Facebook


ร่างพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. ......

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 6656 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

 

 

 

 

 

 

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง

พ.ศ. ....

                            

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลักการ

 

 

 

 

 

 

                    ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวง

 

 

 

 

 

 

เหตุผล

 

 

 

 

 

 

                    โดยที่พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ ได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานาน บทบัญญัติบางประการจึงไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจ

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    หลักการ

    ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวง

    เหตุผล

    โดยที่พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ ได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานาน บทบัญญัติบางประการจึงไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน สมควรปรับปรุงให้มีการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการชลประทานอย่างเป็นระบบทั้งการวางแผนและการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถจัดสรรน้ำได้อย่างพอเพียงแก่ความต้องการใช้ประโยชน์และในขณะเดียวกันมีมาตรการป้องกันและแก้ไขความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่น้ำในทางน้ำชลประทานจากสาเหตุต่าง ๆ รวมทั้งสมควรส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากทางน้ำชลประทานได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทางน้ำชลประทาน เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และเกิดความเป็นธรรมในการใช้น้ำร่วมกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • มาตรา ๑
    • พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. ....
    • มาตรา ๒
    • พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    • มาตรา ๓
    • ให้ยกเลิก
      (๑) พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕
      (๒) พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๗
      (๓) พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๗
      (๔) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๔๖ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๕
      (๕) พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๘
      (๖) พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๐
    • มาตรา ๔
    • มิให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติรักษาคลอง รศ. ๑๒๑ มาใช้บังคับแก่ทางน้ำชลประทานตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๕
    • ในพระราชบัญญัตินี้
      การชลประทาน หมายความว่า กิจการที่กรมชลประทานจัดทำขึ้น
      เพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำ หรือเพื่อกัก เก็บ รักษา ควบคุม ส่ง ระบายหรือแบ่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรม การสาธารณูปโภค การพลังงาน การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ระบบนิเวศน์ การคมนาคมทางน้ำ ซึ่งอยู่ในเขตชลประทาน และหมายความรวมถึงการป้องกันความเสียหายอันเกิดจากน้ำด้วย
      ทางน้ำชลประทาน หมายความว่า ทางน้ำที่รัฐมนตรีได้ประกาศให้เป็น
      ทางน้ำชลประทานตามพระราชบัญญัตินี้
      เขตชลประทาน หมายความว่า ทางน้ำชลประทานและเขตที่ดินที่จะได้รับประโยชน์จากการชลประทาน
      เขตงาน หมายความว่า เขตที่ดินที่ใช้ในการสร้างและการบำรุงรักษา
      การชลประทานตามที่เจ้าพนักงานได้แสดงแนวเขต
      คันคลอง หมายความว่า มูลดินที่ถมขึ้นเป็นคันยาวไปตามคลอง
      ชานคลอง หมายความว่า พื้นที่ระหว่างขอบตลิ่งกับเชิงคันคลอง
      เจ้าพนักงาน หมายความว่า เจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานซึ่งอธิบดี
      แต่งตั้งให้มีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการชลประทานตามพระราชบัญญัตินี้
      นายช่างชลประทาน หมายความว่า เจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน
      ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าควบคุมการก่อสร้างหรือการบำรุงรักษาการชลประทาน หรือ
      การบริหารจัดการน้ำตามพระราชบัญญัตินี้
      อธิบดี หมายความว่า อธิบดีกรมชลประทาน
      กองทุน หมายความว่า กองทุนเพื่อการชลประทาน
      รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๖
    • ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
      กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
    • หมวด ๑
    • การชลประทาน
    • มาตรา ๗
    • ให้กรมชลประทานมีอำนาจหน้าที่วางแผน จัดหาแหล่งน้ำ ก่อสร้าง
      สิ่งที่จำเป็นเพื่อการกักเก็บน้ำ การรักษา ควบคุม ส่งน้ำ ระบายน้ำ และการอื่นที่เกี่ยวกับ
      การชลประทาน และบริหารจัดการการใช้น้ำ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอแก่การชลประทาน
      ให้กรมชลประทานจัดทำแผนการชลประทานเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ โดยแผนการชลประทานนั้นจะต้องแสดงรายละเอียดในเรื่อง
      ดังต่อไปนี้
      (๑) ข้อมูลแหล่งน้ำของประเทศ
      (๒) การคาดหมายความจำเป็นในการใช้น้ำเพื่อการชลประทาน
      (๓) แนวทางการจัดหา การพัฒนา และการอนุรักษ์แหล่งน้ำให้มีน้ำใช้
      อย่างพอเพียง
      (๔) แผนการดำเนินการเพื่อกำหนดทางน้ำชลประทานและการก่อสร้างสิ่งจำเป็นในเขตชลประทานเพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน
      (๕) แนวทางการจัดสรรน้ำให้ทั่วถึงเพื่อประโยชน์แก่การเกษตรกรรม
      (๖) การอื่นใดที่จำเป็นแก่การชลประทาน
      การกำหนดรายละเอียดของแผนการชลประทานเรื่องใดมีผลกระทบต่อประชาชนกลุ่มใด ให้กรมชลประทานรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำแผนการชลประทานในเรื่องนั้นด้วย
    • มาตรา ๘
    • เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนการชลประทานตามมาตรา ๗ แล้ว
      ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ดำเนินการตามภารกิจที่กำหนดในแผนการชลประทาน
      หรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ให้สอดคล้องกับแผนการชลประทาน
      ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐตามวรรคหนึ่งเห็นว่า การดำเนินการตามแผนการชลประทานจะขัดแย้งกับอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่หน่วยงานของรัฐนั้นมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ ขัดแย้งกับนโยบายหรือแผนอื่นที่คณะรัฐมนตรีได้เคยกำหนดไว้ หรือมีปัญหาอื่นใดที่ไม่อาจปฏิบัติตามแผนการชลประทานได้ ให้หน่วยงานของรัฐนั้นประสานการปฏิบัติงานกับกรมชลประทาน ถ้าไม่อาจหาข้อยุติได้ให้หน่วยงานของรัฐหรือกรมชลประทานเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัย ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการตามแผนการชลประทานให้ถือว่าการดำเนินการตามแผนการชลประทานตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการดำเนินการตามกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ
      การแก้ไขหรือปรับปรุงแผนการชลประทานให้เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่เป็นการดำเนินการในรายละเอียดเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงไปให้สามารถกระทำได้ หากไม่กระทบหลักการที่กำหนดไว้ในแผนการชลประทาน
    • มาตรา ๙
    • ทางน้ำชลประทานมีสี่ประเภท ดังต่อไปนี้
      (๑) ทางน้ำชลประทาน ประเภทที่ ๑ ได้แก่ คลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำ และคลองซอยหรือสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งกรมชลประทานจัดให้มีขึ้นเพื่อใช้ในการส่ง ระบาย กัก หรือกั้นน้ำเพื่อการชลประทาน
      (๒) ทางน้ำชลประทาน ประเภทที่ ๒ ได้แก่ ทางน้ำที่มีการใช้ประโยชน์ทั้ง
      ด้านการชลประทานและการคมนาคมทางน้ำ เฉพาะภายในเขตพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จาก
      การชลประทาน
      (๓) ทางน้ำชลประทาน ประเภทที่ ๓ ได้แก่ แหล่งต้นน้ำที่สงวนไว้ใช้ในการชลประทาน
      (๔) ทางน้ำชลประทาน ประเภทที่ ๔ ได้แก่ ทางน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำ
      อันเป็นอุปกรณ์แก่การชลประทาน
      การกำหนดให้ทางน้ำใดเป็นทางน้ำชลประทานและการกำหนดประเภทของ
      ทางน้ำชลประทานแห่งนั้น ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
      โดยต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตทางน้ำชลประทานที่จะกำหนดนั้นแนบท้ายประกาศด้วย
      ให้อธิบดีประกาศกำหนดแนวเขตที่ดินที่อยู่ในเขตชลประทานของ
      ทางน้ำชลประทาน เพื่อให้ทราบเขตที่ดินซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการชลประทานของ
      ทางน้ำชลประทาน
    • มาตรา ๑๐
    • ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องศึกษาหรือสำรวจพื้นที่เพื่อประโยชน์
      ในการชลประทาน ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจเข้าไปในที่ดินของบุคคลใด เพื่อทำการสำรวจและกำหนดแนวเขตชลประทานหรือเขตงาน ทั้งนี้ ในการดำเนินการดังกล่าวให้มีอำนาจวางอุปกรณ์ ตัดฟันต้นไม้ ขุดดิน ปักเขตหรือหมุดหลักฐาน และทำเครื่องหมายแนวทางที่ได้สำรวจไว้ได้เท่าที่จำเป็นเพื่อการสำรวจหรือกำหนดแนวเขตชลประทานหรือเขตงาน
      ก่อนการเข้าไปในที่ดินของบุคคลใด เจ้าพนักงานต้องแจ้งให้เจ้าของหรือ
      ผู้ครอบครองที่ดินทราบเป็นหนังสือล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เพื่อให้เจ้าของ
      หรือผู้ครอบครองที่ดินทราบ ในกรณีที่ไม่อาจติดต่อกับเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินได้
      ให้ประกาศให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นทราบ โดยทำเป็นหนังสือปิดไว้ ณ ที่ที่ดินนั้น
      ตั้งอยู่ และ ณ สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอ ที่ทำการกำนัน และที่ทำการ
      ผู้ใหญ่บ้านแห่งที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ ทั้งนี้ ให้แจ้งกำหนดวัน เวลา และการที่จะกระทำนั้นไว้ด้วย
      และให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินนั้นได้รับแจ้งเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันประกาศ
      การเข้าไปในเขตที่ดินของบุคคลใดให้กระทำได้ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก และต้องระมัดระวังให้กระทบกระเทือนการใช้ประโยชน์ของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นน้อยที่สุด
    • มาตรา ๑๑
    • เมื่อได้ประกาศกำหนดให้ทางน้ำใดเป็นทางน้ำชลประทานตามมาตรา ๙ แล้ว ให้เจ้าพนักงานหรือนายช่างชลประทานมีอำนาจเข้าไปในที่ดินหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินของบุคคลใดในเขตชลประทานเป็นการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบ ก่อสร้าง ปรับปรุงบำรุงรักษา รื้อถอน ทำลาย หรือเคลื่อนย้ายสิ่งที่กีดขวางแก่การชลประทานหรือดำเนินการอื่นใด ที่จำเป็นเกี่ยวกับการชลประทาน และให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๐ วรรคสองและวรรคสาม
      มาใช้บังคับโดยอนุโลม

    • มาตรา ๑๒
    • ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินจำเป็นต้องป้องกันหรือแก้ไขอันตรายที่จะเกิดแก่การชลประทาน ให้เจ้าพนักงานซึ่งได้รับมอบหมายจากนายช่างชลประทานมีอำนาจใช้ที่ดินหรือทรัพย์สินของบุคคลใดเพื่อก่อสร้าง ติดตั้งอุปกรณ์ ระบายน้ำผ่านที่ดิน หรือกระทำการอื่นใดในที่ดินที่ใกล้เคียงหรือบริเวณที่จะเกิดอันตรายแก่การชลประทานได้เท่าที่จำเป็น ไม่ว่าที่ดินนั้นจะอยู่ในเขตชลประทานหรือนอกเขตชลประทาน โดยไม่ต้องแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินทราบล่วงหน้า
    • มาตรา ๑๓
    • การเข้าไปในที่ดินหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือทรัพย์สินของ
      บุคคลใดตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ ถ้าได้กระทำการให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมประโยชน์ต่อที่ดินหรือทรัพย์สินนั้น กรมชลประทานต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรือทรัพย์สิน หรือผู้ทรงสิทธิอื่น ทั้งนี้ เงินค่าสินไหมทดแทนให้คำนวณจากความเสียหายอย่างเป็นธรรม รวมทั้งค่าขาดประโยชน์จากการใช้สอยที่ดินหรือทรัพย์สินดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด
      เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรือทรัพย์สิน หรือผู้ทรงสิทธิ มีสิทธิอุทธรณ์
      จำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนต่อรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนเงิน
      ค่าสินไหมทดแทน
      คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
    • มาตรา ๑๔
    • เพื่อประโยชน์ในการจัดการทางน้ำชลประทานให้มีปริมาณน้ำ
      เพียงพอและมีคุณภาพที่เหมาะสม ให้นายช่างชลประทานมีอำนาจพัฒนาทางน้ำชลประทาน
      และบำรุงรักษาทางน้ำชลประทาน
      ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งถ้าจำเป็นต้องเททิ้งมูลดิน ให้เจ้าพนักงาน
      มีอำนาจดำเนินการเททิ้งมูลดินในที่ดินที่ใกล้เคียงได้ แต่ต้องไม่ทำให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินได้รับความเดือดร้อนเสียหายเกินสมควรแก่เหตุ และถ้าทำให้เกิดความเสียหายแก่พืชผลหรือสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๓ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม
    • มาตรา ๑๕
    • ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงเรียกเก็บค่าชลประทาน
      จากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินในเขตชลประทาน หรือจากผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน
      ไม่ว่าผู้ใช้น้ำนั้นจะอยู่ในเขตหรือนอกเขตชลประทาน โดยกฎกระทรวงดังกล่าวจะต้องกำหนด
      เรื่อง ดังต่อไปนี้
      (๑) ทางน้ำชลประทานแต่ละสายหรือแต่ละเขตที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน
      (๒) เขตและท้องที่ซึ่งเป็นเขตชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน
      (๓) อัตราค่าชลประทานที่จะเรียกเก็บ ซึ่งจะต้องระบุว่าจะเรียกเก็บจากบุคคลผู้ใช้น้ำในลักษณะใดเป็นจำนวนเท่าใด ตลอดจนการยกเว้นหรือลดหย่อนค่าชลประทาน
      การกำหนดอัตราค่าชลประทานที่จะเรียกเก็บให้คำนึงถึงการรักษาปริมาณน้ำ
      ของเขตชลประทานให้เพียงพอ ความต้องการใช้น้ำและวัตถุประสงค์ของกิจการที่มีการใช้น้ำ
      โดยต้องกำหนดให้แตกต่างกันระหว่างการเกษตรกรรม และการอุตสาหกรรม หรือการอื่น
      ที่มิใช่การเกษตรกรรม รวมทั้งการใช้น้ำเพื่อประโยชน์สาธารณะกับการใช้น้ำเพื่อประโยชน์ของบุคคลใดโดยเฉพาะ
      ในกรณีที่ผู้ใดไม่ชำระค่าชลประทานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ต้องชำระเงินเพิ่มอีกกึ่งหนึ่งของค่าชลประทาน
      ในกรณีที่ผู้ฝ่าฝืนตามวรรคสามยังไม่ชำระค่าชลประทานและเงินเพิ่มตามที่
      นายช่างชลประทานได้มีหนังสือเตือนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และนายช่างชลประทานเห็นว่าผู้นั้นใช้ประโยชน์จากทางน้ำชลประทานเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยเฉพาะ นายช่างชลประทานอาจมีคำสั่งให้ผู้นั้นงดใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานก็ได้ จนกว่าจะยินยอมชำระค่าชลประทานและเงินเพิ่ม
      วิธีการจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน ระยะเวลาการชำระค่าชลประทาน หรือ
      วิธีการผ่อนชำระค่าชลประทานหรือเงินเพิ่มให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศ
      ในราชกิจจานุเบกษา
    • มาตรา ๑๖
    • ในกรณีจำเป็นต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ของเอกชน เพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน ถ้ามิได้ตกลงเรื่องการโอนไว้เป็นอย่างอื่นให้ดำเนินการเวนคืน
      ตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
      ในการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาตามวรรคหนึ่ง โดยมิได้มีการเวนคืนตาม
      กฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์
    • มาตรา ๑๗
    • ในกรณีที่จำเป็นให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน
      ในพื้นที่ที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของหน่วยงานอื่นของรัฐ ถ้ามิอาจตกลงการใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นได้ ให้กรมชลประทานรายงานต่อรัฐมนตรี เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดให้ใช้พื้นที่นั้นเพื่อการชลประทาน เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ครอบครองหรือดูแลพื้นที่นั้นส่งมอบพื้นที่ให้อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของกรมชลประทาน
      ถ้าพื้นที่ที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของหน่วยงานอื่นของรัฐนั้นเป็นพื้นที่
      ที่กำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตที่กำหนดโดยกฎหมายอื่น
      คณะรัฐมนตรีอาจมีมติกำหนดให้กรมชลประทานมีอำนาจเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ดังกล่าวบางส่วนเพื่อการชลประทานได้ โดยในการดำเนินการของกรมชลประทาน เจ้าพนักงานหรือนายช่างชลประทานให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการห้ามใช้พื้นที่หรือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้พื้นที่ตามกฎหมายนั้น แต่ในการดำเนินการต้องแจ้งให้หน่วยงานของรัฐ ผู้ครอบครองหรือดูแลพื้นที่นั้นทราบด้วย ถ้ามีข้อขัดแย้งในการดำเนินการให้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด
      การใช้ประโยชน์ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติหรือ
      เขตที่กำหนดโดยกฎหมายอื่น ต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตการดำเนินการเกี่ยวกับการชลประทานไว้โดยชัดแจ้ง และต้องมิให้กระทบกระเทือนวัตถุประสงค์ในการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติหรือเขตที่กำหนดตามกฎหมายนั้น เว้นแต่เป็นการดำเนินการเท่าที่จำเป็นเพื่อการชลประทาน
    • หมวด ๒
    • การบริหารจัดการเขตชลประทาน
    • มาตรา ๑๘
    • ให้กรมชลประทานมีอำนาจหน้าที่บริหารจัดการเขตชลประทาน ยกเว้นทางน้ำชลประทานที่อยู่ในอำนาจหน้าที่การบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรผู้ใช้น้ำตามพระราชบัญญัตินี้
      ในการบริหารจัดการเขตชลประทานของกรมชลประทาน ให้มีคณะกรรมการ
      เขตชลประทาน เพื่อทำหน้าที่เสนอแนะการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของกรมชลประทาน ประกอบด้วย บุคคลซึ่งอธิบดีแต่งตั้งจากผู้แทนหน่วยงานของรัฐ ผู้บริหารองค์กรปกครอง
      ส่วนท้องถิ่นในเขตชลประทาน และผู้แทนผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน ตามจำนวนที่เหมาะสมกับสภาพเขตชลประทานแต่ละแห่งเป็นกรรมการ และนายช่างชลประทานหรือเจ้าพนักงาน
      ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งประชุมกันเพื่อเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ
      คณะกรรมการเขตชลประทานแต่ละแห่งให้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการในเขต
      ชลประทานตามพื้นที่ที่อธิบดีประกาศกำหนด ทั้งนี้ อาจกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ในการ
      ดำเนินการเกี่ยวกับทางน้ำชลประทานหลายแห่งที่อยู่ใกล้เคียงกันได้
      การแต่งตั้งกรรมการจากผู้แทนผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานให้คำนึงถึง
      ผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรมเป็นสำคัญ และอาจพิจารณาแต่งตั้งจากผู้ใช้น้ำเพื่อวัตถุประสงค์
      อื่นด้วยก็ได้ แต่ต้องมีสัดส่วนไม่มากกว่าผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรม
      บุคคลซึ่งใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานในบริเวณใกล้เคียงกัน และมีวัตถุประสงค์
      เพื่อการเกษตรกรรม อาจรวมกันเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน เพื่อเสนอรายชื่อผู้แทนของกลุ่มผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานนั้น ให้อธิบดีพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการเขตชลประทาน ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีพิจารณาแต่งตั้งกรรมการเขตชลประทานจากรายชื่อที่กลุ่มผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเสนอเป็นลำดับแรก
      วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่ของ
      คณะกรรมการเขตชลประทานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด
    • มาตรา ๑๙
    • คณะกรรมการเขตชลประทานมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
      (๑) เสนอแนะการพัฒนา การบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์ และ
      การบำรุงรักษาเขตชลประทาน
      (๒) เสนอแนะการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรน้ำ และมาตรการในการ
      ควบคุมการใช้น้ำ
      (๓) เสนอแนะการกำหนดมาตรการการจัดเก็บค่าชลประทาน
      (๔) ไกล่เกลี่ยและชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้น้ำ
      (๕) ส่งเสริมความเข้าใจร่วมกันในระหว่างผู้ใช้น้ำเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์
      ทางน้ำชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์ทางน้ำชลประทาน
      (๖) ดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน
      ในกรณีที่คณะกรรมการเขตชลประทานมีข้อเสนอแนะตามอำนาจหน้าที่
      ในวรรคหนึ่ง ให้เสนอแนะต่อนายช่างชลประทานผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลเขตชลประทานนั้น
      และให้นายช่างชลประทานซึ่งได้รับข้อเสนอแนะพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการเขตชลประทานเสนอแนะ แต่ถ้านายช่างชลประทานไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแนะให้เสนออธิบดีวินิจฉัยชี้ขาด การวินิจฉัยชี้ขาดของอธิบดีต้องคำนึงถึงประโยชน์
      สาธารณะเป็นสำคัญ
      ในกรณีที่ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการเขตชลประทานมิได้อยู่ในอำนาจ
      หน้าที่ของนายช่างชลประทาน ให้นายช่างชลประทานซึ่งได้รับข้อเสนอแนะรายงานต่ออธิบดี
      เพื่อพิจารณาต่อไป
    • มาตรา ๒๐
    • ทางน้ำชลประทานประเภทที่ ๑ หรือประเภทที่ ๒ แห่งใดอยู่ใน
      เขตพื้นที่ความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดเพียงแห่งเดียว ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีความพร้อมจะดำเนินการบริหารจัดการทางน้ำชลประทานนั้น ให้จัดทำแผน
      การบริหารจัดการทางน้ำชลประทานเสนอต่ออธิบดีเพื่อทำความเห็นเสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา แผนการบริหารจัดการทางน้ำชลประทานอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
      (๑) แนวเขตทางน้ำชลประทานที่จะบริหารจัดการ
      (๒) วิธีการบริหารจัดการเพื่อให้มีการดูแลรักษาทางน้ำชลประทาน
      (๓) การกำหนดแนวทางการจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม
      (๔) แนวทางการจัดเก็บค่าชลประทาน
      (๕) การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของประชาชนที่ใช้ประโยชน์
      ในทางน้ำชลประทาน
      ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นชอบกับแผนการบริหารจัดการทางน้ำชลประทานของ
      องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งให้กรมชลประทานส่งมอบทางน้ำชลประทานและโอนอำนาจหน้าที่ กิจการ และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการชลประทานให้แก่
      องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการทางน้ำชลประทานนั้น
      ในการดำเนินการตามวรรคสองให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการชลประทานตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้อำนาจหน้าที่ของอธิบดีเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเฉพาะการดำเนินการในทางน้ำชลประทานนั้น และให้เจ้าหน้าที่ซึ่งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่งตั้งมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าพนักงานหรือนายช่างชลประทาน แล้วแต่กรณี
      ในกรณีที่ทางน้ำชลประทานใดอยู่ในเขตพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
      หลายแห่งที่มีเขตติดต่อกัน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นพร้อมที่จะร่วมมือดำเนินการบริหารจัดการทางน้ำชลประทานนั้นด้วยกัน ให้ร่วมกันจัดทำแผนการบริหารจัดการทางน้ำ
      ชลประทานตามวรรคหนึ่ง เสนออธิบดีเพื่อทำความเห็นเสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามีคำสั่ง
      ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านั้นมีอำนาจบริหารจัดการทางน้ำชลประทาน และให้นำความในวรรคสองและวรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม
    • มาตรา ๒๑
    • ในกรณีที่ทางน้ำชลประทานที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารจัดการนั้น เป็นทางน้ำชลประทานที่มีกฎกระทรวงกำหนดให้เรียกเก็บค่าชลประทาน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจเรียกเก็บค่าชลประทาน
      ในกรณีที่ทางน้ำชลประทานตามวรรคหนึ่งยังไม่มีกฎกระทรวงกำหนดให้เรียกเก็บค่าชลประทาน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อเรียกเก็บ
      ค่าชลประทานได้ และเมื่อมีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้เรียกเก็บค่าชลประทานแล้ว
      การดำเนินการเรียกเก็บค่าชลประทานให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
      ค่าชลประทานที่เรียกเก็บได้ ให้นำส่งกองทุนตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนด
      และค่าชลประทานส่วนที่เหลือให้ตกเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น
    • มาตรา ๒๒
    • ให้กรมชลประทานมีหน้าที่ช่วยเหลือการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าปรากฏว่ามีการบริหารจัดการทางน้ำชลประทานที่อาจเกิดความเสียหาย
      ให้อธิบดีแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระงับการกระทำ หรือแก้ไขการดำเนินการที่อาจ
      ก่อให้เกิดความเสียหาย ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ดำเนินการภายในระยะเวลา
      ที่กำหนด ให้กรมชลประทานมีอำนาจเข้าไปดำเนินการเพื่อแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้น และ
      ให้อธิบดีรายงานต่อรัฐมนตรี เพื่อมีคำสั่งเพิกถอนการบริหารจัดการทางน้ำชลประทานของ
      องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้
      ในกรณีที่รัฐมนตรีมีคำสั่งให้เพิกถอนการบริหารจัดการทางน้ำชลประทาน
      ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีผลเป็นการโอนอำนาจหน้าที่ กิจการ และทรัพย์สิน
      ที่เกี่ยวข้องกับการชลประทานในทางน้ำชลประทานนั้นมาเป็นของกรมชลประทาน
      ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดไม่ประสงค์จะบริหารจัดการทางน้ำ
      ชลประทานที่ได้รับโอนมา ให้มีหนังสือแจ้งต่ออธิบดีเพื่อรายงานต่อรัฐมนตรีให้เพิกถอน
      การบริหารจัดการทางน้ำชลประทานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น และให้นำความใน
      วรรคสองมาใช้บังคับ โดยอนุโลม
    • มาตรา ๒๓
    • ในกรณีที่บุคคลซึ่งใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานในบริเวณใกล้เคียงกันมีความประสงค์จะรวมกันเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำเพื่อบริหารจัดการในทางน้ำชลประทานแห่งใด
      ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนพร้อมทั้งเสนอแผนการบริหารจัดการทางน้ำชลประทานต่ออธิบดี
      ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
      แผนการบริหารจัดการทางน้ำชลประทานให้เป็นไปตามความสมัครใจโดยอิสระ
      ขององค์กรผู้ใช้น้ำ แต่ต้องให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ซึ่งได้รับประโยชน์จากทางน้ำชลประทานอย่างทั่วถึง
      เมื่ออธิบดีได้ดำเนินการจดทะเบียนให้เป็นองค์กรผู้ใช้น้ำแล้ว ให้องค์กร
      ผู้ใช้น้ำดังกล่าวมีฐานะเป็นนิติบุคคลและให้มีอำนาจบริหารจัดการทางน้ำชลประทานตาม
      พระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๒๔
    • การบริหารจัดการทางน้ำชลประทานขององค์กรผู้ใช้น้ำต้องปฏิบัติ
      ตามมาตรฐานที่อธิบดีประกาศกำหนด แผนการบริหารจัดการทางน้ำชลประทานที่ได้รับความ
      เห็นชอบ และเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้น้ำอย่างเป็นธรรม
      ในกรณีที่มีความจำเป็น นายช่างชลประทานอาจกำหนดเงื่อนไขการบริหารจัดการทางน้ำชลประทานเป็นกรณีเฉพาะเรื่อง เพื่อให้องค์กรผู้ใช้น้ำปฏิบัติก็ได้ แต่การกำหนดเงื่อนไขนั้น ต้องไม่กระทบกระเทือนวิธีดำเนินการตามความสมัครใจที่ได้ตกลงกันในระหว่างสมาชิกขององค์กรผู้ใช้น้ำแต่ละแห่ง
      องค์กรผู้ใช้น้ำต้องจัดทำข้อบังคับการบริหารองค์กรผู้ใช้น้ำตามหลักเกณฑ์
      ที่อธิบดีกำหนด

    • มาตรา ๒๕
    • ในการบริหารจัดการทางน้ำชลประทาน ให้องค์กรผู้ใช้น้ำมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ด้วย
      (๑) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้น้ำในทางน้ำชลประทาน
      (๒) เสนอรายชื่อบุคคลเพื่อให้อธิบดีแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ชลประทานตาม
      มาตรา ๕๘
      ระเบียบที่องค์กรผู้ใช้น้ำกำหนดตามวรรคหนึ่ง (๑) เมื่อนายช่างชลประทานผู้รับผิดชอบเขตชลประทานนั้นให้ความเห็นชอบแล้ว ให้มีผลใช้บังคับกับบุคคลผู้ได้รับประโยชน์
      ในทางน้ำชลประทานได้
      ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนระเบียบตามวรรคหนึ่ง (๑) องค์กรผู้ใช้น้ำอาจแจ้งให้
      นายช่างชลประทานผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลเขตชลประทานพิจารณาออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้นั้น
      ใช้ทางน้ำชลประทานได้
    • มาตรา ๒๖
    • ในกรณีที่ทางน้ำชลประทานที่องค์กรผู้ใช้น้ำเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารจัดการนั้น เป็นทางน้ำชลประทานที่มีกฎกระทรวงกำหนดให้เรียกเก็บค่าชลประทาน ให้องค์กร
      ผู้ใช้น้ำมีอำนาจเรียกเก็บค่าชลประทาน
      ในกรณีที่ทางน้ำชลประทานตามวรรคหนึ่งยังไม่มีกฎกระทรวงกำหนดให้เรียก
      เก็บค่าชลประทาน ให้องค์กรผู้ใช้น้ำมีอำนาจออกระเบียบเพื่อเรียกเก็บค่าชลประทานได้ และ
      เมื่อมีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้เรียกเก็บค่าชลประทานแล้ว การดำเนินการเรียกเก็บ
      ค่าชลประทานให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
      ค่าชลประทานที่เรียกเก็บได้ให้นำส่งกองทุนตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนด และค่าชลประทานส่วนที่เหลือให้ตกเป็นรายได้ขององค์กรผู้ใช้น้ำนั้น
    • มาตรา ๒๗
    • ให้องค์กรผู้ใช้น้ำมีหน้าที่ดูแลและบำรุงรักษาทางน้ำชลประทาน
      และสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การชลประทานในทางน้ำชลประทานที่องค์กรผู้ใช้น้ำบริหาร
      จัดการ โดยให้กรมชลประทานมีหน้าที่ช่วยเหลือการดำเนินการในการบริหารจัดการขององค์กรผู้ใช้น้ำ
      การบริหารจัดการทางน้ำชลประทานขององค์กรผู้ใช้น้ำไม่กระทบกระเทือน
      อำนาจหน้าที่ของกรมชลประทานในการดูแลและบำรุงรักษาทางน้ำชลประทานและสิ่งที่สร้างขึ้น
      เพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่อื่นตามพระราชบัญญัตินี้
      ในกรณีที่ปรากฏว่าองค์กรผู้ใช้น้ำมีการบริหารจัดการทางน้ำชลประทานที่อาจเกิด
      ความเสียหาย นายช่างชลประทานอาจมีคำสั่งให้ระงับการกระทำ หรือสั่งให้แก้ไขการดำเนินการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ ในกรณีที่องค์กรผู้ใช้น้ำไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ให้นายช่างชลประทานรายงานอธิบดีเพื่อสั่งเพิกถอนการบริหารจัดการทางน้ำชลประทาน และการจดทะเบียนขององค์กรผู้ใช้น้ำได้
      ในกรณีที่มีการเพิกถอนการจดทะเบียนขององค์กรผู้ใช้น้ำตามวรรคสาม
      ให้องค์กรผู้ใช้น้ำแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อชำระบัญชีขององค์กรผู้ใช้น้ำนั้น และให้นำความ
      ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วน
      จำกัด และบริษัทจำกัด มาใช้บังคับโดยอนุโลม
      ในระหว่างการชำระบัญชีให้ถือว่าองค์กรผู้ใช้น้ำนั้นยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลา
      ที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี
      เมื่อได้ชำระบัญชีตามวรรคสี่แล้ว ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่ให้คืนแก่สมาชิกของ
      องค์กรผู้ใช้น้ำนั้น
    • มาตรา ๒๘
    • ในกรณีที่กรมชลประทานได้โอนอำนาจหน้าที่ให้แก่องค์กรปกครอง
      ส่วนท้องถิ่นบริหารจัดการทางน้ำชลประทานใด เมื่อมีการจดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำตาม
      มาตรา ๒๓ วรรคสามแล้ว ให้แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นทราบด้วย และให้องค์กรผู้ใช้น้ำที่ได้จดทะเบียนมีอำนาจบริหารจัดการทางน้ำชลประทานนั้นแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
      ในการดำเนินการบริหารจัดการทางน้ำชลประทานขององค์กรผู้ใช้น้ำ ถ้ามีกรณี
      ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางน้ำชลประทานที่อยู่ในอำนาจบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจแจ้งต่อนายช่างชลประทานเพื่อดำเนินการตามมาตรา ๒๗ ได้
      ถ้ามีการจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำในทางน้ำชลประทานใดอยู่ก่อนการโอนอำนาจ
      หน้าที่การบริหารจัดการทางน้ำชลประทานนั้นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้องค์กรผู้ใช้น้ำที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วยังคงมีอำนาจบริหารจัดการทางน้ำชลประทานนั้นต่อไปตามพระราช
      บัญญัตินี้ และให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
    • มาตรา ๒๙
    • ในกรณีที่บุคคลซึ่งใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานได้จัดตั้งเป็นกลุ่ม
      ผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานและไม่ประสงค์จะจดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำ ให้กลุ่มผู้ใช้น้ำ
      จากทางน้ำชลประทานมีสิทธิดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อประโยชน์ของสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานได้ แต่การดำเนินการต้องไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้
      ให้กรมชลประทานหรือคณะกรรมการเขตชลประทาน แล้วแต่กรณี มีหน้าที่
      สนับสนุนและช่วยเหลือการดำเนินการของกลุ่มผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเพื่อให้เป็นไป
      ตามความต้องการของผู้ใช้น้ำอย่างเป็นธรรม
    • หมวด ๓
    • กองทุนเพื่อการชลประทาน
    • มาตรา ๓๐
    • ให้จัดตั้ง กองทุนเพื่อการชลประทาน ขึ้นในกรมชลประทาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการชลประทาน โดยให้กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้
      (๑) เงินที่โอนมาจากทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน
      (๒) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล
      (๓) ค่าชลประทานและค่าบำรุงทางน้ำชลประทานตามพระราชบัญญัตินี้
      (๔) ค่าเสียหายที่เรียกเก็บจากผู้กระทำความผิดและก่อให้เกิดความเสียหายแก่การชลประทาน
      (๕) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้
      (๖) ดอกผลหรือผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
      เงินและทรัพย์สินของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
    • มาตรา ๓๑
    • เงินและทรัพย์สินของกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการ ดังต่อไปนี้
      (๑) การจัดหาแหล่งน้ำ การพัฒนาและบำรุงรักษาเขตชลประทาน
      (๒) การดำเนินการที่เกี่ยวกับการชลประทานและการแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำ
      (๓) การสนับสนุนองค์กรผู้ใช้น้ำหรือกลุ่มผู้ใช้ทางน้ำชลประทานในการบริหาร
      จัดการ พัฒนา และบำรุงรักษาเขตชลประทาน
      (๔) การสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างจิตสำนึก ฝึกอบรมและเผยแพร่ความรู้
      เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของทางน้ำชลประทาน การดูแลและอนุรักษ์ทางน้ำชลประทาน
      (๕) การดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวกับการชลประทาน
      (๖) ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุน
    • มาตรา ๓๒
    • การบริหารจัดการกองทุน การรับและจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน
      การจัดหาประโยชน์ และการจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
    • มาตรา ๓๓
    • ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี ให้กรมชลประทาน
      จัดทำงบการเงินและบัญชีส่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชี และประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของกองทุน
      รายงานการสอบบัญชีตามวรรคหนึ่งให้อธิบดีเสนอรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอ
      คณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ
    • หมวด ๔
    • การจัดการน้ำ
    • มาตรา ๓๔
    • เพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน ให้อธิบดีมีอำนาจออกประกาศ ดังต่อไปนี้
      (๑) ปิด กั้นหรือเปิดน้ำในทางน้ำชลประทาน
      (๒) ดัดแปลงแก้ไขทางน้ำชลประทาน หรือจัดให้มีสิ่งก่อสร้างขึ้นในทางน้ำชลประทาน
      (๓) ห้าม จำกัดหรือกำหนดเงื่อนไขในการใช้เรือ แพ การใช้น้ำ การระบายน้ำ หรือการอื่นในทางน้ำชลประทาน ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเพื่อการบำรุงรักษาทางน้ำชลประทาน
      (๔) การกำหนดให้การใช้น้ำในทางน้ำชลประทานตามปริมาณที่กำหนดต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน
      ในการอนุญาตตาม (๔) เจ้าพนักงานจะกำหนดเงื่อนไขการใช้น้ำเพื่อประโยชน์แก่การชลประทานด้วยก็ได้
      ประกาศของอธิบดีต้องปิดไว้ ณ ที่ชุมชนในท้องถิ่นล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เว้นแต่กรณีฉุกเฉิน อธิบดีกรมชลประทานมีอำนาจประกาศให้มีการดำเนินการไปก่อนได้

    • มาตรา ๓๕
    • ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจส่งน้ำ ระบายน้ำ หรือสูบน้ำเข้าในที่ดิน
      แห่งใดเพื่อประโยชน์ในการชลประทาน
      ในกรณีที่เจ้าพนักงานได้ส่งน้ำ ระบายน้ำ หรือสูบน้ำเข้าไปในที่ดินแห่งใด
      ตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ผู้ใดปิดกั้นน้ำไว้ด้วยวิธีใดๆ จนเป็นเหตุไม่ให้น้ำไหลไปสู่ที่ดินใกล้เคียงหรือปลายทาง ถ้าเห็นสมควร นายช่างชลประทานมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือ
      ผู้ครอบครองที่ดินหรือผู้ได้รับประโยชน์จากการชลประทาน เปิดสิ่งที่ปิดกั้นน้ำไว้ตามที่จะ
      กำหนดให้หรือจัดการเปิดเสียเองก็ได้ ในการนี้นายช่างชลประทานอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานมีอำนาจเข้าไปในที่ดินแห่งหนึ่งแห่งใด เพื่อตรวจและจัดการดังกล่าวได้
    • มาตรา ๓๖
    • ในกรณีที่เจ้าพนักงานได้ระบายน้ำหรือสูบน้ำเข้าไปในที่ดินแห่งใด
      เพื่อประโยชน์ในการชลประทาน ให้นายช่างชลประทานมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรือผู้ได้รับประโยชน์จากการชลประทานภายในบริเวณที่จะได้รับน้ำนั้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลากำหนด เพื่อกักน้ำนั้นไว้ไม่ให้ไหลไปเสียเปล่าจนเป็นเหตุให้ที่ดินข้างเคียงไม่ได้รับน้ำตามที่ควร
    • มาตรา ๓๗
    • ในกรณีที่กรมชลประทานได้ดำเนินการจัดส่งน้ำทางท่อหรือ
      สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อการระบายน้ำ ให้กรมชลประทานมีอำนาจดำเนินการวางท่อหรือสิ่งที่สร้างขึ้นนั้นไปใต้ เหนือ ตาม หรือข้ามพื้นดินของบุคคลใด แต่ต้องมิใช่เป็นที่ดินที่เป็นที่ตั้งของสิ่งก่อสร้างของบุคคลผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้น เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้นให้ดำเนินการในที่ดินที่เป็นที่ตั้งของสิ่งก่อสร้างได้
      ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑
      และมาตรา ๑๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    • มาตรา ๓๘
    • เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการชลประทาน ถ้าไม่สามารถจะทำได้
      โดยวิธีอื่น ให้เจ้าของที่ดินที่อยู่ห่างทางน้ำหรือแหล่งน้ำใดมีสิทธิทำทางน้ำผ่านที่ดินของผู้อื่น
      เพื่อระบายน้ำไปยังที่ดินของตนได้เมื่อนายช่างชลประทาน ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอ
      ได้อนุญาต แต่จะกำหนดให้ใช้ที่ดินรวมทั้งที่ทิ้งดินที่มีความกว้างได้ไม่เกินสิบเมตร โดยเจ้าของที่ดินที่อยู่ห่างทางน้ำหรือแหล่งน้ำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินที่ทางน้ำนั้นผ่าน
      ในการที่จะให้อนุญาตและกำหนดทางน้ำนั้น ให้คำนึงถึงประโยชน์ของเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินที่ทางน้ำผ่าน และให้กำหนดให้ดำเนินการทำทางน้ำในบริเวณที่ที่จะเสียหายแก่เจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินนั้นน้อยที่สุด
    • มาตรา ๓๙
    • ในกรณีที่เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำในเขตชลประทานแห่งใด
      รัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งให้ระบายน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะแห่งอื่นนอกทางน้ำชลประทาน
      ไปยังเขตชลประทานแห่งนั้น เพื่อบรรเทาภาวะการขาดแคลนน้ำ รวมทั้งให้มีอำนาจออกคำสั่ง
      ให้กักเก็บน้ำ ปรับปรุงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องและกำหนดมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหา
      การขาดแคลนน้ำได้
      ในกรณีที่เป็นการดำเนินการในระหว่างทางน้ำชลประทานด้วยกัน การดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้เป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดี
    • มาตรา ๔๐
    • ในกรณีที่เกิดภาวะน้ำท่วมในเขตชลประทานแห่งใด
      ให้นายช่างชลประทานโดยความเห็นชอบของผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจ
      ระบายน้ำจากเขตชลประทานไปยังแหล่งน้ำสาธารณะอื่นหรือพื้นที่อื่น ปิดกั้นแนวเขตที่ดิน
      หรือดำเนินการใดที่จำเป็นเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
      ในกรณีที่มีการกำหนดแผนป้องกันและแก้ไขน้ำท่วมในเขตพื้นที่ชลประทาน
      ใดแล้ว ให้การดำเนินการป้องกันและแก้ไขน้ำท่วมตามวรรคหนึ่งเป็นไปตามแผนนั้น
    • หมวด ๕
    • การคุ้มครองเขตชลประทาน
    • มาตรา ๔๑
    • ห้ามมิให้เรือยนต์หรือเรือกลไฟเดินในทางน้ำชลประทานประเภท ๑
      เว้นแต่จะได้รับหนังสืออนุญาตจากเจ้าพนักงานเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น
      การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข
      ที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • มาตรา ๔๒
    • ห้ามมิให้เรือยนต์หรือเรือกลไฟรับจ้างขนส่งคนโดยสารหรือสินค้า
      หรือรับจ้างลากจูงเดินในทางน้ำชลประทานประเภท ๒ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน
      การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
      ใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้มีอายุหนึ่งปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต
    • มาตรา ๔๓
    • ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อดำเนินการ ดังต่อไปนี้
      (๑) กำหนดค่าบำรุงทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บจากผู้ใช้เรือ แพ ผ่านประตูน้ำ ประตูระบาย หรือจากผู้ใช้ยานพาหนะตามที่กำหนดผ่านบริเวณทำนบ หรือประตู
      ระบาย และยกเว้นค่าบำรุงทางน้ำชลประทานแก่เรือบางประเภท
      (๒) กำหนดค่าบำรุงทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บจากผู้รับใบอนุญาต
      เดินเรือยนต์หรือเรือกลไฟในทางน้ำชลประทานประเภท ๒ เป็นรายปี
      (๓) กำหนดเครื่องมือและวิธีที่จะใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนกำหนดเขต
      ห้ามจับสัตว์น้ำในทางน้ำชลประทาน เพื่อป้องกันความเสียหายแก่การชลประทาน
      ในกรณีที่ผู้ใดไม่ชำระค่าบำรุงทางน้ำชลประทานตาม (๑) หรือ (๒) ต้อง
      ชำระเงินเพิ่มอีกกึ่งหนึ่งของค่าบำรุงทางน้ำชลประทาน และถ้ายังไม่ชำระภายในสามสิบวัน
      นับจากวันถึงกำหนดชำระ เจ้าพนักงานอาจมีคำสั่งให้งดใช้เรือ แพ หรือยานพาหนะผ่าน
      ทางน้ำชลประทานได้ จนกว่าจะมีการชำระค่าบำรุงทางน้ำชลประทานและเงินเพิ่ม
      วิธีการจัดเก็บหรือชำระค่าบำรุงทางน้ำชลประทาน ระยะเวลาการชำระ
      ค่าบำรุงทางน้ำชลประทาน หรือวิธีการผ่อนชำระค่าบำรุงทางน้ำชลประทานหรือเงินเพิ่ม
      ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • มาตรา ๔๔
    • ห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้าง แก้ไข หรือต่อเติมสิ่งก่อสร้าง หรือปลูกปัก
      สิ่งใด ทำการเพาะปลูก หรือทำการประมง รุกล้ำ หรือเป็นอุปสรรคแก่การใช้ทางน้ำชลประทาน
      คันคลอง ชานคลอง คลองระบายน้ำ หรือสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการชลประทาน หรือกระทำการอันเป็นการกีดขวางทางน้ำชลประทาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายช่างชลประทาน
    • มาตรา ๔๕
    • ในกรณีมีต้นไม้ในที่ดินของผู้ใดรุกล้ำหรือทำให้เสียหายแก่
      ทางน้ำชลประทาน คันคลอง ชานคลอง คลองระบายน้ำ สิ่งที่สร้างขึ้นหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการชลประทาน ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นตัดหรือนำต้นไม้นั้น
      ไปให้พ้นจากการรุกล้ำหรือทำให้เสียหายได้
    • มาตรา ๔๖
    • ห้ามมิให้ผู้ใดขุดคลองหรือทางน้ำมาเชื่อมกับทางน้ำชลประทาน หรือมาเชื่อมกับทางน้ำอื่นที่เชื่อมกับทางน้ำชลประทาน หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้น้ำในทางน้ำชลประทานรั่วไหล หรือระบายน้ำลงในทางน้ำชลประทาน อันอาจก่อให้เกิดการเสียหายแก่การชลประทาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี ในการอนุญาตอธิบดีอาจกำหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติหรือต้องชำระค่าชลประทาน ตามที่เห็นสมควรได้ ในกรณีที่เรียกเก็บ
      ค่าชลประทานให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๕ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า
      มาใช้บังคับโดยอนุโลม
      เพื่อป้องกันอันตรายอันอาจเกิดแก่การชลประทาน อธิบดีมีอำนาจสั่งให้
      ผู้กระทำการดังกล่าวปิดถมทางน้ำนั้นหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อมิให้น้ำรั่วไหลหรือระบายน้ำลงในทางน้ำชลประทานได้ต่อไป หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้
      เจ้าพนักงานดำเนินการแทน และถ้าจำเป็นจะต้องใช้ที่ดินเพื่อการนี้ ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจ
      ใช้ที่ดินริมคลองหรือริมทางน้ำนั้นได้เท่าที่จำเป็น
      ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามวรรคสอง รวมทั้งค่าเสียหายที่จะต้องชดใช้
      ให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดิน ให้ผู้ฝ่าฝืนเป็นผู้รับผิดชอบ

    • มาตรา ๔๗
    • ห้ามมิให้ผู้ใดนำหรือปล่อยสัตว์ตามประเภทหรือจำนวนที่นายช่างชลประทานกำหนดลงไปในทางน้ำชลประทาน หรือเหยียบย่ำคันคลอง ชานคลอง หรือบริเวณสิ่งก่อสร้าง อันเกี่ยวกับการชลประทาน เว้นแต่ในที่ที่ได้กำหนดอนุญาตไว้หรือได้รับอนุญาต
      เป็นหนังสือจากเจ้าพนักงาน
      เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรานี้ ให้นายช่างชลประทาน
      ปิดประกาศประเภทหรือจำนวนของสัตว์ไว้ในบริเวณที่ห้ามมิให้ผู้ใดนำหรือปล่อยสัตว์ลงไป
    • มาตรา ๔๘
    • ให้นายช่างชลประทานมีอำนาจสั่งห้ามมิให้ผู้ใดชักหรือใช้น้ำ
      ในทางน้ำชลประทานในเมื่อเห็นว่าจะเป็นเหตุที่จะก่อให้เกิดการเสียหายแก่ผู้อื่น
    • มาตรา ๔๙
    • ห้ามมิให้ผู้ใดทิ้งมูลฝอย ซากสัตว์ ซากพืช เถ้าถ่าน หรือสิ่งปฏิกูล
      ลงในทางน้ำชลประทานหรือทำให้น้ำเป็นอันตรายแก่เกษตรกรรมหรือการบริโภค
      ห้ามมิให้ผู้ใดปล่อยน้ำเสียหรือสารเคมี หรือระบายสิ่งใดลงในทางน้ำชลประทานหรือลงในแหล่งน้ำอื่นหรือที่ดินที่มีผลโดยตรงต่อทางน้ำชลประทาน จนอาจทำให้น้ำในทางน้ำชลประทานเป็นอันตรายแก่เกษตรกรรม การบริโภค การอุปโภค สุขภาพอนามัย หรือระบบ
      นิเวศน์
    • มาตรา ๕๐
    • ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกระทำการอันเป็นเหตุ
      ให้สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน หรืออุปกรณ์อื่นใดที่ใช้ในการชลประทานเสียหายหรืออาจเกิดอันตรายหรือขัดข้องแก่การใช้สิ่งนั้น ดังต่อไปนี้
      (๑) ทำให้เสียหายแก่คันคลอง ชานคลอง หมุดระดับหลักฐาน คลองระบายน้ำ
      ท่อส่งน้ำ หรือสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การชลประทานที่ใช้ในการชลประทาน
      (๒) กีดขวางหรือทำให้แนวทางหรือเขตงานที่ได้สำรวจไว้ หรือหมุดหมายแสดง
      เขตงานคลาดเคลื่อนหรือสูญหาย
      (๓) ปิดหรือเปิดประตูน้ำ เขื่อนระบาย ประตูระบาย ท่อน้ำ ท่อเชื่อม สะพาน
      ทางน้ำ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกัน หรือใช้ยานพาหนะที่เจ้าพนักงานประกาศกำหนดในบริเวณทำนบหรือประตูระบาย
      (๔) ทำการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือรื้อถอนบรรดาสิ่งก่อสร้างอันเกี่ยวกับ
      การชลประทาน
      (๕) กระทำการอื่นใดตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
      เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจประกาศกำหนด
      รายละเอียด อุปกรณ์ สิ่งก่อสร้างหรือสิ่งที่ใช้เกี่ยวกับการชลประทานที่ห้ามมิให้บุคคลกระทำการใดตามมาตรานี้ และปิดประกาศไว้ในบริเวณที่ห้ามกระทำการ
    • มาตรา ๕๑
    • ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตชลประทานที่อาจส่งผลกระทบกับทางน้ำชลประทานในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง เพื่อมิให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายหรือเพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ทางน้ำชลประทาน
      ให้คงตามวัตถุประสงค์ในการจัดทำการชลประทาน
      เมื่อได้มีกฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์ที่ดิน
      แตกต่างหรือขัดกับข้อกำหนดในกฎกระทรวงนั้น
      ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่กรณีเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินมาก่อนที่จะมีกฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ และจะใช้ประโยชน์ที่ดินเช่นนั้นต่อไป แต่ถ้ารัฐมนตรีเห็นว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินเช่นนั้นต่อไปอาจมีผลกระทบกระเทือนทางน้ำชลประทาน รัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือถึงเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดิน ให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือระงับการใช้ประโยชน์ที่ดินตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และภายในระยะเวลาที่เห็นสมควรได้ แต่ถ้าการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวทำให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นต้องเสียหาย หรือขาดประโยชน์ที่เคยได้รับเกินสมควร ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามความเป็นธรรมด้วย โดยให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    • มาตรา ๕๒
    • ในกรณีที่มีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าการ
      กระทำความผิดนั้นมีลักษณะเป็นการรุกล้ำ กีดขวางหรือเป็นอุปสรรคแก่การใช้ประโยชน์
      ทางน้ำชลประทาน ชานคลอง สิ่งก่อสร้างหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการชลประทาน นอกจากที่ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว เมื่อโจทก์ร้องขอก็ให้ศาลสั่งรื้อถอนสิ่งที่รุกล้ำ กีดขวาง หรือเป็นอุปสรรคนั้นด้วย
      ในกรณีฉุกเฉินเพื่อป้องกันภยันอันตรายอันอาจเกิดขึ้นแก่การชลประทาน
      นายช่างชลประทานมีอำนาจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้สิ่งรุกล้ำ กีดขวาง หรือเป็น
      อุปสรรคพ้นไปจากทางน้ำชลประทาน ชานคลอง สิ่งก่อสร้างหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการชลประทานได้
    • มาตรา ๕๓
    • ในกรณีที่ผู้ใดกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และทำให้เกิด
      ความเสียหายแก่ทางน้ำชลประทานหรือสิ่งก่อสร้างหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการชลประทาน ผู้นั้น
      ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำนั้น โดยค่าเสียหายให้รวมถึง
      (๑) ค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปในการกำจัด เคลื่อนย้ายหรือเก็บรักษาสิ่งที่ก่อให้
      เกิดความเสียหาย หรือกระทำให้สิ่งนั้นหมดสภาพความเป็นอันตรายต่อทางน้ำชลประทาน
      (๒) ค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปในการทำให้ทางน้ำชลประทาน สิ่งก่อสร้าง หรือ
      อุปกรณ์ที่ใช้ในการชลประทานกลับคืนสู่สภาพเดิม
      (๓) ค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปในการช่วยเหลือบุคคล หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นเนื่องในความเสียหายนั้น
      (๔) ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินการของรัฐ เพื่อให้ได้รับค่าเสียหายจากผู้กระทำผิด
      (๕) มูลค่าของความเสียหายจากการใช้ประโยชน์ในทางน้ำชลประทาน
      สิ่งก่อสร้างหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการชลประทาน
      (๖) มูลค่าของประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดได้รับจากการฝ่าฝืนกฎหมาย
    • มาตรา ๕๔
    • ให้อธิบดีมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดค่าเสียหาย
      โดยอาจแต่งตั้งหลายคณะตามพื้นที่เขตชลประทานก็ได้ เพื่อทำหน้าที่พิจารณาการกระทำ
      ความผิดและกำหนดค่าเสียหาย ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดยินยอมชำระค่าเสียหาย ให้ถือว่า
      คดีอาญาเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในกรณีที่ไม่ยินยอมชำระ
      ค่าเสียหายให้ดำเนินคดีผู้กระทำความผิดนั้นต่อไป โดยให้เรียกค่าเสียหายจากการกระทำ
      ความผิดนั้นด้วย
      ในกรณีที่คณะกรรมการกำหนดค่าเสียหายได้ทำการสอบสวนแล้วเห็นว่า
      การกระทำความผิดนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือกระทำเพราะเข้าใจผิด และไม่ก่อความเสียหาย
      ร้ายแรงแก่ทางน้ำชลประทาน สิ่งก่อสร้าง หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการชลประทาน คณะกรรมการ
      กำหนดค่าเสียหายอาจให้ยกเว้นการกำหนดค่าเสียหายและกำหนดให้ยุติการดำเนินคดีกับ
      ผู้กระทำความผิดได้
      ในกรณีที่มีการกระทำความผิดซ้ำ นอกจากจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแล้ว
      ให้ดำเนินคดีในการกระทำความผิดนั้นด้วย
      วิธีพิจารณาของคณะกรรมการกำหนดค่าเสียหายให้เป็นไปตามระเบียบ
      ที่อธิบดีกำหนด
    • มาตรา ๕๕
    • ในกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด
      ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้แจ้งคณะกรรมการกำหนดค่าเสียหายทราบ และเมื่อคณะกรรมการ
      กำหนดค่าเสียหายได้พิจารณามีความเห็นให้ดำเนินการตามมาตรา ๕๓ เป็นประการใด
      ให้เจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกำหนดค่าเสียหาย
    • หมวด ๖
    • ผู้ปฏิบัติงานในเขตชลประทาน
    • มาตรา ๕๖
    • ให้นายช่างชลประทานมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลการดำเนินการเกี่ยวกับการชลประทานในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการชลประทาน
      การอนุญาต การออกคำสั่ง และการบังคับการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งการกำกับการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน
      ในกรณีที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติให้การดำเนินการเรื่องใดเป็นอำนาจหน้าที่
      ของเจ้าพนักงาน ให้นายช่างชลประทานมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกันด้วย
    • มาตรา ๕๗
    • ในเขตชลประทาน ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการ
      เกี่ยวกับการชลประทานตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ การเก็บค่าชลประทาน ค่าบำรุง
      ทางน้ำชลประทาน การอนุญาต และการออกคำสั่งให้บุคคลปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
      และมีอำนาจจับกุมบุคคลขณะกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
      เจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องใดจะมีอำนาจหน้าที่
      ปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัตินี้ในขอบเขตเพียงใดให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด
      การใช้อำนาจจับกุมบุคคลขณะกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่า
      เจ้าพนักงานเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
    • มาตรา ๕๘
    • ให้อธิบดีมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน ให้เป็นเจ้าหน้าที่ชลประทานได้ โดยให้ปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการชลประทานในเขตนั้นด้วย
    • มาตรา ๕๙
    • ให้เจ้าหน้าที่ชลประทาน มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (๑) เรียกเก็บค่าชลประทาน ค่าบำรุงทางน้ำชลประทาน ดูแลรักษาทางน้ำ
      ชลประทาน พื้นที่หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ในการชลประทาน และดำเนินการอื่นเกี่ยวกับการชลประทานตามที่อธิบดีกำหนด
      (๒) สั่งผู้ควบคุมเรือ แพ ที่ผ่านหรือจะผ่านทางน้ำชลประทานให้หยุด หรือ
      จอดเรือ แพ ในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
      (๓) ตรวจบัตรค่าบำรุงทางน้ำชลประทานหรือหนังสือหรือใบอนุญาตเดินเรือ
      ในทางน้ำชลประทาน
      (๔) จับกุมบุคคลขณะกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อส่งต่อ
      ให้เจ้าพนักงานตามมาตรา ๕๗ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อไป
      ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชลประทานตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๖๐
    • ในการปฏิบัติหน้าที่ให้นายช่างชลประทาน เจ้าพนักงาน และเจ้าหน้าที่
      ชลประทานแสดงบัตรประจำตัว เมื่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องร้องขอ
      บัตรประจำตัวตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศ
      ในราชกิจจานุเบกษา
    • หมวด ๗
    • บทกำหนดโทษ
    • มาตรา ๖๑
    • ผู้ใดไม่ชำระค่าชลประทานตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออก
      ตามความในมาตรา ๑๕ (๓) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสิบเท่าของค่าชลประทานที่ค้างชำระ
      เมื่อผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้นำค่าชลประทานที่ค้างชำระและเงินเพิ่ม
      มาชำระแก่เจ้าพนักงานภายในเวลาที่เจ้าพนักงานกำหนดแล้ว ให้ยกเว้นโทษสำหรับความผิด
      ตามวรรคหนึ่ง
    • มาตรา ๖๒
    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๔ (๓) หรือ (๔) มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖
      มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ (๓) มาตรา ๔๕ หรือมาตรา ๕๙ (๒) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๖๓
    • ผู้ใดไม่ชำระค่าบำรุงทางน้ำชลประทานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
      ที่ออกตามความในมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) ต้องระวางโทษปรับเป็นจำนวนสองเท่าของอัตรา
      ค่าบำรุงทางน้ำชลประทานที่ค้างชำระ
      เมื่อผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้นำค่าบำรุงทางน้ำชลประทานที่ค้างชำระ
      และเงินเพิ่มมาชำระแก่เจ้าพนักงานภายในเวลาที่เจ้าพนักงานกำหนดแล้ว ให้ยกเว้นโทษสำหรับความผิดตามวรรคหนึ่ง
    • มาตรา ๖๔
    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๖ หรือมาตรา ๕๑ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๖๕
    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๔ หรือมาตรา ๕๐ (๑) (๔) หรือ (๕) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    • มาตรา ๖๖
    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๗ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
      ในกรณีที่มีผู้นำจับผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการร้องขอ
      ต่อศาล และให้ศาลมีอำนาจพิพากษาให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงิน
      ค่าปรับตามคำพิพากษา โดยจ่ายจากเงินค่าปรับที่ชำระต่อศาล
      ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดยินยอมชำระค่าเสียหายตามมาตรา ๕๔ ให้คณะกรรมการกำหนดค่าเสียหายจ่ายค่าสินบนนำจับจากเงินค่าเสียหายที่ได้รับชำระให้แก่
      ผู้นำจับกึ่งหนึ่ง
      ในกรณีที่มีผู้นำจับหลายคนให้แบ่งเงินสินบนนำจับคนละเท่า ๆ กัน
    • มาตรา ๖๗
    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๘ หรือมาตรา ๔๙ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๕๐
      (๒) หรือ (๓) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำ
      ทั้งปรับ
      ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๙ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับ
      ไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    • บทเฉพาะกาล
    • มาตรา ๖๘
    • บรรดาทางน้ำชลประทานและการกำหนดประเภทของทางน้ำ
      ชลประทานที่ได้ประกาศกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ ให้ถือว่าเป็นทางน้ำชลประทานและประเภททางน้ำชลประทานตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามที่ได้ประกาศกำหนดไว้
    • มาตรา ๖๙
    • ทางน้ำชลประทานใดที่มีการเรียกเก็บค่าชลประทานตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ ให้ยังคงมีการเรียกเก็บค่าชลประทานตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป ทั้งนี้ ตามอัตราเดิมที่มีการเรียกเก็บจนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวงเรียกเก็บค่าชลประทานตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๗๐
    • ให้นายช่างชลประทาน เจ้าพนักงาน หรือเจ้าพนักงานผู้ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งให้มีหน้าที่เก็บค่าบำรุงทางน้ำชลประทานหรือดูแลรักษาทางน้ำชลประทาน คันคลอง ชานคลอง ทำนบ พนัง หมุดระดับหลักฐาน หรือสิ่งก่อสร้างที่ใช้ในการชลประทานตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ เป็นเจ้าพนักงาน นายช่างชลประทาน หรือเจ้าหน้าที่ชลประทาน ตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี จนกว่าอธิบดีจะมีคำสั่งตามพระราช
      บัญญัตินี้
    • มาตรา ๗๑
    • ให้โอนบรรดาทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้สินของทุนหมุนเวียน เพื่อการชลประทานตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ มาเป็นของกองทุนการชลประทานตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๗๒
    • บรรดาใบอนุญาตหรือการอนุญาตใด ๆ ที่ได้ให้ไว้ตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ ที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับให้ใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุหรือถูกเพิกถอน
    • มาตรา ๗๓
    • บรรดาคำขออนุญาตที่ได้ยื่นไว้ตามพระราชบัญญัติ การชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นคำขออนุญาตที่ได้ยื่นตามพระราชบัญญัตินี้และให้ดำเนินการเกี่ยวกับคำขออนุญาตดังกล่าวตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๗๔
    • บรรดากฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่ได้ออก ตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕ ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

      ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ


      ..............................
      นายกรัฐมนตรี
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail