคประชาสังคมกับภาครัฐ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

(๓) จัดทำข้อเสนอแนะในการพัฒนา ปรับปรุงกฎหมาย กฎหรือระเบียบที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมต่อคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

(๔) สนับสนุนการศึกษาวิจัย การฝึกอบรม การพัฒนาศักยภาพและธรรมาภิบาลขององค์กรภาคประชาสังคม การพัฒนาระบบฐานข้อมูลองค์กรภาคประชาสังคม และการจัดทำนโยบายสาธารณะ กฎหมาย ที่เสนอโดยองค์กรภาคประชาสังคมและประชาชน

(๕) กำหนดนโยบายและอนุมัติแผนงานการใช้จ่ายเงินกองทุน และงบประมาณประจำปีสำหรับการดำเนินงานของสำนักงาน

(๖) พิจารณาอนุมัติโครงการหรือแผนงานที่จะใช้เงินกองทุนทั้งนี้คณะกรรมการอาจมอบอำนาจให้คณะกรรมการบริหารกองทุนพิจารณาอนุมัติโครงการ หรือ แผนงาน ที่จะใช้เงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

(๗) กำหนดกลไก รูปแบบหรือวิธีการดำเนินงานในพื้นที่และเชิงประเด็น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมตามหมวด ๔

(๘) กำหนดนโยบาย วางระเบียบ ข้อบังคับ เพื่อการบริหาร โครงสร้าง และควบคุมดูแล การดำเนินงานของสำนักงาน  

(๙) แต่งตั้ง ถอดถอนผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการตามมาตรา ๒๐ และกำหนดระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้อำนวยการ

(๑๐) กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้อำนวยการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

(๑๑) กำหนดระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการจัดสมัชชาองค์กรภาคประชาสังคมแห่งชาติ และการบริหารงานบุคคล จำนวน ตำแหน่ง ระยะเวลาจ้าง อัตราเงินเดือน ค่าจ้างและเงินอื่นของพนักงานสำนักงาน 

(๑๒) รายงานผลการดำเนินงาน รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคให้คณะรัฐมนตรีทราบปีละหนึ่งครั้ง

(๑๓) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

มาตรา ๑๕  คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งที่ปรึกษาของคณะกรรมการ และมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้  ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

(๑) คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์ส่งเสริมภาคประชาสังคม

(๒) คณะอนุกรรมการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาสังคม

(๓) คณะอนุกรรมการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นำมาตรา ๑๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

องค์ประกอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามและการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

มาตรา ๑๖  ให้ประธานกรรมการ กรรมการ และที่ปรึกษา ได้รับเบี้ยประชุม ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

ให้กรรมการประเมินผล อนุกรรมการ และคณะทำงานได้รับค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

 

หมวด  ๒

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม

 

 

มาตรา ๑๗  ให้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น 

ให้สำนักงานมีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกำกับของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  

มาตรา ๑๘  ให้สำนักงานมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) สนับสนุนการจัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงานการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

(๒) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีจิตสาธารณะ การพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคม พัฒนาเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและงานอาสาสมัคร

(๓) ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคประชาสังคม ในเรื่องการส่งเสริมสนับสนุนบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนสนับสนุนการยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงทำความตกลงกับหน่วยงานของรัฐและองค์กรภาคประชาสังคมตามที่คณะกรรมการเห็นชอบ   

(๔) จัดให้มีสมัชชาองค์กรภาคประชาสังคมแห่งชาติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้องกับองค์กรภาคประชาสังคม ทั้งนี้ ในกรณีที่สมัชชาองค์กรภาคประชาสังคมแห่งชาติมีข้อเสนอให้หน่วยงานของรัฐนำไปปฏิบัติ หรือนำไปพิจารณาประกอบในการกำหนดนโยบาย ให้เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการให้บรรลุผลตามควรแก่กรณีต่อไป

(๕) รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ คณะกรรมการบริหารกองทุน คณะกรรมการประเมินผล และเป็นสำนักงานธุรการในการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕)

(๖) จัดทำรายงานการเงินการบัญชีของสำนักงาน เสนอแผนงาน แผนการลงทุน แผนการเงิน และงบประมาณประจำปี ต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา

(๗) จัดทำฐานข้อมูลและทะเบียนเกี่ยวกับองค์กรภาคประชาสังคม

(๘) ดำเนินการเพื่อหารายได้จากเงินหรือทรัพย์สินของสำนักงาน

(๙) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่นหรือตามที่คณะกรรมการหรือคณะกรรมการบริหารกองทุนมอบหมาย

มาตรา ๑๙  ให้สำนักงานมีผู้อำนวยการคนหนึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงาน       ขึ้นตรงต่อคณะกรรมการมีหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งงานของสำนักงานและเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานในสำนักงานโดยมีรองผู้อำนวยการด้านบริหารงานและรองผู้อำนวยการด้านบริหารกองทุนเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติงานตามที่ผู้อำนวยการมอบหมายก็ได้

มาตรา ๒๐  ให้คณะกรรมการเป็นผู้คัดเลือกเพื่อแต่งตั้งและถอดถอนผู้อำนวยการและรองอำนวยการ

การแต่งตั้งผู้อำนวยการต้องทำเป็นสัญญาจ้างตามแบบที่คณะกรรมการกำหนดโดยรองประธานคนที่หนึ่งเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้าง

การแต่งตั้งรองผู้อำนวยการให้ทำเป็นสัญญาจ้างกับสำนักงานตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการโดยให้ผู้อำนวยการเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้าง

ในการจ้างและแต่งตั้งผู้อำนวยการ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการไม่น้อยกว่าห้าคน โดยต้องมีกรรมการตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) อย่างน้อยสองคนร่วมเป็นกรรมการสรรหาผู้อำนวยการด้วย นอกจากนี้ ผู้รับการสรรหาเป็นผู้อำนวยการจะต้องไม่เป็นกรรมการในคณะกรรมการหรือคณะกรรมการประเมินผล และมีอายุไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ในวันยื่นใบสมัคร ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาอาจเสนอชื่อผู้มีความเหมาะสมมากกว่าหนึ่งชื่อก็ได้ 

กรรมการสรรหาผู้อำนวยการไม่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้อำนวยการ 

ให้กรรมการสรรหาผู้อำนวยการประชุมกันเองเพื่อเลือกประธานกรรมการสรรหาผู้อำนวยการและเลือกอีกคนหนึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ 

ให้สำนักงานทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการในการดำเนินการสรรหาและคัดเลือกผู้อำนวยการ

การประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ  ให้นำมาตรา  ๑๓  มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๒๑  ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการต้องเป็นผู้สามารถทำงานเต็มเวลาให้แก่สำนักงาน และต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ 

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์และมีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันที่เข้ารับการคัดเลือก

(๓) เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์เหมาะสมกับกิจการของสำนักงาน และมีคุณสมบัติอื่น ๆ ตามระเบียบหรือข้อบังคับของคณะกรรมการ

(๔) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖ (๓) (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) 

มาตรา ๒๒  ผู้อำนวยการและรองอำนวยการมีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีและอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกินสองวาระ 

มาตรา ๒๓ นอกจากพ้นตำแหน่งตามวาระแล้ว ให้ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๑(๔)

(๔) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๕) ขาดการประชุมคณะกรรมการเกินสองครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร

(๖) ถูกเลิกสัญญาจ้าง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ หรือโดยเหตุที่ไม่ผ่านการประเมินผลงานตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

เมื่อตำแหน่งผู้อำนวยการว่างลงและยังไม่มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการคนใหม่ หรือในกรณีผู้อำนวยการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นการชั่วคราว ให้รองผู้อำนวยการด้านบริหารงาน ปฏิบัติหน้าที่แทน  กรณีไม่มีรองผู้อำนวยการด้านบริหารงานหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้  ให้รองผู้อำนวยการด้านบริหารกองทุนปฏิบัติหน้าที่แทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้คณะกรรมการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคนหนึ่งหรือคณะกรรมการอาจมอบหมายให้ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ  แต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา ๒๔  ผู้อำนวยการ มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(๑) บริหารกิจการและควบคุมดูแลงานโดยทั่วไปของสำนักงาน ตามกฎหมาย นโยบาย มติ ข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการ

(๒) วางระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงาน โดยไม่ขัดหรือแย้งกับนโยบาย มติ ข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการ

(๓) ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

มาตรา ๒๕ในกิจการของสำนักงานที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ผู้อำนวยการเป็นผู้แทนของสำนักงานเพื่อการนี้ผู้อำนวยการอาจมอบอำนาจให้รองผู้อำนวยการหรือพนักงานปฏิบัติหน้าที่เฉพาะอย่างแทนได้ทั้งนี้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

 

หมวด ๓

กองทุนส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม

 

มาตรา ๒๖  ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงาน  เรียกว่า “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม”โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมตามหมวด ๔ การบริหารกองทุนและการดำเนินงานของสำนักงาน

มาตรา ๒๗  กองทุนประกอบด้วย

(๑) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้

(๒) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี

(๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้

(๔) เงินอุดหนุนจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ

(๕) เงินรายได้จากการจำหน่ายสลากหรือเงินกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม

(๖) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนหรือที่กองทุนได้รับตามกฎหมายหรือโดยนิติกรรมอื่น

(๗) เงินบริจาคภาษีให้แก่กองทุนในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยอธิบดีกรมสรรพากร

(๘) รายได้จากการดำเนินกิจการของสำนักงาน

 (๑๐) เงินที่ได้รับการสนับสนุนจากการทำความตกลงของสำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกับหน่วยงานของรัฐที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการอันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

(๑๑) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของกองทุน

(๑๒) เงินสมทบที่องค์กรภาคประชาสังคมตามมาตรา ๓๖ วรรคสาม จ่ายให้กองทุน ตามประกาศที่คณะกรรมการกำหนด

(๑๓) รายได้อื่น ๆ

มาตรา ๒๘  บรรดารายได้ของสำนักงานและของกองทุนตามมาตรา๒๖ ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

มาตรา ๒๙ ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนคณะหนึ่ง ประกอบด้วย 

(๑) ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานกรรมการ

(๒)ผู้แทนกระทรวงการคลัง และผู้แทนสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ

(๓)กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสี่คนซึ่งประธานกรรมการแต่งตั้ง จากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมจำนวนสองคน ด้านการบริหารกองทุน ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านกฎหมาย หรือด้านการลงทุน จำนวนสองคน เป็นกรรมการ

ให้ผู้อำนวยการเป็นเลขานุการ และให้รองผู้อำนวยการด้านบริหารกองทุนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ 

มาตรา ๓๐  ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) จัดทำแผนการใช้จ่ายเงินกองทุนที่สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงานการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา

(๒) บริหารกองทุน การรับ การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินกองทุน รวมทั้งดําเนินการเกี่ยวกับการระดมทุน การลงทุน การจัดหาผลประโยชน์ และการจัดการกองทุน ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

(๓) พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมตามระเบียบของคณะกรรมการบริหารกองทุน

(๔) รายงานสถานะการเงินและการบริหารกองทุนต่อคณะกรรมการตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

(๕) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่คณะกรรมการบริหาร

กองทุนมอบหมาย

(๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย รวมทั้งกระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกองทุน

มาตรา ๓๑  การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินกองทุน ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

มาตรา ๓๒  ให้องค์กรภาคประชาสังคมมีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด

มาตรา ๓๓  ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนจัดทำงบการเงินส่งผู้สอบบัญชีตรวจสอบภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีทุกปี

ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่คณะกรรมการแต่งตั้งด้วยความเห็นชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีของกองทุนทุกรอบปีแล้วทำรายงานผลการสอบบัญชีของกองทุนเสนอต่อคณะกรรมการ

มาตรา ๓๔  ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๖ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง และการประชุมของคณะกรรมการบริหารกองทุนโดยอนุโลม

 

หมวด ๔

การส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม

 

 

มาตรา ๓๕  เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ การส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

(๑) ส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทและการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาสังคมในฐานะเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐหรือภาคส่วนอื่น เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

(๒) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคมให้มีความเข้มแข็ง  ดำเนินงานอย่างมีธรรมาภิบาล และพึ่งตนเองได้

(๓) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีจิตสาธารณะในระดับบุคคล ครอบครัว องค์กร และชุมชน

(๔) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมที่มีความหลากหลายด้านพื้นที่ ประเด็นกลุ่มเป้าหมาย และสังกัดเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

(๕) สนับสนุนการศึกษาวิจัย การพัฒนาระบบฐานข้อมูลองค์กรภาคประชาสังคม การจัดทำหรือการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะขององค์กรภาคประชาสังคม การเผยแพร่และสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนถึงความสำคัญขององค์กรภาคประชาสังคม

(๖) ดำเนินการอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการเห็นควร 

มาตรา ๓๖  การจัดทำหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการพิจารณาให้ทุนสนับสนุนแก่องค์กรภาคประชาสังคม หรือแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง ให้คำนึงถึงหลักการข้อหนึ่งข้อใด ดังต่อไปนี้ 

(๑) การพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคม 

(๒) หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน การทำงานร่วมกับชุมชน และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมเกี่ยวกับโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับทุน

(๓) การทำงานอย่างมียุทธศาสตร์และบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานของรัฐและองค์กรภาคประชาสังคม

(๔) หลักการเข้าถึงแหล่งทุนขององค์กรภาคประชาสังคมอย่างเปิดกว้างโดยคำนึงถึงหลักความเท่าเทียมและความหลากหลายของผู้ขอรับทุน

(๕) การทำงานเชิงรุกของกองทุนและจัดทำแผนงานให้ทุนสนับสนุนแก่โครงการหรือกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

(๖) การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น  

(๗) การถ่ายทอดข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ เพื่อคิดค้นงานพัฒนาอย่างยั่งยืนรูปแบบใหม่

การกำหนดรูปแบบของการสนับสนุนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

ให้คณะกรรมการหรือคณะกรรมการบริหารกองทุนแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคณะทำงาน หรือผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่กลั่นกรองหรือพิจารณาอนุมัติโครงการหรือให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา ๑๔(๖)

องค์กรภาคประชาสังคมที่สามารถขอรับการสนับสนุนตามวรรคสองจะต้องจดแจ้งต่อสำนักงานตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

มาตรา ๓๗  เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมบทบาท พัฒนาศักยภาพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาสังคม ให้ราชการส่วนท้องถิ่นออกข้อบัญญัติ เทศบัญญัติ ข้อกำหนด ระเบียบหรือประกาศแล้วแต่กรณี ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้  

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ราชการส่วนท้องถิ่นอาจจัดสรรงบประมาณของตนเองเพื่อตั้งเป็นกองทุนส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมส่วนท้องถิ่นได้ ทั้งนี้ การบริหารกองทุน การจัดการกองทุน และการอนุมัติการจ่ายเงิน ราชการส่วนท้องถิ่นอาจนำระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดมาใช้บังคับโดยอนุโลมก็ได้

มาตรา ๓๘  นิติบุคคลที่จัดจ้างหรือสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมขององค์กรภาคประชาสังคมที่ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ มีสิทธิได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนเป็นร้อยละของจำนวนเงินค่าใช้จ่ายของนิติบุคคลทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ประมวลรัษฎากรกำหนด

 

 

หมวด ๕

การบัญชี การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินงาน

 

มาตรา ๓๙  การบัญชีของสำนักงานให้จัดทำตามหลักสากลตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดและต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงินการบัญชีและการพัสดุของสำนักงานตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง

มาตรา ๔๐  ให้สำนักงานจัดทำงบดุล งบการเงิน และบัญชีทำการ ส่งผู้สอบบัญชีตรวจสอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีทุกปี

ในทุกรอบปี ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลภายนอกตามที่คณะกรรมการแต่งตั้งด้วยความเห็นชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน  เป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าว เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด  แล้วทำรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการ 

มาตรา ๔๑  ทุก ๆ ปีให้สำนักงานจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการโดยแสดงงบดุลบัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีรับรองว่าถูกต้องพร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชีรวมทั้งแสดงผลงานของสำนักงานในปีที่ล่วงมาด้วย  และให้คณะกรรมการเสนอรายงานประจำปีดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

มาตรา ๔๒  ให้มีคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนจำนวนเจ็ดคน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์สูงในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสามคนซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม การบริหารกองทุน และการประเมินผล ด้านละหนึ่งคน และให้คณะกรรมการประเมินผลแต่งตั้งบุคคลที่เห็นสมควรเป็นเลขานุการ

ให้คณะกรรมการประเมินผลกองทุนจัดทำรายงานผลการประเมินผลการดำเนินงานประจำปีเสนอต่อกรมบัญชีกลางภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี

การประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียน

ให้นำบทบัญญัติมาตรา  ๖  มาตรา  ๑๐  มาตรา  ๑๑  และมาตรา  ๑๓  มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่ง  การพ้นจากตำแหน่ง  การแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง  และการประชุมของคณะกรรมการประเมินผลโดยอนุโลม

มาตรา ๔๓  คณะกรรมการประเมินผลมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน

(๒) รายงานผลการปฏิบัติงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการ

ให้คณะกรรมการประเมินผลมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกองทุนจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาประเมินผลได้

มาตรา ๔๔  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการประเมินผลอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใดหรือมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตามที่เห็นสมควร

ให้นำมาตรา ๑๓ มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่งด้วยโดยอนุโลม

 

 

บทเฉพาะกาล

 

มาตรา ๔๕  ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้คณะกรรมการโดยตำแหน่งเริ่มดำเนินการสรรหาบุคคลเพื่อเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา๕ (๔)และ (๕) 

หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการสรรหากำหนดจนกว่าจะมีประกาศของคณะกรรมการตามมาตรา ๕ วรรคสาม

มาตรา ๔๖  ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคณะกรรมการครบถ้วน ให้คณะกรรมการ

เริ่มดำเนินกระบวนการสรรหาบุคคลเป็นผู้อำนวยการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา๔๗  ในวาระเริ่มแรกก่อนที่สำนักงานจะได้รับงบประมาณรายจ่ายประจำปี เมื่อมีคณะกรรมการตามมาตรา ๕ แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเป็นทุนประเดิมตาม มาตรา ๒๗ (๑)

มาตรา ๔๘  ในระหว่างยังไม่มีการจัดตั้งสำนักงานหรือแต่งตั้งผู้อำนวยการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการสรรหาและเลขานุการของคณะกรรมการตามมาตรา ๕ และให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นสำนักงานชั่วคราวตามพระราชบัญญัตินี้

  ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้สำนักงานหรือหน่วยงานที่เป็นสำนักงานชั่วคราวตามวรรคหนึ่ง ดำเนินการประกาศรับสมัครเจ้าหน้าที่ของสำนักงานให้ประชาชนทราบโดยทั่วไป

  เมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาความจำเป็นในการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ๒๕๕๘ 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 

..........................................

นายกรัฐมนตรี

 

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

     


    มาตรา ๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ดังนั้นเพื่อให้องค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทในการมีส่วนร่วมและเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐและภาคส่วนอื่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงควรส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและสร้างความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาสังคมให้สามารถดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมและมีธรรมาภิบาล ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีจิตสาธารณะและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอันจะนำไปสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน


     หลักเกณฑ์ในการตรวจสอบความจำเป็นในการตราพระราชบัญญัติ (Checklist)


     


    ร่างพระราชบัญญัติ  พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ....


