Facebook


ร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 762 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

 

 

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

     


    - เพื่อให้มีหน่วยงานของรัฐซึ่งไม่ใช่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่และอำนาจในการวิจัยพัฒนา นวัตกรรม เทคโนโลยีป้องกันประเทศ บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวในภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในด้านการรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ โดยส่งเสริมและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ ตลอดจนการวิจัยพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ สามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้  และนโยบายของกระทรวงกลาโหมในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างและระบบงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อการพึ่งพาตนเอง โดยการปรับเปลี่ยนสถานะของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทป. ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นสำนักงานตามร่างกฎหมายที่มีหน้าที่และอำนาจดังกล่าว


    - เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศในด้านการวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศจนถึงขั้นนวัตกรรม ตลอดจนมีการนำต้นแบบการวิจัยและพัฒนาขยายผลไปสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งภายในและภายนอกกระทรวงกลาโหม เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองด้านยุทโธปกรณ์ตามนโยบายของรัฐบาลได้อย่างเป็นรูปธรรมตามกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่นำไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ


     



     


    1. ปัจจุบัน ไม่มีหน่วยงานที่มีภารกิจ หน้าที่ และอำนาจ ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การวิจัยพัฒนา การสร้างต้นแบบวิจัยสู่ต้นแบบอุตสาหกรรม ตลอดจนการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยในขอบเขตการดำเนินการของ สทป. ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งฯ และพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ สทป. ดำเนินการได้เพียงการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศจนถึงการสร้างต้นแบบ แต่ยังไม่อาจต่อยอดถึงขั้นการนำสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้


     


                       2. การจัดโครงสร้างในสถาบันซึ่งประกอบกิจการด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศอันมีลักษณะอ่อนไหวในทางความมั่นคงแห่งชาติ ต้องมีคณะกรรมการนโยบายที่เป็นผู้แทนฝ่ายที่เกี่ยวกับความมั่นคง ในขณะที่ปัจจุบัน สทป. มีโครงสร้างคือคณะกรรมการสถาบัน ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน จึงอาจไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ควบคุมนโยบายด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งการกำหนดโครงสร้างเป็น ๒ ระดับเช่นนี้ไม่อาจมีได้ในองค์การมหาชนตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒


     


                       3. การดำเนินการภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุม ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยโรงงาน มีอุปสรรคและข้อจำกัดทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ จึงต้องขอยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายเหล่านั้น โดยให้คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศและคณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศเป็นผู้กำกับดูแลและวางระเบียบเกี่ยวกับการควบคุมแทน จึงเป็นการอำนาจรัฐในด้านความมั่นคงแห่งชาติ


     



    •  


      โดยที่การพัฒนาด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่การศึกษาวิจัย การผลิต และ การนำมาใช้ประโยชน์ โดยมีความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นของกระทรวงกลาโหมและภาคเอกชน แต่รูปแบบของหน่วยงานของรัฐในปัจจุบัน ยังไม่เหมาะสมสำหรับภารกิจข้างต้น สมควรจัดตั้งหน่วยงานของรัฐที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นเพื่อดำเนินการดังกล่าว


       


       


       

  •  


    ร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ....


     


    ----------------------------------------------------


     


     


     


              ร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้


     


     


     


    ๑. บทนิยาม


     


              กำหนดนิยาม “เทคโนโลยีป้องกันประเทศ” “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” เป็นต้น (ร่างมาตรา ๓)


     


     


     


    ๒. คณะกรรมการ


     


              กำหนดให้มีคณะกรรมการจำนวน ๒ คณะ ได้แก่


     


              ๒.๑ คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ประกอบด้วย (๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน (๒) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวน ๑๒ คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ  (๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกิน ๖ คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในด้านการทหาร ด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หรือด้านการวิจัย การพัฒนา และนวัตกรรม หรือด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ในกรณีที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ และผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็นเลขานุการ (ร่างมาตรา ๕) 


     


              คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศหน้าที่และอำนาจหลักในการกำหนดนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานของสถาบันในด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ให้สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติ และ นโยบายของกระทรวงกลาโหม โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี กำหนดแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีบทบาทในการดำเนินกิจการเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมถึงการเสนอแนะและให้คำปรึกษาคณะรัฐมนตรีในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว (ร่างมาตรา ๑๐)


     


              ๒.๒ คณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ประกอบด้วย (๑) ประธานกรรมการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงทางด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จำนวน ๑ คน (๒) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวน ๕ คน ได้แก่ เสนาธิการทหาร เสนาธิการทหารบก เสนาธิการทหารเรือ เสนาธิการทหารอากาศ และผู้อำนวยการศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๔ คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สงูในด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการของสถาบัน แต่ต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลกูจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เว้นแต่เป็นผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (๔) ผู้อำนวยการ เป็นกรรมการและเลขานุการ (ร่างมาตรา ๑๔) 


     


              คณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ มีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของสถาบัน ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๒ รวมทั้งนโยบาย เป้าหมาย และ แนวทางที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยป้องกันประเทศกำหนด (ร่างมาตรา ๑๘)


     


             


     


    ๓. การจัดตั้งสถาบัน


     


              ให้มี “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ” เรียกโดยย่อว่า “สทป.” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Defence Technology Institute” เรียกโดยย่อว่า “DTI” เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น


     


              กิจการของสถาบันไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของสถาบัน ต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน(ร่างมาตรา ๒๑)


     


             


     


    ๓. วัตถุประสงค์ของสถาบัน


     


              ให้สถาบันที่จัดตั้งขึ้นตามร่างกฎหมาย ดำเนินการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศเป็นวัตถุประสงค์หลัก และกำหนดเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของสถาบัน ให้ครอบคลุมการดำเนินงานตามภารกิจที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้สามารถบูรณาการขีดความสามารถของภาครัฐและเอกชนให้เป็นเอกภาพ นำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในการผลิตยุทโธปกรณ์ได้เอง และนโยบายการปรับปรุงโครงสร้างและระบบงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อการพึ่งพาตนเองของกระทรวงกลาโหมตามที่ได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยได้กำหนดให้มีวัตถุประสงค์ในด้านสำคัญ ดังนี้


     


             ๓.๑ การศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ


     


             ๓.๒ การส่งเสริมและสนับสนุนกิจการอุตสหากรรมป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม หน่วยงานอื่นของรัฐ และภาคเอกชน ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ


     


             ๓.๓ การประสานความร่วมมือด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ 


     


             ๓.๔ การเป็นศูนย์ข้อมูลความรู้ด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้แก่กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานของรัฐเพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ


     


             (ร่างมาตรา ๒๒)


     


     


     


    ๔. หน้าที่และอำนาจของสถาบัน 


     


              เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสถาบัน จึงได้กำหนดหน้าที่และอำนาจเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อการวิจัยและพัฒนาสำหรับการผลิตใช้ในราชการ การนำไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ดังนี้


     


             ๔.๑ กำหนดให้สถาบันมีหน้าที่และอำนาจในการประกอบกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (ร่างมาตรา ๒๓ (๓)) 


     


             ๔.๒ กำหนดให้สถาบันมีหน้าที่และอำนาจในการจัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล รวมตลอดถึงการเข้าร่วมทุน ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วนกับบุคคลหรือนิติบุคคลใด เพื่อดำเนินกิจการที่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ร่างมาตรา ๒๓ (๗))


     


             ๔.๓ กำหนดให้สถาบันมีอำนาจมอบหมายให้บุคคลอื่นเป็นตัวแทนเพื่อประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน (ร่างมาตรา ๒๓ (๘))  


     


             ๔.๔ กำหนดให้สถาบันสามารถส่งผู้ปฏิบัติงานไปปฏิบัติงานในกิจการที่สถาบันเข้าร่วมทุน ถือหุ้น เป็นหุ้นส่วนกับบุคคลอื่น หรือในกิจการของภาคเอกชนภายใต้วัตถุประสงค์ของสถาบัน (ร่างมาตรา ๒๓ (๙)) เพื่อช่วยรองรับการปลดถ่ายกำลังพลของกระทรวงกลาโหม และช่วยให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งในด้านการวิจัยพัฒนาจนถึงขั้นการปฏิบัติไปสู่ภาคเอกชนให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการต่อยอดและสร้างมูลค่าให้กับผลงานวิจัยเพื่อให้เข้าสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม 


     


             ๔.๕ กำหนดให้สถาบันมีอำนาจในการบริการทดสอบและรับรองผลการทดสอบเกี่ยวกับอปุกรณ์ ต้นแบบ หรือผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สถาบันทดสอบ (ร่างมาตรา ๒๓ (๑๑)) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ได้รับความน่าเชื่อถือ


     


     


     


    ๕. การดำเนินการเกี่ยวกับการผลิตและการขาย


     


             ในกรณีที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีปอ้งกันประเทศเห็นว่า ยุทโธปกรณ์ซึ่งสถาบันได้ศึกษาวิจัยหรือร่วมศึกษาวิจัยแล้วมีความจำเป็นต้องผลิตขึ้นเพื่อใช้ในทางราชการของประเทศหรือคุ้มค่าที่จะสนับสนุนให้ผลิตในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อาจมอบหมายให้สถาบันดำเนินการได้ดังนี้


     


             (๑) ส่งหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมหรือหน่วยงานของรัฐที่มีขีดความสามารถ ผลิตเพื่อใช้ในกิจการของรัฐ  (๒) กรณีที่ป็นยทุโธปกรณ์ที่ใช้ในการสงคราม การผลิตและจำหน่าย สถาบันอาจร่วมกับเอกชนหรือนิติบุคคลอื่นก่อตั้งนิติบุคคลเพื่อผลิตและขายได้  ทั้งนี้ โดยจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมหรือหน่วยงานอื่นของรัฐก็ได้


     


             กรณีตาม (๒) การขายจะทำได้เฉพาะการขายให้แก่ส่วนราชการ และหากมีส่วนที่เหลือจากการขายดังกล่าวจึงจะขายให้แก่การปฏิบัติการซ้อมรบที่ประเทศไทยเข้าร่วมซ้อมรบ และการขายโดยวิธีรัฐบาลต่อรัฐบาล ทั้งนี้ การผลิตและการขายตามมาตรานี้ ต้องเป็นไปตามลักษณะและประเภทของยุทโธปกรณ์ รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศกำหนดตามมาตรา ๑๐ (๕) ซึ่งต้องเป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีพันธกรณีด้วย


     


     


     


    ๖. สิทธิประโยชน์


     


              เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสถาบันและเป้าหมายที่จะให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการผลิตยุทธภัณฑ์และยุทโธปกรณ์ไว้ใช้ในราชการและส่งออกได้นั้นจำเป็นต้องมีการใช้มาตรการของรัฐในการส่งเสริมในด้านต่างๆ รวมถึงการใช้อำนาจรัฐ โดยให้การดำเนินการของสถาบัน รวมถึงนิติบุคคลที่สถาบันจัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องมีมาตรการกำกับดูแลหรือควบคุมตามแนวทางที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้ (ร่างมาตรา ๒๕) โดยที่ในปัจจุบันสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ เมื่อมีการร่างพระราชบัญญัติใหม่ก็ได้มีบทเฉพาะกาล (ร่างมาตรา ๕๓) รองรับเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว  


     


     


     


    ๗. การบริหารและการดำเนินกิจการ


     


             ๗.๑ ผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารกิจการของสถาบันและเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างทุกตำแหน่ง (ร่างมาตรา ๓๑ และ ๓๗)


     


             ๗.๒ ผู้ปฏิบัติงานของสถาบันมี ๓ ประเภท ได้แก่ (๑) เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง ซึ่งปฏิบัติงานโดยได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากงบประมาณของสถาบัน นอกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ (๒) ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสถาบันจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมีสัญญาจ้าง (๓) เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมาปฏิบัติงานของสถาบันเป็นการชั่วคราวตามมาตรา ๔๖ (ร่างมาตรา ๔๓) โดยผู้ปฏิบัติงานดังกล่าวจะมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ


     


     


     


    ๗. การตรวจสอบ


     


             มีผู้ปฏิบัติงานของสถาบันทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะ และรับผิดชอบขึ้นตรงกับคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (ร่างมาตรา ๔๐)


     


     


     


    ๘. การรายงานผลงาน


     


              สถาบันจะต้องจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศและคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพื่อเสนอรัฐมนตรีทุกสิ้นปีงบประมาณ โดยแสดงงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีรับรองว่าถูกต้อง พร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งแสดงผลงานของสถาบันในปีที่ล่วงมา และให้รัฐมนตรีเสนอรายงานประจำปีดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี และให้คณะรัฐมนตรีเสนอรายงานนั้นต่อรัฐสภาเพื่อทราบ (ร่างมาตรา ๔๑)


     


     


     


    ๘. การกำกับดูแล


     


              ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของรัฐบาล มติของคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน  เพื่อการนี้ให้รัฐมนตรี มีอำนาจสั่งให้สถาบันชี้แจง แสดงความเห็น หรือทำรายงาน หรือสั่งยับยั้งการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตงั้สถาบัน ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของรัฐบาล มติของคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้อง และแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการของสถาบันได้ (ร่างมาตรา ๔๒)


     

    • ประเด็นที่ต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ....
    •  


      ประเด็นที่ต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ....


       


                ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. .... เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 และส่งร่างพระราชบัญญัติให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณานั้น ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในเนื้อหาบางส่วน จึงนำมารับฟังความคิดเห็นในประเด็นที่เป็นสาระสำคัญในการแก้ไข ดังนี้


       


                1. ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการผลิตและการขายยุทโธปกรณ์ซึ่งสถาบันได้ศึกษาวิจัยหรือร่วมศึกษาวิจัยแล้วมีความจำเป็นต้องผลิต ดังนี้


       


                “ร่างมาตรา 24  ในกรณีที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศเห็นว่ายุทโธปกรณ์ซึ่งสถาบันได้ศึกษาวิจัยหรือร่วมศึกษาวิจัยแล้วมีความจำเป็นต้องผลิตขึ้นเพื่อใช้ในทางราชการของประเทศหรือคุ้มค่าที่จะสนับสนุนให้ผลิตในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อาจมอบหมายให้สถาบันดำเนินการ ดังนี้


       


                (1) ส่งหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมหรือหน่วยงานของรัฐที่มีขีดความสามารถผลิตเพื่อใช้ในกิจการของรัฐ


       


                (2) กรณีที่เป็นยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการสงคราม การผลิตและจำหน่าย สถาบันอาจร่วมกับเอกชนหรือนิติบุคคลอื่นก่อตั้งนิติบุคคลเพื่อผลิตและขายได้ ทั้งนี้ โดยจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมหรือหน่วยงานอื่นของรัฐก็ได้


       


                กรณีตาม (2) การขายจะทำได้เฉพาะการขายให้แก่ส่วนราชการ และหากมีส่วนที่เหลือจากการขายดังกล่าวจึงจะขายให้แก่การปฏิบัติการซ้อมรบที่ประเทศไทยเข้าร่วมซ้อมรบ และการขายโดยวิธีรัฐบาลต่อรัฐบาล


       


                ทั้งนี้ การผลิตและการขายตามมาตรานี้ ต้องเป็นไปตามลักษณะและประเภทของยุทโธปกรณ์ รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศกำหนดตามมาตรา 10 (5) ซึ่งต้องเป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีพันธกรณีด้วย”


       


                เหตุผลการแก้ไขเพิ่มเติม การจำกัดในด้านการผลิตและการขาย เนื่องจากสถาบันเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐจะต้องไม่ประกอบกิจการอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน แต่เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้เข้มแข็ง จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องส่งเสริมในช่วงแรก ประกอบกับกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีลักษณะแตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่น กล่าวคือ เกี่ยวข้องในด้านความมั่นคงของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งมีความอ่อนไหว จึงยังคงต้องมีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ควบคุม


       


                2. ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการให้กิจการที่สถาบันจัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคลได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน อย่างไรก็ดี คณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการดำเนินการ ซึ่งต้องมีมาตราการกำกับดูแลหรือควบคุมตามแนวทางที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้


       


                “ร่างมาตรา 25 ให้กิจการที่สถาบันจัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคลตามมาตรา 23 (7) ได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ซี่งต้องมีมาตรการกำกับดูแลหรือควบคุมตามแนวทางที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้”


       


                เหตุผลการแก้ไขเพิ่มเติม เดิมสถาบันได้เสนอให้กิจการที่สถาบันเข้าร่วมทุน ถือหุ้น เป็นหุ้นส่วนกับบุคคลอื่น ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ กฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน กฎหมายว่าด้วยโรงงาน และกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน แต่เมื่อมีการพิจารณาในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบตามกฎหมายดังกล่าวเข้าร่วมพิจารณาให้ความเห็นด้วยแล้ว สถาบันจึงเห็นว่ากิจการของสถาบันยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ เนื่องจากยุทธภัณฑ์เป็นของที่ต้องมีการควบคุมเพื่อไม่ให้ไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลทั่วไปได้ โดยปัจจุบันกระทรวงกลาโหมมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องการควบคุมยุทธภัณฑ์ มีบุคลากรและกลไกในการดำเนินการ สถาบันยังไม่มีความพร้อมที่จะควบคุมไปถึงเอกชนที่สถาบันเข้าร่วมทุน ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วน ได้ สำหรับการขอยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชนในกรณีที่สถาบันร่วมกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคลนั้น เนื่องจากวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตอาวุธเป็นยุทธภัณฑ์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์อยู่แล้ว เมื่อจะนำมาผลิต สถาบันซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการควบคุมกิจการนิติบุคคลนั้นจะควบคุมกระบวนการภายในเอง ตั้งแต่การเบิกวัตถุดิบเพื่อเข้าสู่สายการผลิต จนถึงการออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ โดยใช้เทคโนโลยีช่วยในการควบคุมด้านความปลอดภัย รวมทั้งมีมาตรการกำกับดูแลและควบคุมตามแนวทางที่กฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชนกำหนดไว้


       


                สำหรับกฎหมายว่าด้วยโรงงานนั้น กิจการของสถาบันยังคงต้องอยู่ภายใต้บังคับ เพราะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมและการป้องกันอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ส่วนกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนฯ เนื่องจากสถาบันเห็นว่าวัตถุดิบ หรือผลิตภัณฑ์ของสถาบันส่วนใหญ่จะเป็นยุทธภัณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ จึงยังไม่จำเป็นต้องกำหนดการยกเว้นไม่อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนฯ


       

         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail