Facebook
ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป
ชื่อผู้ใช้: รหัสผ่าน: จดจำข้อมูลการเข้าระบบ
สนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกฎหมาย

โพลสำรวจ: คุณเห็นด้วยกับกฎหมายนี้หรือไม่​?

เห็นด้วย ยังไม่มีคะแนน 0%
ไม่เห็นด้วย ยังไม่มีคะแนน 0%
จำนวนผู้โหวต: 0
ในการร่วมโหวต เราให้สิทธิเฉพาะกับสมาชิกเท่านั้น
  • หน้าที่:
  • 1

กระทู้: ร่างพระราชบัญญัติ การแจ้งเตือนภัยและจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พ.ศ. ....

ร่างพระราชบัญญัติ การแจ้งเตือนภัยและจัดการสินค้า​ที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พ.ศ. .... 2 สัปดาห์ 5 วัน ที่ผ่านมา #33128

  • panithan.c
  • รูปประจำตัวของ panithan.c
  • ออฟไลน์
  • Administrator
  • พลังน้ำใจ: 0
ร่าง พระราชบัญญัติ การแจ้งเตือนภัยและจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พ.ศ. .... ___________________   ......................................... ......................................... ......................................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………… โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการแจ้งเตือนภัยและจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………   มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการแจ้งเตือนภัยและจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พ.ศ. ....”   มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป   มาตรา ๓ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับกับหน่วยงานรัฐที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ เกี่ยวกับการควบคุม กำกับดูแล ตรวจสอบ ทดสอบ เฝ้าระวัง คุณภาพมาตรฐานหรือความปลอดภัยของสินค้า และให้ใช้บังคับกับผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชน หากมีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าใดได้บัญญัติเรื่องใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น และให้นำบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้ไปใช้บังคับได้ในส่วนที่มี มาตรฐานการปฏิบัติราชการต่ำกว่าพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้เพียงพอที่จะปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของ ผู้บริโภค การยกเว้นไม่ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับแก่การดำเนินกิจการใดหรือกับหน่วยงาน ใดนอกจากที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา   มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “สินค้า” หมายความว่า สิ่งของที่ผลิตหรือนำเข้าหรือมีไว้เพื่อขาย         “ภัย” หมายความว่า สิ่งที่เป็นอันตรายหรืออาจไม่ปลอดภัยหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ สุขภาพ อนามัย หรือทรัพย์สิน “สินค้าไม่ปลอดภัย” หมายความว่า สินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กฎหมายกำหนด หรือมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การอนามัยโลกหรือสินค้ามีสิ่งที่อาจเป็นภัยต่อผู้บริโภคเจือปน “ความเสียหายต่อจิตใจ จิตวิญญาณ” หมายความว่า ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความ หวาดกลัว ความวิตกกังวล ความเศร้าโศกเสียใจ ความอับอาย ความศรัทธาเชื่อมั่น หรือความเสียหายต่อจิตใจ อย่างอื่นที่มีลักษณะทานองเดียวกัน “มาตรการขจัดภัย” หมายความว่า วิธีการที่จะจัดการให้ภัยหรือความเสี่ยงภัยของประชาชนลดลง หรือหมดไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล “ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้ซื้อหรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ ซื้อสินค้า และหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม “ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนาเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย หรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย “การตรวจสอบ ทดสอบ” หมายความว่า การตรวจสอบหาความจริงเชิงประจักษ์ ตามหลักวิชาการใน เรื่องความปลอดภัยของสินค้า ในด้านกายภาพ เคมี ชีววิทยา หรือตามมาตรฐานกำหนดไว้สำหรับสินค้านั้นๆ “หน่วยงานรัฐ” หมายความว่า หน่วยงานรัฐตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้า “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้า “กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้า” หมายความว่า บรรดากฎหมายที่มีบทบัญญัติกำหนดให้ มีการดำเนินการในลักษณะเกี่ยวกับการควบคุม กำกับดูแล ตรวจสอบ ทดสอบ เฝ้าระวัง คุณภาพมาตรฐาน หรือความปลอดภัยของสินค้า   มาตรา ๕ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและ ประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้   มาตรา ๖ ทุกห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้หน่วยงานรัฐพิจารณาว่าสมควรปรับปรุง กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าหรือไม่ ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็น หน่วยงานรัฐจะพิจารณา ปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวในกำหนดระยะเวลาที่เร็วกว่านั้นก็ได้     หมวด ๑ อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐและพนักงานเจ้าหน้าที่ ___________________           มาตรา ๗ ให้หน่วยงานรัฐมีอำนาจหน้าที่ (๑) ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสินค้าที่นำออกวางตลาดหรืออยู่ในตลาด เป็นสินค้าที่ปลอดภัย (๒) ดำเนินการจัดทาฐานข้อมูลและดูแลฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูล เพื่อให้ ประชาชนตรวจสอบได้เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความไม่ปลอดภัยของสินค้าใดๆ โดยมีอำนาจที่จะระบุชื่อ ของสินค้าและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้นด้วย (๓) ดำเนินการในการตรวจสอบ ทดสอบ เฝ้าระวัง หรือการควบคุมกำกับสินค้าเพื่อสวัสดิภาพและ ความปลอดภัยของประชาชน (๔) ดำเนินการให้มีระบบแจ้งเตือนภัยแก่ผู้บริโภคโดยทั่วไป และประกาศแจ้งเตือนภัยสินค้าที่มีผลการ ทดสอบ ตรวจสอบว่าเป็นภัยต่อประชาชนทราบตามข้อเท็จจริงโดยทันทีตามสภาพความร้ายแรงและความเสี่ยง ของภัยนั้น โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อผลิตภัณฑ์ ข้อเท็จจริงประกอบอย่างเพียงพอที่ประชาชนจะเข้าใจเพื่อ ป้องกันภัยได้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีอาจออกกฎกระทรวงกำหนดรายละเอียดการแจ้งเตือนภัยเพิ่มก็ได้ ในกรณีที่เห็นว่าสินค้าใดมีความเสี่ยงร้ายแรงที่จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภคทั่วไป หรือกรณีที่มีภัย ร้ายแรงเกิดขึ้นจากสินค้าใด ให้มีอำนาจเลือกใช้สื่อต่างๆ ที่เหมาะสมและมีประสิทธิผลแจ้งเตือนภัยดังกล่าวแก่ ผู้บริโภคโดยไม่ชักช้าและจัดเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้ เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ หน่วยงานรัฐอาจบอกรับหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือเข้าร่วมในระบบแจ้งเตือนภัย กับองค์การหรือหน่วยงานระหว่างประเทศหรือต่างประเทศตามที่เห็นสมควรและจำเป็นได้ (๕) สั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจ ระงับการจำหน่าย จ่าย แจกสินค้า และการโฆษณา จัดเก็บสินค้าออกจาก ท้องตลาด ส่งมอบสินค้าแก่หน่วยงานรัฐ แก้ไขข้อบกพร่องของสินค้าในเวลาที่กำหนด จัดส่งสินค้านั้นกลับคืน ออกนอกราชอาณาจักร หรือ สั่งให้ทำลายสินค้านั้นก็ได้ด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบธุรกิจ ตามควรแก่กรณี เมื่อได้ประกาศแจ้งเตือนภัยสินค้าตาม มาตรา ๗ (๔) (๖) แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ สอดส่องเร่งรัดพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ ที่กฎหมายกำหนด ในกรณีที่เห็นว่าวิธีการแจ้งเตือนภัย มาตรการ ขั้นตอนและระยะเวลาที่หน่วยงานรัฐดำเนินการล่าช้า เกินสมควร ไม่มีประสิทธิภาพให้รัฐมนตรีต้นสังกัดพิจารณาและสั่งการให้หน่วยงานรัฐดำเนินการแก้ไขให้ เหมาะสมโดยเร็ว   มาตรา ๘ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) นับ ชั่ง ตวง วัด ตรวจสินค้า และเก็บหรือนำสินค้าในปริมาณพอสมควรไปเป็นตัวอย่างเพื่อทำการ ทดสอบโดยไม่ชาระราคาสินค้านั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานรัฐกำหนด (๒) ยึดหรืออายัดสินค้า ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุสินค้า ฉลากหรือเอกสารอื่นที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ความปลอดภัยหรือมีเหตุสงสัยว่าอาจไม่ปลอดภัยเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดี (๓) เข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดๆ เพื่อตรวจสอบการผลิตสินค้า การนำเข้าสินค้า การขาย สินค้า รวมทั้งตรวจสอบสมุดบัญชี เอกสารและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องของผู้ประกอบธุรกิจ__       (๔) เก็บสินค้าที่ไม่ปลอดภัยออกจากท้องตลาด โดยเรียกค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บสินค้าที่ไม่ปลอดภัย จากผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (๕) มีหนังสือเรียกให้บุคคลใดๆ มาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารและหลักฐานที่จำเป็นเพื่อประกอบการ พิจารณาของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร   มาตรา ๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๘ (๓) ถ้าไม่เป็นการเร่งด่วน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่หรือยานพาหนะนั้นทราบล่วงหน้าตามสมควรก่อน และให้กระทำต่อหน้า ผู้ครอบครองสถานที่หรือยานพาหนะ หรือถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่อยู่ที่นั้น ก็ให้กระทำต่อหน้าบุคคลอื่น อย่างน้อยสองคนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอมาเป็นพยาน การดำเนินการตามมาตรา ๘ (๓) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึง พระอาทิตย์ตก หากได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงเวลาพระอาทิตย์ตกก็ให้ดำเนินการต่อไปได้   มาตรา ๑๐ เมื่อหน่วยงานรัฐได้ประกาศผลการทดสอบ ตรวจสอบ สินค้า เพื่อแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชน แล้ว ให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้ส่วนราชการอื่นๆ สามารถนำประกาศดังกล่าว แจ้งเตือนภัยแก่ ประชาชนในภารกิจของส่วนราชการนั้นต่อไปได้       หมวด ๒ มาตรการเพื่อประกันความปลอดภัยและเยียวยา ________________________________   มาตรา ๑๑ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าสินค้าใดเป็นสินค้าไม่ปลอดภัย หน่วยงานรัฐมีอำนาจสั่งให้ ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการทดสอบหรือพิสูจน์สินค้านั้นด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบธุรกิจ และมีคำสั่งห้ามหรือ ระงับการขายหรือการนำสินค้าดังกล่าวออกวางตลาดเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่มีการทดสอบหรือพิสูจน์ ความปลอดภัยของสินค้านั้น   มาตรา ๑๒ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าสินค้าใดเป็นสินค้าที่อาจก่อให้เกิดภัยได้ภายใต้สภาวะหรือ เงื่อนไขอื่นใด เช่น อุณหภูมิ ความดัน หน่วยงานรัฐมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการแสดงเครื่องหมาย ตามที่กำหนดบนสินค้านั้นด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อเตือนให้ผู้บริโภคได้รู้โดยชัดแจ้งเกี่ยวกับภัย ของสินค้านั้น   มาตรา ๑๓ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าสินค้าใดเป็นสินค้าที่อาจก่อให้เกิดภัยแก่บุคคลบางประเภท เช่น เด็ก ผู้สูงวัย สตรีมีครรภ์ หน่วยงานรัฐมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการเตือนในลักษณะใดลักษณะ หนึ่งหรือหลายอย่างด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อทราบถึงภัยและใช้ความระมัดระวังเพื่อป้องกันภัยที่ อาจเกิดจากของสินค้านั้น   มาตรา ๑๔ ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าสินค้าใดเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย อาจมีการขายหรือ แจกจ่ายสินค้านั้นแก่ผู้บริโภคแล้วหรือไม่ก็ตาม ให้หน่วยงานรัฐมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา ๗ (๕) หรือสั่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามมาตรา ๘ และอาจมีคำสั่งให้มีการเปลี่ยนสินค้า หรือชดใช้ราคาสินค้าให้แก่ ผู้บริโภค นอกจากคำสั่งตามวรรคหนึ่งแล้ว หน่วยงานรัฐอาจมีคำสั่งห้ามมิให้มีการผลิต ขายหรือนำสั่งสินค้านั้น เข้ามาในราชอาณาจักรด้วยก็ได้   มาตรา ๑๕ ในกรณีที่หน่วยงานรัฐมีคำสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการตามมาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๑๔ แต่ผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ให้หน่วยงานรัฐมีอำนาจจัดการให้มีการดำเนินการแทน โดยผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย   มาตรา ๑๖ หน่วยงานรัฐมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดส่งเอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ตลอดจนการควบคุมคุณภาพสินค้าหรือการทดสอบหรือตรวจพิสูจน์สินค้าที่ผู้ประกอบธุรกิจได้ดำเนินการ เกี่ยวกับสินค้าได้   มาตรา ๑๗ ในกรณีที่ผู้บริโภคมีข้อสงสัยในความปลอดภัยของสินค้า และได้แจ้งต่อหน่วยงานรัฐ ให้หน่วยงานรัฐพิจารณาความสมเหตุผล หากไม่มีเหตุต้องสงสัยในความปลอดภัยของสินค้า ให้ชี้แจงผู้บริโภค ที่ได้แจ้งเหตุตามเวลาที่กำหนด กรณีมีเหตุอันควรสงสัยในความปลอดภัยของสินค้า ให้หน่วยงานรัฐดำเนินการ ทดสอบ ตรวจสอบโดยไม่ชักช้า และดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป มาตรา ๑๘ หน่วยงานรัฐกระทำการโดยสุจริตตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง     หมวด ๓ หน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจ ________________________________     มาตรา ๑๙ เพื่อป้องกันมิให้มีสินค้าไม่ปลอดภัยมีในท้องตลาด ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นผลิต สั่งหรือ นำเข้า หรือขาย แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ (๑) ไม่ผลิต สั่งหรือนำเข้า หรือขายสินค้าไม่ปลอดภัย (๒) ไม่เสนอ จัดหาหรือตกลงที่จะจัดหาหรือขายหรือนำเสนอหรือแนะนำสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไม่ว่า ด้วยวิธีการโฆษณาหรือวิธีการใดๆ หรือมีไว้เพื่อการดังกล่าว   มาตรา ๒๐ ผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่ (๑) จัดให้มีการให้ข้อมูลและคำเตือนอย่างเหมาะสม เพียงพอ และเข้าใจได้ของผู้บริโภคเกี่ยวกับความ เสี่ยงภัยที่อาจเกิดจากสินค้า วิธีป้องกันหรือหลีกเลี่ยงภัย   (๒) จัดให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบและพิจาณาข้อร้องเรียน แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้บริโภคทราบโดยไม่ชักช้า พร้อมทั้งจัดทำและเก็บรักษาบันทึก (๓) จัดให้มีมาตรการกำกับดูแล สุ่มตรวจความปลอดภัยของสินค้า ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพตาม สภาพและลักษณะของสินค้านั้น พร้อมทั้งเก็บบันทึกการดำเนินงานข้างต้น (๔) กรณีทราบว่า สินค้าของตนเป็นสินค้าไม่ปลอดภัย หรืออาจไม่ปลอดภัย (ก) เรียกคืนสินค้า (ข) เก็บสินค้าออกจากตลาด (ค) แจ้ง โฆษณาข่าวสารเกี่ยวกับอันตรายของสินค้านั้นให้ผู้บริโภคทราบ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีอาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปฏิบัติ เพิ่มเติมได้     หมวด ๔ บทกำหนดโทษ ________________________________   มาตรา ๒๑ ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวก ไม่ให้ถ้อยคำหรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐานต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำและปรับ   มาตรา ๒๒ ผู้ประกอบธุรกิจใดฝ่าฝืนคาสั่งของหน่วยงานรัฐตามมาตรา ๗ (๕) มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ หรือเจตนาฝ่าฝืนมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจาและปรับ ถ้าผู้ประกอบธุรกิจตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ผลิตหรือเป็นผู้สั่งหรือนาเข้ามาในราชอาณาจักรฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามคำสั่งตามวรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตราย ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสิบปีหรือปรับ ไม่เกินสามเท่าของมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือมูลค่าของผลประโยชน์ที่ตนได้รับ หรือทั้งจำและปรับ       ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ     ......................................         นายกรัฐมนตรี
สมาชิกเท่านั้นที่มีสิทธิในการตั้งและตอบกระทู้
  • หน้าที่:
  • 1