    √กฎหมายใหม่                 แก้ไข/ปรับปรุง              ยกเลิก


    ส่วนราชการหรือหน่วยงานผู้เสนอ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์


               (โดยมติของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม


            (คสป.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการส่งเสริมและ


                        พัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ๒๕๕๘


    ๑.วัตถุประสงค์และเป้าหมายของภารกิจ


    ๑.๑วัตถุประสงค์และเป้าหมายของภารกิจคืออะไร


    ๑.๑.๑  เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาประเทศเพื่อ มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) โดยการส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคประชาสังคมเป็นกลไกในการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน  อันเป็นการลดข้อจำกัดในการบริหารจัดการภาครัฐทั้งเชิงโครงสร้าง ระเบียบวิธีปฏิบัติงาน กลไก ความเชี่ยวชาญและความเข้าถึงประชาชนกลุ่มเป้าหมายในเชิงพื้นที่และเชิงประเด็น 


      ๑.๑.๒   เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาสังคม  เพื่อให้เป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศร่วมกับภาครัฐ และส่งเสริม สนับสนุนเรื่องความมีจิตสาธารณะของประชาชน 


    ๑.๑.๓  เพื่อยกระดับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ให้มีฐานะเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อให้การดำเนินงานสามารถรองรับการขับเคลื่อนงานทั้งในระดับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และระดับปฏิบัติการในภาพรวมของประเทศ 


    เพื่อแก้ไขปัญหาหรือข้อบกพร่องใด


    ๑. เนื่องจากการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐที่ผ่านมา ยังไม่เคยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ทั้งในภาพรวมของประเทศไม่มีการกำหนดเป้าหมาย แผนงานในการพัฒนาประเทศที่มุ่งให้ภาคประชาสังคมเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศที่เป็นรูปธรรม กลไกของรัฐในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมให้มีความเข้มแข็ง  อีกทั้งยังไม่มีหน่วยงานของรัฐหน่วยใดที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีพันธกิจรับผิดชอบในเรื่องการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมเป็นการเฉพาะ  ทำให้ขาดการบูรณาการกันระหว่างหน่วยของรัฐ 


    ๒. เพื่อเป็นกลไกการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ  ๒๐  ปี และนโยบายประชารัฐ ซึ่ง “ภาคประชาสังคม” ถูกกำหนดให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ ๑๒ 


    ๓. เนื่องด้วยปัญหาสังคมมีความซับซ้อนและมีมิติต่างๆที่เกี่ยวข้อง  รัฐบาลไม่สามารถจัดสรรงบประมาณที่มีอย่างจำกัดได้อย่างเหมาะสม  องค์กรภาคประชาสังคมจะมีส่วนช่วยป้องกันหรือแก้ไขปัญหาต่างๆในสังคมได้  และอาจมีส่วนช่วยลดภาระงานและงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว


     ๑.๒ความจำเป็นที่ต้องทำภารกิจ


    ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายในการส่งเสริมบทบาทและพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคมในการมีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนาประเทศร่วมกับภาครัฐและภาคีเกี่ยวข้อง ในปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายด้านภาคประชาสังคมที่อยู่สถานภาพพระราชบัญญัติ มีเพียงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งไม่ได้กำหนดให้มีหน่วยงานหลักรวมถึงกองทุนที่เป็นกลไกในการดำเนินงานสนับสนุนและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ทำให้การส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล


    หากไม่ทำภารกิจนั้นจะมีผลประการใด


    ประเทศไทยจะไม่สามารถดำเนินการตามเป้าหมายต่าง ๆ ในการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติได้อย่างมีประสิทธิผล  และทิศทางการพัฒนาประเทศของไทยจะตกอยู่ในสภาพแยกส่วนระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม ส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ 


    ๑.๓การดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์มีกี่ทางเลือก มีทางเลือกอะไรบ้าง


    ไม่มี เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มุ่งการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศโดนตรงเป็นฉบับแรกของประเทศไทย


    ๑.๔มาตรการที่บรรลุวัตถุประสงค์ของภารกิจคืออะไร


                  ๑.๔.๑ การจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ในรูปแบบ หน่วยงานของรัฐ    ที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย     ว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือ กฎหมายอื่น (มาตรา ๑๗) โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล ทั้งนี้ เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน และลดข้อจำกัดในแบบระบบราชการทั้งด้านระเบียบ หลักเกณฑ์ โครงสร้างบุคลากรภาครัฐที่จำกัด และมีภารกิจที่เฉพาะด้านสามารถเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานในระดับภาพรวมประเทศได้อย่างแท้จริง ทั้งระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติการ ทั้งนี้ให้อยู่ในกำกับของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 


                 ๑.๔.๒ การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (มาตรา ๒๖) ตามที่กำหนดในกฎหมาย โดยกองทุนจะมีรูปแบบการบริหารงานที่มุ่งพึ่งตนเอง ลดการพึ่งพาจากรัฐ โดยรัฐสนับสนุนกองทุนในรูปแบบทุนประเดิมในครั้งแรก เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนงานที่จำเป็นในระยะแรกเพื่อการบริหารจัดการให้มีความพร้อมเพื่อการขับเคลื่อนงานหลังกฎหมายประกาศใช้ภายใน ๑๘๐ วัน 


    ๑.๕ ภารกิจนั้นจะแก้ไขปัญหาหรือข้อบกพร่องนั้นได้เพียงใด


    โดยที่กลไกการขับเคลื่อนงานเป็นสำนักงานที่มีความคล่องตัวสูงมีความเป็นอิสระ ในรูปแบบเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น และให้มีกองทุนที่มีรูปแบบการบริหารงานโดยไม่ได้มุ่งพึ่งพิงงบประมาณจากงบประมาณแต่สามารถหารายได้จากการประกอบกิจการเพื่อสังคมเพื่อการพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน บนพื้นฐานที่มีระบบการติดตามตรวจสอบอย่างจริงจังทั้งด้านการบัญชี และการประเมินผลการดำเนินงาน


    ๑.๖ ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจคืออะไร................................................................................................


    ๑) ประเทศไทยมีกฎหมายที่เป็นการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศของภาคประชาสังคม   และการส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมเป็นฉบับแรก อันเป็นช่องทางสร้างเสริมความร่วมมือและความเป็นเอกภาพของภาครัฐและภาคประชาสังคมในการพัฒนาประเทศ


    ๒) ความเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศย่อมส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศเพราะภาคประชาสังคมสามารถเข้าถึงประชาชนและการพัฒนาที่ยืดหยุ่น กว้าง และลึกได้ที่เชิงกลุ่มเป้าหมาย ประเด็น และพื้นที่


    ๓) มีส่วนช่วยแก้ไขข้อจำกัดของการบริหารจัดการภาครัฐทั้งเชิงโครงสร้าง บุคลากร ความยืดหยุ่นของกฎระเบียบ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางสังคมและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งเป็นการดำเนินงานอั้นก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน


    ๔) ยกระดับการพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคม ประชาชนมีจิตสาธารณะ มีใจรักการทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม


    ตัวชี้วัดความสัมฤทธิ์ของกฎหมายมีอย่างไร........................................................................


    ๑) หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้การยอมรับและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม 


    ๒) ภาคประชาสังคมจากทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการจดแจ้งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมตามที่กฎหมายกำหนด เป็นผลให้เกิดระบบฐานข้อมูลองค์กรภาคประชาสังคมเต็มรูปแบบ


    ๓) ข้อเสนอการพัฒนาประเทศจากเวทีสมัชชามีช่องทางในการยกระดับเป็นข้อเสนอ     เชิงนโยบายต่อรัฐบาล โดยผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก่อนเสนอเข้าพิจารณาของ ครม.ตามที่กฎหมายกำหนด ก่อนมอบให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติ


    ๔) องค์กรภาคประชาสังคมมีศักยภาพหรือความเชี่ยวชาญระดับประเทศในเรื่องที่จำเป็นต่อการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีโอกาสในการเป็นหุ้นส่วนด้านการพัฒนาสังคมกับภาครัฐอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งลดภาระการจ้างงานภาคเอกชน แต่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม ซึ่งลดภาระภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพของการพัฒนาประเทศในด้านนั้นๆมากขึ้น


    ๑.๗ การทำภารกิจสอดคล้องกับพันธกรณีและความผูกพันตามหนังสือสัญญาที่ประเทศไทย


      มีต่อรัฐต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศใด ในเรื่องใด


      ประเทศไทยได้ลงมติรับรองเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปี ๒๕๕๙ – ๒๕๗๓ ภายใต้  ความร่วมมือของสหประชาชาติ ในการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เมื่อเดือนกันยายน  ๒๕๕๘ โดยต้องบรรลุใน ๑๕ ปีข้างหน้า SDGs เป็นวาระการพัฒนาใหม่ของโลกที่จะเป็นแรงกดดันในห่วงโซ่การผลิตในอนาคตที่เชื่อมโยงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีหลักการ ๕Ps ได้แก่  ประชาชน โลก ความมั่งคั่ง สันติภาพ และความเป็นหุ้นส่วน ประกอบด้วยเป้าหมาย ๑๗ ข้อ และเป้าประสงค์ ๑๖๙ ข้อ โดยเป้าหมายที่ ๑๗ คือ        ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่ง SDGs นับเป็นภูมิทัศน์ใหม่ที่สร้างแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเป็นแรงกระตุ้นและตัวเร่งในการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนและทำให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อก้าวสู่ความยั่งยืน 


    การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นผลดีหรือก่อให้เกิดภาระแก่ประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร


      การดำเนินการนี้จะส่งผลดีต่อภาครัฐที่จะช่วยลดภาระด้านบุคลากรและงบประมาณลงทั้งนี้ ในการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ในการขับเคลื่อนงานตามกฎหมายฉบับนี้จึงต้องมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการหน่วยงาน เช่น ด้านการบริหารจัดการ ด้านบุคลากร เป็นต้น และมีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งรัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณประจำปี 


    ๒.ผู้ทำภารกิจ


    ๒.๑ เมื่อคำนึงถึงประสิทธิภาพ ต้นทุน และความคล่องตัวแล้ว เหตุใดจึงไม่ควรให้เอกชนทำภารกิจนี้


      ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น กล่าวได้ว่าดำเนินการโดยภาครัฐร่วมกับภาคประชาสังคม โดยผู้รักษาการตามกฎหมาย คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีกลไกในการขับเคลื่อนงานประกอบด้วย คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) ซึ่งมี นรม.หรือ รอง นรม.ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน โดยมีการขับเคลื่อนงานโดยฝ่ายเลขานุการ คือ สำนักงาน คสป. มีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(มาตร ๑๗ )ซึ่งสำนักงานย่อมมีความเป็นอิสระ คล่องตัว และในสำนักงานมีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ตาม หมวด ๔ ทั้งนี้เพื่อลดข้อจำกัดภาครัฐ เรื่องโครงสร้าง บุคลากร ความคล่องตัวในการดำเนินงานกับองค์กรภาคประชาสังคม อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัตินี้ไม่สามารถดำเนินการโดยภาคเอกชนได้ เนื่องจากเป็นการดำเนินงานทั้งด้านการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ การส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมเพื่อความเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเกินขอบเขตและภารกิจที่ภาคเอกชนจะสามารถดำเนินการได้


         ภารกิจนี้ควรทำร่วมกับเอกชนหรือไม่ อย่างไร


    ภารกิจตามกฎหมายฉบับนี้ก่อให้เกิดความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการเป็นหุ้นส่วนของการพัฒนาประเทศรวมถึงภาคเอกชนที่สามารถส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาสังคมได้ รวมถึงสามารถร่วมในกระบวนการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาประเทศร่วมกับภาคประชาสังคมตามยุทธศาสตร์ฯ และหรือ แผนการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว


    ๒.๒ เมื่อคำนึงถึงประสิทธิภาพและประโยชน์ที่จะเกิดแก่การให้บริการประชาชน ควรทำ


    ภารกิจนี้ร่วมกับหน่วยงานอื่นหรือไม่  เพราะเหตุใด............................................................


    ภารกิจตามกฎหมายฉบับนี้ก่อให้เกิดความร่วมมือของทุกภาคส่วนตามยุทธศาสตร์ฯ และหรือ แผนการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว และมอบหน่วยงานของรัฐและภาคีที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงาน


            ๒.๓ ภารกิจดังกล่าวหากให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำ จะได้ประโยชน์แก่ประชาชน


    มากกว่าหรือไม่


      เป็นภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากภารกิจหรืออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมมีขอบเขตกว้างขวางในระดับชาติ เช่น การเสนอความเห็นและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงานการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ อย่างไรก็ตามในพระราชบัญญัติฉบับนี้ตระหนักถึงความสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงได้ตราบทบัญญัติเพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามความใน มาตรา ๓๗ เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมบทบาท พัฒนาศักยภาพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาสังคม ให้ราชการส่วนท้องถิ่น ออกข้อบัญญัติ เทศบัญญัติ ข้อกำหนด ระเบียบ หรือ ประกาศ แล้วแต่กรณีให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ 


    ๓.ความจำเป็นในการตรากฎหมาย


    ๓.๑การจัดทำภารกิจนั้นมีความสอดคล้องกับเรื่องใด อย่างไร


     หน้าที่หลักของหน่วยงานของรัฐ (ตามภารกิจพื้นฐาน (Function)) ในเรื่อง.....................


     หน้าที่ของรัฐและแนวนโยบายแห่งรัฐ ในเรื่อง


    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐  มาตรา ๗๘  รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ด้านต่างๆ การจัดทําบริการสาธารณะทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมตลอดทั้งการตัดสินใจทางการเมือง และการอื่นใด บรรดาที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน


    ยุทธศาสตร์ชาติ ในเรื่อง


          ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การเสริมสร้างการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ กำหนดเป้าหมายการพัฒนา ข้อ ๒.๑.๕ สถาบันทางสังคมมีความเข้มแข็งและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา ชุมชน สื่อมวลชน และภาคเอกชน โดยกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัด คือ สถาบันทางสังคมมีความเข้มแข็งและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันทางศาสนา ชุมชน สื่อมวลชน และภาคเอกชน และกำหนดแนวทางในการพัฒนาที่สำคัญประการหนึ่งตามข้อ ๓.๗ ผลักดันให้สถาบันทางสังคมมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศอย่างเข้มแข็ง


                      ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การบริหารจัดการภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบและธรรมาภิบาล  ในสังคมไทย ภายใต้วัตถุประสงค์ข้อ ๑.๑ เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง มีการบริหารจัดการที่ดี และได้มาตรฐานสากล เป้าหมายที่ ๑ ลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการให้บริการของภาครัฐ และประสิทธิภาพการประกอบธุรกิจของประเทศ โดยกำหนดแนวทางในการพัฒนาที่สำคัญตามข้อ ๓.๓.๑ ปรับรูปแบบและวิธีการดำเนินการของภาครัฐให้มีความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน ประชาชน และประชาสังคม ในลักษณะแบบประชารัฐ ๓.๓.๒ ส่งเสริมการแข่งขันในผลงานการจัดบริการสาธารณะของรัฐระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน และระหว่างหน่วยงานของรัฐกับหน่วยงานภายนอก ภาคประชาสังคม และองค์กรชุมชน โดยมีการกำหนดกติกา และสิ่งจูงใจให้ชัดเจน รวมทั้งมีการกำกับ ตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานและความพร้อมของผู้รับงานแทนภาครัฐ 


    แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในเรื่อง


    แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒  กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ ซึ่งให้ความสำคัญของการส่งเสริมบทบาทความร่วมมือของภาคประชาสังคมในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ตามวัตถุประสงค์ข้อ ๑.๕ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ทันสมัย และมีการทำงานเชิงบูรณาการของภาคีการพัฒนา และเป้าหมายรวม  ข้อ ๒.๖ เพื่อให้มีระบบบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ กระจายอำนาจและมีส่วนร่วมจากประชาชน 


     แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒  กำหนดบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมต่อการขับเคลื่อนและการติดตามประเมินผลแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ เพื่อแก้ไขปัญหาหรือข้อบกพร่องในการบริหารจัดการภาครัฐ (สำนักงานคณะคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๕๙ :        หน้า ๒๐๔ – ๒๑๕)  ข้อ ๑.๑.๔ ใช้กลไกและเครื่องมือการพัฒนาของภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเอกชน และสื่อมวลชน อย่างบูรณาการ ในการขับเคลื่อนเกิดประสิทธิภาพโดยกระบวนการสร้างเครือข่าย หรือ คลัสเตอร์     ที่ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาและการพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ โดยกำหนดแนวทาง ตามข้อ ๑.๒.๗ (๔)          การผลักดันให้กลไกประชารัฐมีส่วนร่วมขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ อย่างเข้มแข็ง การแปลงแผนพัฒนาประเทศสู่การปฏิบัติจำเป็นต้องสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆในรูปของเครือข่ายการพัฒนาภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สมาคมวิชาชีพ รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ อาทิ สภาเกษตรกร สภาหอการค้า สมัชชาปฏิรูป สหกรณ์ โดยผ่านกระบวนการเครือข่ายระดับพื้นที่ เพื่อสร้างพันธมิตรในการกำหนดและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ร่วมกัน และข้อ ๑.๒.๘ การเสริมสร้างบทบาทของทุกภาคส่วนให้สามารถขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ อย่างมีประสิทธิภาพ ๗) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมองค์กรพัฒนาเอกชนในการทำงานร่วมกับหน่วยงานส่วนภูมิภาค/ท้องถิ่น และภาคประชาสังคมอย่างเข้มแข็ง โดยภาครัฐสนับสนุนหรือเปิดโอกาสให้องค์กรพัฒนาเอกชนได้เข่าร่วมกิจกรรมการพัฒนาต่างๆมากขึ้น เป็นการอาศัยข้อได้เปรียบขององค์กรพัฒนาเอกชนในด้านความยืดหยุ่นของกฎระเบียบ ความคล่องตัวของการทำงาน และความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ ขับเคลื่อนการพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 


     แนวทางการปฏิรูปประเทศ ในเรื่อง


      ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่


      ๑) ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน


    (๑) พัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต


    (๒) การยกระดับการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพเท่าเทียมและทั่วถึง


    (๓) ปลูกฝังระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่พึงประสงค์


    (๔) การสร้างความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย


    ๒) ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมทางสังคม


    (๑) สร้างความมั่นคงและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม


    (๒) พัฒนาระบบบริการและระบบบริหารจัดการสุขภาพ


    (๓) มีสภาพแวดล้อมและนวัตกรรมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตในสังคมสูงวัย


    (๔) สร้างความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรมและความเข้มแข็ง


          ของชุมชน


    (๕) พัฒนาการสื่อสารมวลชนให้เป็นกลไกในการสนับสนุนการพัฒนา


    ๓) ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


    (๑) จัดระบบอนุรักษ์ ฟื้นฟูและป้องกันการทำลายทรัพยากรธรมชาติ


    (๒) วางระบบบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ เน้นการปรับระบบ


        การบริหารจัดการอุทกภัยอย่างบูรณาการ


    (๓) การพัฒนาและใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


    (๔) การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


    (๕) การร่วมลดปัญหาโลกร้อนและปรับตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


    (๖) การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และนโยบายการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม


    ๔) ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ


    (๑) การปรับปรุงโครงสร้าง บทบาท ภารกิจของหน่วยงานภาครัฐให้มีขนาดเหมาะสม


    (๒) การวางระบบบริหารราชการแบบบูรณาการ


    (๓) การพัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคนและพัฒนาบุคลากรภาครัฐ


    (๔) พัฒนาระบบให้บริการประชาชนของหน่วยงานภาครัฐ


     


    ๓.๒ การทำภารกิจนั้นสามารถใช้มาตรการทางบริหารโดยไม่ต้องออกกฎหมายได้หรือไม่............


    ถ้าใช้มาตรการทางบริหารจะมีอุปสรรคอย่างไร ..................................................................


    ไม่อาจใช้มาตรการทางบริหารได้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรภาคประชาสังคมทั่วประเทศ ซึ่งมีการดำเนินงานแตกต่างจากภาครัฐ เป็นอิสระจากการกำกับของภาครัฐโดยตรง ทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานของภาครัฐ ทุกภาคส่วนในประเทศ รวมถึงประชาชนโดยรวม และท้ายที่สุดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ จึงควรมีกฎหมายเพื่อเป็นหลักในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ


    ๓.๓ ในการทำภารกิจนั้น เหตุใดจึงจำเป็นต้องตรากฎหมายในขณะนี้


    ไม่อาจดำเนินการได้ด้วยมาตรการอื่น  เนื่องจากการจัดตั้งกองทุนตามกฎหมายที่มีแหล่งรายได้จำนวนมากในแต่ละปี  จำต้องเสนอเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติและต้องดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน  การพัฒนาสังคม  โดยควรมีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการหรือวิสาหกิจ เทียบเคียงได้กับการจัดตั้งองค์การมหาชนจึงจำเป็นต้องตราเป็นกฎหมาย


    ๓.๔การใช้บังคับกฎหมายและระยะเวลาในการใช้บังคับกฎหมาย


    (ก) การใช้บังคับกฎหมาย


     ต้องใช้บังคับพร้อมกันทุกท้องที่ทั่วประเทศ เนื่องจาก เป็นกฎหมายที่ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมที่มีอยู่ทั่วประเทศประกอบกับกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับเป็นการทั่วไปจึงไม่สามารถทยอยใช้บังคับเป็นท้องที่ๆ ได้


       ทยอยใช้บังคับเป็นท้องที่ ๆ ไป เนื่องจาก........................................................................


    ใช้บังคับเพียงบางท้องที่ เนื่องจาก..................................................................................


    (ข) ระยะเวลาในการใช้บังคับกฎหมาย


     ใช้บังคับทันทีที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื่องจาก...................................................


     มีการทอดระยะเวลาในการบังคับใช้เป็นเวลาเท่าใด เพราะเหตุใด


    ภายใน  ๑๘๐  วัน  นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อการเตรียมความพร้อมในเรื่องสำนักงาน  อัตรากำลัง งบประมาณและการดำเนินงานเกี่ยวกับกองทุน


     ควรกำหนดระยะเวลาการสิ้นสุดไว้ด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด............................................


    ๓.๕เหตุใดจึงไม่สมควรตราเป็นกฎในลักษณะอื่น เช่น ข้อบัญญัติท้องถิ่น


    เนื่องจากภารกิจหรืออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมมีขอบเขตในระดับประเทศ เช่น การเสนอความเห็นและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับนโยบาย  ยุทธศาสตร์  แผนงานการส่งเสรอมต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ  เพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ  ประกอบกับมีการกำหนดให้มีการจัดตั้งสำนักงานในรูปแบบของหน่วยงานรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือวิสาหกิจ โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคลเพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน และการกำหนดให้มีกองทุนกลางเพื่อใช้เป็นแหล่งทุนในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม จึงต้องตราเป็น พ.ร.บ.


    ๓.๖ลักษณะการใช้บังคับ 


     ควบคุม  กำกับ/ติดตาม (ข้ามไปข้อ ๓.๘) ส่งเสริม  


     ระบบผสม 


    เหตุใดจึงต้องใช้ระบบดังกล่าว 


    เนื่องจากเจตนารมณ์เพื่อให้องค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทในการมีส่วนร่วมและเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐและภาคส่วนอื่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน  โดยพัฒนาศักยภาพและสร้างความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม


    ๓.๗การใช้ระบบอนุญาตในกฎหมาย


    ๓.๗.๑ เพราะเหตุใดจึงกำหนดให้ใช้ระบบอนุญาต หรือใช้ระบบอื่นที่มีผลเป็นการควบคุม


    (ไม่มีการใช้ระบบอนุญาต)


    ๓.๗.๒มีการกำหนดค่าธรรมเนียมการอนุญาตหรือไม่ ถ้ามี มีความจำเป็นอย่างไร 


    คุ้มค่าต่อภาระที่เกิดแก่ประชาชนอย่างไร


             (ไม่มีการใช้ระบบอนุญาต)


    ๓.๗.๓มีหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจในการอนุญาตหรือไม่ อย่างไร


    (ไม่มีการใช้ระบบอนุญาต)


      ๓.๗.๔ มีขั้นตอนและระยะเวลาที่แน่นอนในการอนุญาตหรือไม่


    (ไม่มีการใช้ระบบอนุญาต)


    ๓.๗.๕มีการเปิดโอกาสให้อุทธรณ์การปฏิเสธคำขอ การให้ยื่นคำขอใหม่ หรือไม่ อย่างไร(ไม่มีการใช้ระบบอนุญาต)


    ๓.๗.๖ มีการต่ออายุการอนุญาตหรือไม่ (ไม่มีการใช้ระบบอนุญาต)


    มีการตรวจสอบก่อนการต่อใบอนุญาตหรือไม่ (ไม่มีการใช้ระบบอนุญาต)


    ๓.๘การใช้ระบบคณะกรรมการในกฎหมาย


    ๓.๘.๑ กฎหมายที่จะตราขึ้นมีการใช้ระบบคณะกรรมการ หรือไม่ มีความจำเป็นอย่างไรมี  ได้แก่  คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.)


    ๓.๘.๒ คณะกรรมการที่กำหนดขึ้นมีอำนาจซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการอื่นหรือไม่


    ไม่มี


    ๓.๘.๓องค์ประกอบของคณะกรรมการมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือนายกรัฐมนตรี หรือหัวหน้าส่วนราชการหรือไม่


    มีดังต่อไปนี้


    นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ


    รมต.ว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นรองประธาน


    ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นกรรมการ


    ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการ


    ปลัดกระทรวงการคลังเป็นกรรมการ


    ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นกรรมการ


    เหตุใดจึงต้องกำหนดให้บุคคลดังกล่าวเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการ


    เนื่องจากคณะกรรมการดังกล่าว มีอำนาจในการเสนอความเห็นเกี่ยวกับนโยบาย  ยุทธศาสตร์ระดับชาติ  รวมถึงแผนงานการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งนโยบายหรือแผนงานดังกล่าวหากได้รับอนุมัติจากครม.แล้ว ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติประกอบกับกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับจัดตั้งและบริหารเงินกองทุน จึงต้องมีตัวแทนจากภาครัฐร่วมเป็นกรรมการ


    ๓.๙มีกรอบหรือแนวทางการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่หรือไม่ อย่างไร


    การพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินเพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พิจารณาโดยรูปแบบของคณะกรรมการบริหารกองทุนซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง  นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารกองทุนสามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ  คณะทำงานหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนอีกชั้นหนึ่ง


    ๓.๑๐ประเภทของโทษที่กำหนด


    (ไม่มีการกำหนดโทษทางอาญา)


    ๓.๑๑การกำหนดโทษทางอาญาจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายสัมฤทธิ์ผล เพราะเหตุใด


    (ไม่มีการกำหนดโทษทางอาญา)


    ๓.๑๒ ความผิดที่กำหนดให้เป็นโทษทางอาญาเป็นความผิดที่มีความร้ายแรงอย่างไร        (ไม่มีการกำหนดโทษทางอาญา)


    ๔.ความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น


    ๔.๑การดำเนินการตามภารกิจในเรื่องนี้มีกฎหมายอื่นในเรื่องเดียวกันหรือทำนองเดียว

    ๑. เนื่องด้วยการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐที่ผ่านมา ยังไม่เคยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ทั้งในภาพรวมของประเทศไม่มีการกำหนดเป้าหมาย แผนงานในการพัฒนาประเทศที่มุ่งให้ภาคประชาสังคมเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาประเทศที่เป็นรูปธรรม 


    ๒. กลไกของรัฐในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมให้มีความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ อีกทั้งยังไม่มีหน่วยงานของรัฐหน่วยใดที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีพันธกิจรับผิดชอบในเรื่องการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมเป็นการเฉพาะ ทำให้ขาดการบูรณาการกันระหว่างหน่วยของรัฐ


    ๓. ปัญหาสังคมมีความซับซ้อนและมีมิติต่างๆที่เกี่ยวข้อง  รัฐบาลไม่สามารถจัดสรรงบประมาณที่มีอย่างจำกัดได้อย่างเหมาะสม  องค์กรภาคประชาสังคมจะมีส่วนช่วยป้องกันหรือแก้ไขปัญหาต่างๆในสังคมได้  และอาจมีส่วนช่วยลดภาระงานและงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว


     



    • ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมาย
    • โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ขององค์การสหประชาชาติตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม รวมถึงบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต  จึงได้จัดทำยุทธศาสตร์เรื่องประชาสังคมและการมีส่วนร่วมของพลเมืองในปี ๒๕๕๕ โดยเสนอแนะให้รัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของพลเมือง (civic engagement)  ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ รวมถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  และยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ


      เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals - SDGs)ของสหประชาชาชาติประกอบด้วยยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และต้องให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคม เช่น การศึกษา, สุขภาพ, ความคุ้มครองทางสังคม (social protection), โอกาสในการหาเงินทำ, การต่อสู้กับปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการรักษาสิ่งแวดล้อม   ในเป้าหมายที่ 17 เป็นกลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ให้บรรลุผล  ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วน (partnership) ระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง 


      ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ตามมาตรา๖๕แห่งร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับผ่านประชามติ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน  ฉะนั้น ภาครัฐจึงมีพันธกิจสำคัญที่จะต้องส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม สอดคล้องกับเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติ


      ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายด้านภาคประชาสังคมที่อยู่สถานภาพพระราชบัญญัติ มีเพียงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งไม่ได้กำหนดให้มีหน่วยงานหลัก มิได้จัดสรรงบประมาณในการดำเนินงานส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมไว้ ทำให้การส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมยังขาดประสิทธิภาพ 


      การเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ....จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ  ๒๐  ปี และนโยบายประชารัฐ ซึ่ง “ภาคประชาสังคม” ถูกกำหนดให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔)

  • สาระสำคัญ
  • มาตรา ๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ดังนั้นเพื่อให้องค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทในการมีส่วนร่วมและเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐและภาคส่วนอื่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงควรส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและสร้างความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาสังคมให้สามารถดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมและมีธรรมาภิบาล ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีจิตสาธารณะและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอันจะนำไปสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

    • ประเด็นความคิดเห็น
    • ๑.ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดนิยาม “องค์กรภาคประชาสังคม” 


      ๒.ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) ซึ่งประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 


      ๓.ท่านเห็นด้วยกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมหรือไม่


      ๔.ท่านเห็นด้วยกับอำนาจหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมหรือไม่


      ๕.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะมีการจัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม


      ๖.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะกำหนดให้องค์กรภาคประชาสังคมมีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนดและควรมีมาตรการจูงใจทางภาษีอื่น ๆ เพิ่มเติมเหมือนกรณีวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) 


      ๗.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะกำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่นออกข้อบัญญัติ เทศบัญญัติ ข้อกำหนด ระเบียบหรือประกาศ เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมบทบาท พัฒนาศักยภาพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาสังคมเช่น ราชการส่วนท้องถิ่นอาจจัดสรรงบประมาณของตนเองเพื่อตั้งเป็นกองทุนส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมส่วนท้องถิ่นได้ 


      ๘.ท่านเห็นว่า การส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมในเรื่องใดที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรก ๆ (ตอบได้มากว่า 1 ข้อ )


      ๙.ท่านเห็นว่า ภารกิจสำคัญของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมในช่วง 4-5 ปีแรก ควรเป็นเรื่องใดบ้าง (ตอบได้มากว่า 1 ข้อ )

         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail