Facebook


สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้บังคับพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 2443 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

สามารถสรุปได้เป็น ๗ ประการ ดังนี้ 

 

 

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง

     


    สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้บังคับพระราชบัญญัติการชลประทานหลวงพุทธศักราช ๒๔๘๕


    สามารถสรุปได้เป็น ๗ ประการ ดังนี้


              ๑. ปัญหาในเรื่องกระบวนการและขั้นตอนในการประกาศกำหนดให้ทางน้ำใดเป็นทางน้ำชลประทานส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาการเข้าใช้พื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของส่วนราชการอื่นเนื่องจากตามกฎหมายปัจจุบันกำหนดไว้แต่เพียงการเข้าใช้ในที่ดินของเอกชนในกรณีที่ดิน
    ที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานของรัฐไม่มีกำหนดไว้ โดยถือว่าเป็นเรื่องภายในของฝ่ายบริหารซึ่งสามารถประสานงานเพื่อขออนุญาตต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ครอบครองดูแลที่ดินนั้นอยู่
    แต่ที่ผ่านมาปรากฏว่าในการประสานงานเพื่อขออนุญาตต่อหน่วยงานนั้น ปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเพราะในกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติจะห้ามมิให้เข้าไปดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่อพื้นที่ในเขตอุทยานถ้าประสงค์จะดำเนินการจะต้องมีการเพิกถอนพื้นที่ส่วนนั้นก่อน
    จึงจะเข้าไปในพื้นที่ได้ ซึ่งระยะเวลาที่จะต้องออกพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนพื้นที่นั้นๆ ใช้ระยะเวลานาน ทำให้การเข้าดำเนินการของกรมชลประทานต้องล่าช้าออกไป


              ๒. ปัญหาการกำหนดอัตราค่าชลประทานและการเรียกเก็บค่าชลประทาน  เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันกำหนดให้เรียกเก็บค่าชลประทานตามวัตถุประสงค์เป็นสองส่วนคือเพื่อการเกษตรกรรมและเพื่อการอื่น แต่ตั้งแต่บังคับใช้กฎหมายมายังไม่เคยมีการเรียกเก็บค่าชลประทานที่นำน้ำไปใช้เพื่อเกษตรกรรม เมื่อไม่มีการเรียกเก็บทำให้เกษตรกรใช้น้ำฟุ่มเฟือย และผู้ที่อยู่ต้นน้ำใช้น้ำมากส่งผลให้ผู้ที่อยู่ปลายน้ำไม่มีน้ำใช้เท่าที่ควร สำหรับอัตราค่าชลประทานเพื่อการอื่นนั้น ปัจจุบันกฎหมายเรียกเก็บไว้ตายตัวและเต็มอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้ว ทำให้ไม่สามารถเรียกเก็บเพิ่มเติมได้


               ๓. ปัญหาการบริหารจัดการทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ปัญหาในการ


    เรียกเก็บค่าชลประทานเพื่อนำเข้าทุนหมุนเวียนนั้นมี ๓ ประการ คือ 


    - กรณีที่ผู้ใช้น้ำไม่ยอมชำระค่าชลประทาน รวมทั้งไม่ยอมชำระเงินเพิ่ม
    ทำให้ต้องมีการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลซึ่งใช้ระยะเวลานาน และในบางครั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่คุ้มค่ากับค่าชลประทานที่จะได้รับ


    - กรณีเงินเพิ่มที่กำหนดให้ต้องชำระนั้น ในกฎหมายไม่ได้กำหนดให้สามารถผ่อนชำระได้ ส่งผลให้ผู้ที่ค้างชำระค่าชลประทานเนื่องจากไม่มีเงินในการชำระ ก็ไม่สามารถนำเงินเพิ่มทั้งจำนวนมาชำระได้เช่นเดียวกัน ซึ่งในท้ายที่สุดก็ต้องฟ้องคดีอาญาเพื่อบังคับต่อไป


    - กรณีการจัดทำบัญชีของเงินทุนหมุนเวียนนั้นไม่สามารถดำเนินการได้
    ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ เนื่องจากหน่วยงานเรียกเก็บค่าชลประทานกระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงมีปัญหาในการรวบรวมเอกสารและหลักฐานในการจัดทำบัญชี


              ๔. ปัญหาความสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในส่วนของนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา ๘๕ (๒) ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดหาแหล่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างพอเพียงและเหมาะสมแก่การเกษตร และมาตรา ๘๕ (๔)ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวนบำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ  ซึ่งจากการวิเคราะห์กฎหมาย ปัจจุบันแม้ว่าจะให้อำนาจอธิบดีกรมชลประทานแต่งตั้งบุคคลอื่นนอกจากกรมชลประทานเข้ามาดูแล รักษา หรือเรียกเก็บค่าชลประทานได้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็ยังไม่สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสงวน บำรุงรักษา และการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำได้อย่างชัดเจนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติไว้


              ๕. ปัญหาการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กำหนดให้กรมชลประทานกระจายอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวงให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น สภาพปัญหาที่ได้จากการศึกษาวิจัยพบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขาดความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณในการบำรุงรักษาระบบชลประทานที่กรมชลประทานได้โอนไปให้ ทำให้ระบบชลประทานที่โอนไปเสื่อมสภาพไปในท้ายที่สุด ปัญหาต่อมาคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารจากการเลือกตั้ง และบางภารกิจที่โอนให้อยู่ในความรับผิดชอบของหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำให้เกิดปัญหาในด้านการบริหารจัดการ รวมทั้งในการโอนอำนาจไปให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ทำให้ทางน้ำที่ถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขาดความเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการของกรมชลประทานซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติค่อนข้างมาก


              ๖. ปัญหาเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานและนายช่างชลประทาน เช่น การให้อำนาจเจ้าพนักงานเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นเพื่อทำการสำรวจที่ดินเพื่อประโยชน์ในการชลประทาน ซึ่งไม่ชัดเจนว่าเมื่อเข้าไปในที่ดินแล้ว นายช่างชลประทานหรือเจ้าพนักงานจะมีอำนาจดำเนินการได้แค่ไหนเพียงไร ปัญหาประการต่อมาคือ เจ้าพนักงานไม่กล้าบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด เนื่องจากบางกรณีผู้กระทำความผิดได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นหรือเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นเสียเอง ทำให้หลักเกณฑ์ต่างๆ และโทษทางอาญาที่กำหนดไว้ไม่สามารถใช้บังคับได้ในทางปฏิบัติ


              ๗. ปัญหาเรื่องบทกำหนดโทษทางอาญา ซึ่งตามกฎหมายในบางกรณีกำหนดอัตราโทษไว้ต่ำเกินไป ทำให้ผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัว และกฎหมายปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจเปรียบเทียบปรับ การดำเนินการจึงต้องส่งให้เจ้าพนักงานสอบสวนเพื่อเปรียบเทียบปรับตามประมวลกฎหมายอาญา นอกจากนั้น เนื่องจากมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายหลายครั้งและมิได้มีการพิจารณาในภาพรวมทำให้อัตราโทษในกฎหมายลักลั่นกัน



    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail