Facebook


ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 11444 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ด้วยพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นายจ้างต้องบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงได้ยกร่างกฎกระทรวงฉบับนี้

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได&#63243โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว&#63243



    ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 7 หมวด รวม 27 มาตรา หมวด 1 บททั่วไป (มาตรา 5 - มาตรา 6) หมวด 2 ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน (มาตรา 7 - มาตรา 11) หมวด 3 นโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (มาตรา 12) หมวด 4 โครงสร้างการบริหารด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (มาตรา 13 - มาตรา 16) หมวด 5 แผนงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการนำไปปฏิบัติ (มาตรา 17 - มาตรา 23) หมวด 6 การประเมินผลและการทบทวนการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (มาตรา 24 - มาตรา 25) หมวด 7 การดำเนินการปรับปรุงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (มาตรา 26- มาตรา 27)



    • ๑. กำหนดความผิดเกี่ยวกับการรักษาความลับ ความครบถ้วน และการทำงานของข้อมูลคอมพิวเตอร์และระบบคอมพิวเตอร์ ดังนี้
    • (๑) กำหนดความผิดฐานเข้าถึงโดยมิชอบหรือโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งการเข้าถึงนี้ หมายความถึงกรณีที่มีการกำหนดรหัสผ่านเพื่อป้องกันมิให้บุคคลอื่นใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และกรณีผู้กระทำผิดดำเนินการด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อให้ได้รหัสผ่านมาและสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นั้น โดยตนเองนั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นเอง และหมายรวมถึงกรณีที่บุคคลนี้ที่อยู่ห่างโดยระยะทางและสามารถเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ตนเองต้องการด้วย โดยอาจ เป็นการเข้าถึงฮาร์ดแวร์หรือส่วนประกอบต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลที่ถูกบันทึกในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งร่างมาตรานี้ได้กำหนดให้การเข้าถึงโดยมิชอบเป็นความผิดแม้ผู้กระทำจะมิได้มีมูลเหตุจูงใจเพื่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ ทั้งนั้นเพราะการกระทำดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดความผิดฐานอื่น ๆ ตามมาได้โดยง่าย (ร่างมาตรา ๕ และร่างมาตรา ๖)
      (๒) กำหนดความผิดฐานลักลอบดักข้อมูลคอมพิวเตอร์ เพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนตัวในการติดต่อสื่อสารทำนองเดียวกับการให้ความคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวในการติดต่อสอสารรูปแบบเดิมที่ห้ามการดักฟังโทรศัพท์หรือการแอบบันทีกเทปลับ โดยการลักลอบดักฟังข้อมูลนี้ หมายถึง การลักลอบดักขอมูลโดยวิธีการทางเทคนิคเพื่อลักลอบดักฟัง ตรวจสอบเนื้อหาสาระที่สื่อสารถึงกัน รวมทั้งแอบบันทีกข้อมูลที่สื่อสารถึงกันด้วย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนี้ต้องมิใช่ข้อมูลที่ส่งและ เปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ได้ โดยผู้กระทำต้องมีมูลเหตุจูงใจเพื่อให้ได้ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น จีงจะเป็นความผิด (ร่างมาตรา ๗)
      (๓) กำหนดความผิดฐานรบกวนข้อมูลคอมพิวเตอร์และรบกวนระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อคุ้มครองความครบถ้วนของข้อมูล และเสถียรภาพในการใช้งานหรือการใช้ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกเก็บไว้บนสื่อคอมพิวเตอร์ (ร่างมาตรา ๘ และ ร่างมาตรา ๙)
      (๔) กำหนดความผิดฐานใช้อุปกรณ์ในทางมิชอบ โดยกำหนดให้การผลิตจำหน่ายแจกจ่าย หวือครอบครองอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในการกระทำความผิด เช่น อุปกรณ์สำหรับเจาะระบบ รหัสผ่าน รหัสการเข้าถึง แต่ไม่รวมถึงอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการปกป้องระบบหรือทดสอบระบบโดยมีอำนาจหรือได้รับอนุญาตให้กระทำได้ โดยการแจกจ่ายนั้นรวมถึงการส่งข้อมูลที่ได้รับให้ผู้อื่นอีกทอดหนึ่ง หรือการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้าดวยกันเพื่อให้สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดังกล่าวโดยสะดวกด้วย (ร่างมาตรา ๑๑)
      (๕) กำหนดโทษสำหรับการกระทำความผิดตามร่างมาตรา ๕ ถีงร่างมาตรา ๙ ใหัหนักขึ้น ในกรณีเป็นการกระทำเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ หรือหน่วยงานของรัฐที่มีความสำคัญเป็นพิเศษเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย (ร่างมาตรา ๑๐)
    • ๒. กำหนดการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ดังนี้
    • (๑) กำหนดความผิดฐานปลอมแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันและขจัดช่องว่างของกฎหมายสำหรับความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารในระบบกระดาษ และการปลอมเเปลงข้อมูลหรือข้อความที่จัดทำขึ้นในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยอาจเป็นการปลอมแปลง ทั้งหมดหรือบางส่วนรวมทั้งการลบหรือการย้ายข้อมูลให้ผิดไปจากเดิมโดยประการที่น่าจะเกิดความ เสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่แท้ที่จริงเป็นความผิด (ร่างมาตรา ๑๒)
      (๒) กำหนดความผิดฐานฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ในกรณีที่ผู้กระทำเจตนาทุจริต แก้ไข เปลี่ยนแปลง ลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เข้าฟังหรือรบกวนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ และโดยการกระทำดังกล่าวทำให้ได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน (ร่างมาตรา ๑๓)
  • ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น โดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้" ท่านมีความคิดเห็นว่าโทษดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ และท่านเห็นว่าโทษใดใกล้เคียงกับความเห็นของท่านมากที่สุด
  • ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
    ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
    ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
    ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท
    ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท
  • ในกรณีร้านที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตสาธารณะ ได้มีชุดคำสั่งไว้ในครอบครองโดยมิได้ตั้งใจ หรือเกิดจากการกระทำของลูกค้า เจ้าของกิจการควรมีความผิดหรือไม่อย่างไร
    • ขอ 1
    • ขอ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปไป
    • ข้อ 2
    • ข้อ ๒ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับแก่กิจการหรือสถานประกอบกิจการ ดังต่อไปนี้
      (๑) การทำเหมืองแร่ เหมืองหิน กิจการปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมี
      (๒) การทำ ผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อมบำรุง เก็บรักษา ปรับปรุง ตกแต่ง เสริมแต่ง ดัดแปลง แปรสภาพ ทำให้เสีย หรือทำลายซึ่งวัตถุหรือทรัพย์สิน รวมทั้งการต่อเรือ การให้กำเนิด แปลง และจ่ายไฟฟ้าหรือพลังงานอย่างอื่น
      (๓) การก่อสร้าง ต่อเติม ติดตั้ง ซ่อม ซ่อมบำรุง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร สนามบิน ทางรถไฟ ทางรถราง ทางรถใต้ดิน ท่าเรือ อู่เรือ สะพานเทียบเรือ ทางน้ำ ถนน เขื่อน อุโมงค์ สะพาน ท่อระบาย ท่อน้ำ โทรศัพท์ ไฟฟ้า ก๊าซหรือประปา หรือสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ รวมทั้งการเตรียมหรือวางรากฐานของการก่อสร้าง
      (๔) การขนส่งคนโดยสารหรือสินค้าโดยทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และรวมทั้งการบรรทุกขนถ่ายสินค้า
      (๕) สถานีบริการหรือจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงหรือก๊าซ
      (๖) โรงแรม
      (๗) ห้างสรรพสินค้า
      (๘) สถานพยาบาล
      (๙) สถาบันการเงิน
      (๑๐) สถานตรวจทดสอบทางกายภาพ
      (๑๑) สถานบริการบันเทิง นันทนาการ หรือการกีฬา
      (๑๒) สถานปฏิบัติการทางเคมีหรือชีวภาพ
      (๑๓) กิจการอื่นตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด
    • ข้อ 3
    • ข้อ ๓ ให้นายจ้างจัดให้มีระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานของสถานประกอบกิจการ ดังนี้
      (๑) ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ สำหรับสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป หรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างครบหนึ่งร้อยคน
      (๒) ภายในสองปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ สำหรับสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนถึงเก้าสิบเก้าคน หรือภายในสองปีนับแต่วันที่ลูกจ้างครบห้าสิบคน
    • ข้อ 4
    • ข้อ ๔ ในกฎกระทรวงนี้
      ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน หมายความว่า ระบบการจัดการที่กำหนดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการของสถานประกอบกิจการเพื่อนำไปปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งครอบคลุมการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ
      ผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร หมายความว่า ลูกจ้างระดับบริหารซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การเลิกจ้าง การให้บำเหน็จ การลงโทษ หรือการวินิจฉัยข้อร้องทุกข์ และได้รับมอบหมายเป็นหนังสือให้กระทำการแทนนายจ้าง เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้
    • ข้อ 5
    • ข้อ ๕ ให้นายจ้างจัดให้มีข้อบังคับและคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทำงาน ไว้ในสถานประกอบกิจการ
      ข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องกำหนดขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยเพื่อควบคุมมิให้มีการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการทำงาน ทั้งนี้ นายจ้างต้องจัดให้มีการอบรมและฝึกปฏิบัติจนกว่าลูกจ้างจะสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องปลอดภัย รวมทั้งจัดวางระบบควบคุม กำกับ ดูแล ให้ลูกจ้างปฏิบัติตาม
      คู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
      (๑) นโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
      (๒) กฎระเบียบด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
      (๓) ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิต หรือการประกอบกิจการของนายจ้าง
      (๔) อันตรายจากการทำงานและวิธีการป้องกัน ซึ่งครอบคลุมถึงวิธีการใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยและวิธีการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลอย่างถูกต้องและเหมาะสม
    • ข้อ 6
    • ข้อ ๖ ให้นายจ้างซึ่งมีผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเข้ามาปฏิบัติงานในสถานประกอบกิจการ จัดให้มีข้อบังคับและคู่มือตามข้อ ๕ สำหรับผู้รับเหมาดังกล่าว เพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานของผู้รับเหมาให้เป็นไปตามกฎกระทรวงนี้
    • ข้อ 7
    • ข้อ ๗ ให้นายจ้างจัดให้มีระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
      (๑) นโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
      (๒) โครงสร้างการบริหารด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
      (๓) แผนงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานและการนำไปปฏิบัติ
      (๔) การประเมินผลและทบทวนการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
      (๕) การดำเนินการปรับปรุงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
      การจัดทำระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหมวด ๓ ถึง หมวด ๗
      ให้นายจ้างปรับปรุงและพัฒนาระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
    • ข้อ 8
    • ข้อ ๘ ให้นายจ้างดำเนินการให้เป็นไปตามระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานตามข้อ ๗ และมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
      (๑) ควบคุมดูแลการดำเนินการตามระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน
      (๒) ส่งเสริมให้ลูกจ้างทุกคนมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน
      ในกรณีที่ผู้แทนนายจ้างระดับบริหารเป็นผู้ดำเนินการแทนนายจ้างตามวรรคหนึ่ง ให้รายงานผลการดำเนินการตามระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานต่อนายจ้าง
    • ข้อ 9
    • ข้อ ๙ ให้นายจ้างจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการจัดให้มีระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานตามข้อ ๗ เก็บไว้ในสถานประกอบกิจการ และพร้อมที่จะให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบ
    • ข้อ 10
    • ข้อ ๑๐ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัย ในการทำงานได้
    • ข้อ 11
    • ข้อ ๑๑ ให้นายจ้างเป็นผู้นำ และสนับสนุนการจัดทำ รวมทั้งการนำไปปฏิบัติซึ่งระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานตามข้อ ๗ โดยจัดสรรเวลาและทรัพยากรที่เพียงพอ
    • ข้อ 12
    • ข้อ ๑๒ นายจ้างต้องจัดให้มีและประกาศนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยต้องดำเนินการดังนี้
      (๑) ทำเป็นหนังสือ ใช้ภาษาที่ชัดเจนเข้าใจง่าย ลงวันที่ และลงลายมือชื่อหรือประทับตรารับรองโดยนายจ้าง หรือผู้รับผิดชอบสูงสุดของสถานประกอบกิจการ
      (๒) เหมาะสมกับลักษณะกิจกรรมของสถานประกอบกิจการ มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของทุกคนในสถานประกอบกิจการ
      (๓) ปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่กำหนดไว้ในสถานประกอบกิจการ และข้อกำหนดอื่น ๆ ซึ่งสถานประกอบกิจการนั้นถือปฏิบัติ
      (๔) เปิดโอกาสให้ลูกจ้างได้มีส่วนร่วมในการเสนอ จัดทำ และปรับปรุงนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
      (๕) สื่อสารให้ทุกคนในสถานประกอบกิจการทราบ และมีไว้พร้อมให้บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม
      (๖) ได้รับการทบทวนเพื่อความเหมาะสมอยู่เสมอ
    • ข้อ 13
    • ข้อ ๑๓ นายจ้าง ต้องจัดให้มีโครงสร้างการบริหารด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยมีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ มีการพัฒนาระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน มีการนำระบบไปปฏิบัติ และมีการตรวจติดตาม-ให้มีการปฏิบัติงานตามระบบ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ดังนี้
      (๑) งานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นความรับผิดชอบของสายงานบังคับบัญชาตามลำดับ และประกาศให้รับทราบทั่วกัน
      (๒) กำหนดหน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ที่ต้องทำการชี้บ่ง ประเมินผล ควบคุมอันตรายและความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมทั้งสื่อสารให้ทุกคนในสถานประกอบกิจการทราบ
      (๓) จัดให้มีการสอนวิธีการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง
      (๔) ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ และมีการสื่อสารให้ทุกคนในสถานประกอบกิจการ ปฏิบัติตามองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน ตามข้อ ๗
    • ข้อ 14
    • ข้อ ๑๔ ให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมและให้ความรู้แก่ลูกจ้าง ดังนี้
      (๑) ฝึกอบรมเพื่อให้ลูกจ้างมีความรู้และทักษะเพียงพอ สามารถปฏิบัติงานที่รับผิดชอบได้อย่างปลอดภัย
      (๒) ฝึกอบรมเพื่อทบทวนความรู้ให้แก่ลูกจ้าง เป็นระยะ ๆ
      ทั้งนี้ ให้นายจ้างจัดให้มีการประเมินผลการฝึกอบรมลูกจ้างทุกคน รวมทั้งเก็บหลักฐานการฝึกอบรมและผลการประเมินไว้ในสถานประกอบกิจการ พร้อมที่จะให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบ
    • ข้อ 15
    • ข้อ ๑๕ นายจ้างต้องจัดให้มีการจัดทำเอกสารระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน และจัดทำบันทึกซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบใดก็ได้ เช่น สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยจะต้องกำหนดวิธีการในการให้ความเห็นชอบ การจัดเก็บ การทบทวน การปรับปรุง บันทึกและเอกสารในระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกจ้างและสอดคล้องตามกฎหมาย และลูกจ้างต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน สภาพการทำงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง รวมทั้งต้องมีระบบการรักษาความลับส่วนบุคคลที่จำเป็นด้วย
      บันทึกตามวรรคหนึ่งต้องสามารถชี้บ่ง และสอบกลับไปยังกิจกรรมต่าง ๆ ได้ และเก็บไว้ในสถานประกอบกิจการเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันจัดทำ พร้อมให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบ
    • ข้อ 16
    • ข้อ ๑๖ นายจ้างต้องจัดให้มีขั้นตอนดำเนินการในการสื่อสารด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยให้ครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
      (๑) การสื่อสารเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ในทุกระดับภายในสถานประกอบกิจการ
      (๒) การสื่อสารกับผู้รับเหมา บุคคลภายนอกที่มาใช้บริการ และผู้เยี่ยมชม
      (๓) การนำข้อเสนอแนะหรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของลูกจ้างมาพิจารณา และตอบสนอง
      (๔) การสื่อสารกับหน่วยงานหรือบุคคลภายนอกสถานประกอบกิจการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
    • ข้อ 17
    • ข้อ ๑๗ นายจ้างต้องจัดให้มีแผนงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อส่งเสริมความปลอดภัย สุขภาพอนามัย และป้องกันการประสบอันตรายจากการทำงาน โดยแผนงานต้องมีลักษณะดังนี้
      (๑) สอดคล้องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย
      (๒) ครอบคลุมการพัฒนาและการนำไปปฏิบัติในทุกองค์ประกอบของระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน
      (๓) กำหนดผู้รับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ในการดำเนินงาน รวมทั้งการสนับสนุนทางเทคนิคที่เพียงพอ
      (๔) กำหนดงบประมาณและกรอบเวลาในการดำเนินการ
      (๕) กำหนดเกณฑ์วัดผลการปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์
      (๖) กำหนดให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนที่กำหนด รวมทั้งการทบทวนปรับเปลี่ยนแผนตามความเหมาะสม
    • ข้อ 18
    • ข้อ ๑๘ นายจ้างจะต้องจัดให้มีการชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ และความปลอดภัยที่เกิดขึ้นจากการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานด้วยวิธีการที่เหมาะสม รวมทั้งต้องจัดทำมาตรการในการป้องกันอันตราย มีแผนงานในการลดและควบคุมความเสี่ยงตามสภาพของงาน
      นายจ้างต้องจัดให้มีการทบทวนการชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยง รวมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมตามความเหมาะสม หรือเมื่อ
      (๑) มีการดำเนินกิจกรรมใหม่
      (๒) มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจกรรม
      (๓) มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการทำงานของลูกจ้าง
    • ข้อ 19
    • ข้อ ๑๙ นายจ้างต้องจัดให้มีแผนการเฝ้าระวังสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการเฝ้าระวังสุขภาพของลูกจ้าง
    • ข้อ 20
    • ข้อ ๒๐ นายจ้างต้องจัดทำแผนป้องกันและเตรียมความพร้อมสำหรับตอบโต้เหตุฉุกเฉินตามความเสี่ยงของสถานประกอบกิจการ
    • ข้อ 21
    • ข้อ ๒๑ นายจ้างต้องจัดให้มีแผนการฝึกซ้อมตามแผนป้องกันและเตรียมความพร้อมสำหรับตอบโต้เหตุฉุกเฉินตามข้อ ๑๙ อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
    • ข้อ 22
    • ข้อ ๒๒ กรณีที่สถานประกอบกิจการของนายจ้างจำเป็นต้องมีผู้รับเหมาค่าแรงหรือบุคคลที่เข้ามาทำงาน ให้นายจ้างจัดทำข้อกำหนดด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ผู้รับเหมาค่าแรงหรือบุคคลที่เข้ามาทำงานปฏิบัติ และใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินและคัดเลือกผู้รับเหมาค่าแรงหรือบุคคลที่เข้ามาทำงาน รวมทั้งควบคุมให้มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
    • ข้อ 23
    • ข้อ ๒๓ นายจ้างต้องจัดให้มีระบบการสอบสวนหาสาเหตุของการบาดเจ็บ การเจ็บป่วย โรคอุบัติเหตุ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการประสบอันตรายจากการทำงาน และผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันเพื่อมิให้เกิดเหตุซ้ำอีก
    • ข้อ 24
    • ข้อ ๒๔ นายจ้างต้องจัดทำขั้นตอนการตรวจประเมิน และดำเนินการตามขั้นตอนนั้น โดยนายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจประเมินระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน ไม่น้อยกว่าปีละหนึ่งครั้ง พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยในการทำงานทราบ เพื่อดำเนินการแก้ไขและจัดทำสรุปผลการตรวจประเมิน
    • ข้อ 25
    • ข้อ ๒๕ นายจ้างต้องจัดให้มีการทบทวนระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานไม่น้อยกว่าปีละหนึ่งครั้ง โดยอาจมอบหมายให้ผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร และคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการร่วมกันดำเนินการทบทวนในกรณีดังนี้
      (๑) ผลการดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ
      (๒) ผลการแก้ไขข้อบกพร่องที่พบจากการตรวจประเมิน รายงานอุบัติการณ์ ผลการติดตามตรวจสอบและวัดผลการปฏิบัติ
      (๓) ผลการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งจากภายในและภายนอกสถานประกอบกิจการ
      (๔) ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่เปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ เช่น การพัฒนากฎหมายที่สำคัญ
      (๕) ข้อเสนอเพื่อการปรับปรุง
    • ข้อ 26
    • ข้อ ๒๖ ให้นายจ้างดำเนินการปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่พบจากการดำเนินการตามข้อ ๒๓ และข้อ ๒๔ และวิเคราะห์สาเหตุของข้อบกพร่อง รวมทั้งสำรวจแนวโน้มของการเกิดข้อบกพร่องเพื่อความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ
    • ข้อ 27
    • ข้อ ๒๗ นายจ้างต้องจัดให้มีการปรับปรุงทุกองค์ประกอบในระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานของสถานประกอบกิจการอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail
         

     


1 ความคิดเห็น

  • ลิงค์ความคิดเห็น chamaiporn panumas วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย chamaiporn panumas

    ด้วยพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง